On my way

บันทึกการเดินทางผ่านมุมมองและความคิด
By : Nai choolee

รถทะยานขึ้นลงเนิน เลาะเลี้ยวไปตามโค้งถนน แอบมองเด็กหญิงเพื่อนร่วมทางกำลังนั่งหลับ สบาย หลังอาหารมื้อเที่ยงร้านอาหารริมทาง ที่มีแผ่นป้ายถึงแล้ว…แกงป่ารสรับประกันความอร่อย มาเมืองกาญจน์ ฯ ทั้งทีอาหารที่ขาดไม่ได้คือ “แกงป่า” รสซี๊ดซ๊าด อดขำเรียวปากแดงก่ำของเธอเสียไม่ได้เพียงน้ำแกงป่านิดหน่อยราดข้าว ทันทีที่เคี้ยวคำแรกเธอสูดปากยกฝ่ามือพัดไล่ความเผ็ดร้อน เร่งยกแก้วกระดกน้ำจนหมดแก้ว
“เผ็ด ๆๆ บอกแล้วไงว่าหนูไม่กิน จะฟ้องม๊า ป๊าแกล้งหนู”
“โอ๋ ๆ นิดหน่อยนะ“ ผมลูบหัวปลอบเธอ ขณะหยิบไอศครีมรสโปรดให้เธอ อาการฮึดฮัดสงบท่าที…ขึ้นรถได้ไม่นานเธอขอนั่งสมาธิพักสายตากลายเป็นคอพับโยกไปตามจังหวะรถแล้นผ่านโค้งถนนหรือขึ้น-ลงเนิน

เมฆสีเทาหม่นก่อตัวไปทั่วท้องฟ้าเบื้องหน้า หลักกิโลเมตรบอกระยะห่างจากเส้นทางไทรโยคน้อย อีก ๔๐ กิโลเมตรถึงตัวเมืองกาญจน์ฯ หากนับเนื่องไปอีก ๑๐๐ กว่ากิโลเมตรจึงจะถึงกรุงเทพฯ เลื่อนสายตามองดูหน้าปัดน้ำมันยังเหลืออีกครึ่งถังวิ่งกลับถึงบ้านสบาย สองฟากถนน ทิวเขาสลับซับซ้อน สีเขียวขจีของผืนป่าดูเย็นตาไปกับฤดูกาลแห่งความชุ่มช่ำ แว่วเสียงคล้ายใครดีดเส้นลวดเป็นจังหวะ บางทีผมอาจหูแว่ว หากแต่รู้สึกคุ้น ๆ กับท่วงทำนอง

ช่อ”ภิบือโหย่( แม่โพสพ)”

“ ขวัญเอย ขวัญมา ขวัญเอย ขวัญมา ขวัญพระแม่โพสพ จงกลับมา…” เสียงแหลม ๆ ของชายสูงวัยที่นั่งเคียงข้างลูกชายวัยหนุ่ม ขับร้องบทเพลงเพลงเรียก “ขวัญแม่โพสพ” ไปตามจังหวะปลายนิ้วที่ดีดลงไปบนเส้นลวด ภาพซ้อนทับถึงเหตุการณ์ตอนเช้าวันหนึ่ง หมู่บ้านเวียคะดี้ ควันไฟลอยฟุ้งบริเวณพื้นที่ครัวสนาม ลูกฝักกลม ๆ ขนาดโตวางใกล้ธารน้ำรอ ไก่บ้านที่กำลังถอนขน เสียงหัวเราะของเหล่าบ้านหญิงสาวระคนเสียงสากกะแทกลงในครก ต่างร่วมด้วยช่วยกันทำอาหาร บรรดาชายหนุ่มกะเหรี่ยงผู้ช่ำชองการใช้มีดเพียงด้ามเดียวตัดไม้ไผ่ สร้างชิงช้าให้เด็กเล่น เพิงที่สำหรับพระสวดพิธี และเสา“ภิบือโหย่ (วัญแม่โพสพ)” เป็นภาพที่รับรู้ได้ถึงมิติความสัมพันธ์ของคนในหมู่บ้านชายขอบ ดูเหมือนโลกที่ไกลห่างความเจริญรุ่งเรือง โลกภายนอกที่วุ่นวายอาจมีส่วนทำให้พวกเขามีความสามัคคี และให้ความเคารพผู้มาก่อน…

อีก ๒๖ กิโลเมตรจะถึงตัวเมืองกาญจน์ มองผ่านกระจกส่องหลังเด็กหญิงนอนล้มตัวนอนราบไปกับเบาะรถ ผมครุ่นคิดถึงในสาเหตุทำให้ได้เจอกับสองพ่อลูก เราต้องการมีอะไรที่แตกต่างในการเสนอเรื่องราวของพวกเขา “เพลง เครื่องดนตรี ” ใช่เป็นแนวคิดที่น่าจะตอบโจทย์นี้ได้ ผมจึงได้สอบถามกับผู้ประสานงาน ไม่นานนัก เด็กหนุ่มขี่มอเตอร์ไซด์พร้อมกับเครื่องดนตรีมายังบริเวณงาน เสียงอึกทึกของผู้คน ซึ่งไม่เหมาะที่เราจะบันทึกเสียง เราจึงตกลงไปถ่ายกันที่บ้านของเขา

