On my way : บันทึกการเดินทางผ่านมุมและความคิด
By : Nai choolee

คนสองวัยนั่งประจัญหน้า ทั้งคู่หน้านิ่วคิ้วขมวด ดูท่าทางต่างคนต่างการชัยชนะ เจ้าเด็กน้อยค่อยๆ จรดปลายนิ้วลงบนฝาปิดขวดน้ำอัดลม วัยเด็กที่ยังขาดความรอบคอบ สุขุมหากแต่หัวจิตหัวใจที่พร้อมตลุยทุกอย่างที่ขวางกั้น ยิ่งมีกุนซือคอยกำชับการเดินหมากในแต่ละตา ชายวัยใกล้ฝั่งนั่งนิ่งพยายามคิดและมองรูปเกมของหมากกระดานนี้อย่างเยือกเย็น แทบไม่น่าเชื่อว่าเขาจะปรับเปลี่ยนอารมณ์จากยอกย้อนและชอบใช้คำกระแทกแดกดันกลับนิ่งสงบ ทว่าเขาถูกยั่วยุอารมณ์จากเหล่าแมลงหวี่บินวนเวียน ที่ตา สองข้าหูจนเขาแสดงอาการหงุดหงิดรำคาญ พาลตะเบ็งเสียงกัมปนาท หากแต่เขาต้องรีบดึงสติกลับมา

นอกเหนือจากความเป็นมนุษย์ที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ เมื่อยุคสมัยที่เคยขีด ชี้นำกลับกลายเป็นสิ่งเก่าล้าสมัย เมื่อคลื่นลูกใหม่โถมซัดด้วยอุดมการณ์แห่งเสรีคือศาตราที่จะนำพารัฐนาวาก้าวข้ามไปสู่ยุคศิวิไลซ์…

รถแล่นผ่านหลักกิโลเมตรที่บอกระยะทางจากนครสวรรค์ถึงกรุงเทพอีก ประมาณ ๒๓๕ กิโลเมตร นั่นหมายถึงว่าผมจะต้องใช้เวลาอีก ๔ ชั่วโมงกว่า ๆ ด้วยหน้าปัดมาตรวัด ๙๐ กิโลเมตร ไม่มีอะไรให้ต้องรีบ มีเวลาได้รับฟังข่าวสารจากวิทยุรายงานข่าวจนเผลอไผลคิดจินตนการไปถึงเรื่องราวของบ้านเมือง ความจริงก็เห็นด้วยและบางเรื่องก็ไม่เห็นด้วย ผมจึงเลือกที่จะรับฟังไม่ว่าบทสรุปจะออกมาอย่างไร สุดท้ายแล้วคนที่เล่นเกมส์หมากฮอสก็มีแค่สองคน ซึ่งแต่ละฝั่งก็มีกุนซือประเด็นก็คืออะไรจะเป็นตัวแปร ฝนจะตก หรือ ฟ้าร้องใช่ว่าจะห้ามได้ แต่ในยุคสมัยของนวัตกรรมก้าวหน้า เสรีภาพก้าวไกล หากช่องว่างของความเป็นมนุษย์ที่ไร้สิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจต่อคุณธรรม ยุติธรรมทำให้ระยะห่างความเป็นมนุษย์นั้นมีช่องว่างมากขึ้น เราจึงได้เห็นผู้คุมกฏหมายดิ้นพล่านกับมาตราการช่วยเหลือแก้จากผิดเป็นถูก ให้คนผิด ข่าวรายงานเรื่องราวน่าหดหู่ “พ่อ”ข่มขื่นลูกตัวเองโชว์เพื่อนอะไรเทือกนั้น

ในแง่พื้นฐานของความเป็นมนุษย์นั้นย่อมมีความแตกต่าง ทว่าสิ่งที่เรามีเท่า ๆ กันในแต่วันคือ เวลา ๒๔ ชั่วโมงที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งจรรโลงใจและสร้างโลกแห่งอุดมคติ หนังสือเล่มหนึ่งที่กล่าวถึงคดีลูกฆ่าพ่อผู้ซึ่งหยาบช้า กักขฬะ ไม่สนใจ ลูกเมีย และมักมากในกามคุณ ผลงานของนักเขียนที่ชื่อ ดอสโตเยฟสกี้ ( Fyodor Dostoyevsky) ผู้ให้คำนิยาม “ ข้าพเจ้ารักมนุษย์ แต่เกลียด…คน”

นาฑีความคิดมาถึงตอนนี้ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจกับสามัญสำนึกของตนเอง เมื่อบางแง่มุมของตัวละครไม่ผิดแผกแตกต่างอะไรกับเรื่องราวชีวิตจริงของเรา คนธรรมดาที่ต้องใช้เวลา ใช้ความคิดภายในที่นิ่งสงบ ทบทวนและให้อภัยตัวเอง ก่อนจะเงยหน้ามองจุดหมายปลายทาง

สิ้นสุดเรื่องเล่านาฑีสุดท้ายผ่านแง่คิดและมุมมอง ถามว่าทำไมตั้งชื่อนี้ก็คงเป็นเพราะว่าพอกันทีกับการจองจำอยู่ในบ้าน กักขังตัวเองตามตัวบทกฏหมายหยุดเชื้อเพื่อชาติหรืออะไรทำนองนั้น เป็นห้วงยามที่ผมกล้าเดินหมากฮอสบนกระดาน ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าผลลัพท์จะเป็นไปในรูปแบบใด… หากท้ายที่สุดผมก็เหยียบเบรคจอดรถหน้าประตูบ้านโดยไม่สนใจเวลา กี่นาทีกี่ชั่วโมง เพราะรู้ตัวว่าภารกิจนั้นสิ้นสุดแล้ว

…สวัสดีและขอบคุณ