แม่โพสพ
คุณลุงทนงและลูกชายกำลังร้องเพลง “เรียกขวัญแม่โพสพ”

ระเบียงบันไดบ้าน ภาพงดงามของสองพ่อลูกที่ร้องบทเพลง เนื้อหาถึงการเรียก “ขวัญแม่โพสพ” ความเชื่อและการรู้คุณต่อธรรมชาติ ปลายนิ้วของเด็กหนุ่มที่ดีดลงบนเส้นลวด เสียงแปร่ง ๆ ทุ้ม ๆ อีกด้านหนึ่งเขาชอบการแต่งเพลงและเล่นกีตาร์ ส่วนอีกด้านก็อยากเรียนรู้เครื่องดนตรีอันบ่งบอกถึงความเป็นมาของบรรพบุรุษ เพื่อสืบสานปณิธานของผู้เป็นบิดา

“ขวัญเอย ขวัญมา
ขวัญเอย ขวัญมา ขวัญพระแม่โพสพ จงกลับมา
กลับมารับ ข้าวจ้าว ข้าวเหนียว โอ๋ ขวัญพระแม่โพสพกลับมา
ขวัญเอย ขวัญมา”


แม้ยามหลับตาผมยังเห็นถึงดวงตาที่แฝงไว้ด้วยความพยายามต่อสู้และอดทนเพื่อจะร้องเพลงนี้ให้ได้ดีที่สุด ชายชราผู้รับมรดกมาจากบรรพบุรุษกำลังถ่ายทอดสิ่งดี ๆ ให้กับลูกชายรับช่วงต่อ เป็นภาพงดงามที่ได้เห็น และรู้สึกภูมิใจที่ได้บันทึกบทเพลงนี้เอาไว้ …

ยกช่อขวัญข้าวไว้เหนือลาดฟาดข้าว

วันเวลาผ่านไปไม่หวนคืน เรื่องบางเรื่องที่มีโอกาสได้เก็บเกี่ยวความทรงจำย่อมมีคุณค่าต่อความรู้สึกของจิตใจ ในวันที่เราไม่มีโอกาสได้ล่ำลาหากแต่เพียงว่า ท่วงทำนองบทเพลงนั้นคือมรดกชิ้นสุดท้ายที่ชายชรา ชายขอบเขตแดนได้มอบไว้ให้เป็นอนุสรณ์…
ไม่มีใครรู้วันสุดท้ายที่จะมาถึง ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามที่นำพาให้เราได้เจอกัน มิใช่เรื่องบังเอิญหากคือสายใยในวันวารที่นำพาให้เราได้มาเจอและทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งร่วมกัน …ธรรมดาทุก ๆ การพบเจอย่อมมีพรากจากเสมอ…
ขอบคุณชายชราที่ชื่อ ทนง สังขโสภาแม้จากไปโดยไม่หวนคืน ทว่าสิ่งที่รับมาจากบรรพบุรุษได้ส่งต่อให้กับลูกชาย…

เด็กหญิงลุกพรวดมานั่งเบาะข้าง ๆ เธอหันมาสบตาทำหน้าทะเล้น ชวนผมร้องเพลง
“หากว่าเรากำลังสบาย จงตบมือพลัน
หากว่าเรากำลังมีสุข หมดเรื่องทุกข์ใด ๆ ทุกสิ่ง
จะมัวประวิงอะไรกันเล่า จงตบมือพลัน…”


รถแล่นลิ่วผ่านทางแยกตัวเมืองกาญจน์ ผมมุ่งหน้าตามป้ายบอกทางนครปฐม เหลือระยะทางอีกไกลแต่ลูกร้องเพลงโดยพ่อคอยเคาะให้จังหวะ…ช่างคล้ายกันเหลือเกินกับสองพ่อลูกคู่นั้น…ช่างคล้ายกัน

ขอบพระคุณ คุณลุงซองติ้ง ไทรสังขฮิติสุรีย์ เจ้าของที่นา พิธีกะเหรี่ยงฟาดข้าว
ขอบพระคุณ ท่านกำนันพุทธชาย หลวงวิเศษณ์ ที่เอื้อเฟื้อสถานที่พักพิงและช่วยประสานงาน
ขอบคุณชาวบ้านเวียคะดี้ หนองลู สังขละบุรี

ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว “สังขโสภา”ต่อการจากไปของคุณ “ทนง สังขโสภา”
ขอบคุณ :ทีมงาน เรือนพิมพ์แม่ชอบ

ขอบพระคุณ :อาจารย์ ฟ้อน เปรมพันธุ์ สำนักวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ที่เอื้อเฟื้อ คำแปลบทเพลง ขวัญข้าว