On my way : Naichoolee

นาฑีที่ยืนมองแม่น้ำเจ้าพระยายามสนธยา สัมผัสแห่งความรู้สึกในห้วงอารมณ์หวั่นไหวกับสายลมเอื่อย ๆ ที่พัดผ่านมาและเลยผ่านไปชีวิตก็เช่นนี้บางทีเราแทบไม่รู้เลยว่าการเคลื่อนไหวของริ้วคลื่นบนผืนน้ำสะท้อนแสงตะวันรอนระยิบพราวมีค่าปานใดกระทั่งได้ใคร่ครวญหยุดคิดเพ่งพินิจถึงสิ่งที่ปรากฏอยู่รอบ ๆ ตัว แม้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่จะส่งเสียงดังลั่นไปทั่วคุ้งน้ำ ยิ่งมองเห็นมวลน้ำไหลจากท่อสูบขนาดใหญ่ตกกระทบกับผิวน้ำเป็นฟองฟ่อน ปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกงุนงงกับคำถามที่แม้แต่ตัวเองก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ อะไรกันเล่าที่นำพาให้มายืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้

เรากำลังจะไปไหน? และเพื่ออะไร ? ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน หากแต่รู้สึกคิดถึงและห่วงหาคนที่จากมา ในบางเวลาแค่เสี้ยววินาทีก็ครุ่นคิดถึงปลายทางที่ยังห่างไกล ทว่าเมื่อมองไปยังคลองยังส่งน้ำขนาดใหญ่ที่ไหลทอดยาวสุดสายตา การเดินทางของสายน้ำสายหนึ่ง จากปากน้ำตำบลวัดโคก อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ไหลผ่านอำเภอตาคลีจังหวัดนครสวรรค์ ผ่านบ้านหมี่ โคกสำโรง อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี มาบรรจบกับแม่น้ำป่าสักที่ ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ว่ากันว่าคลองส่งน้ำเส้นตรงสายนี้มีความยาวราว ๑๓๔ กิโลเมตร สายนี้เป็นฝีมือของมนุษย์ เรียกขานกันว่าคลองอนุศาสนนันท์ตามชื่อหัวหน้าทีมขุดและอีกหนึ่งที่มา “Man Made River” ซึ่งใช้เวลาในการขุดร่วม ๔ ปี เพื่อส่งน้ำกินน้ำใช้ให้ชาวบ้าน ชุมชน เรือกสวน ไร่ นา สายน้ำไม่รู้หรอกว่ามันจักต้องเดินทางไปสู่หนแห่งใด แต่…น้ำไม่เคยแบ่งแยกซ้ายขวา แบ่งแยกความดีหรือเลว หน้าที่ของน้ำก็แค่เลื่อนไหลจากที่สูงสู่ที่ราบต่ำ สู่มหาทีอันกว้างใหญ่ ทว่ามันสมองของมนุษย์นั้นสามารถจัดสรร บริหารจัดการให้ธรรมชาติตอบสนองต่อความต้องการ

ผืนฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเทาดำดาวประจำเมืองส่องแสงวับวาว และแล้วนาฑีแห่งความครุ่นคิดก็สิ้นสุด เมื่ออีกหนึ่งจุดหมายยังรอคอยอยู่ข้างหน้า ถึงแม้นว่าจะต้องขับรถคู่ใจไปบนเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ท่ามกลางม่านฝนโปรยปรายลงมาและเงาทะมึนของกิ่งไม้ใบหญ้าที่โยกไกวไปตามแรงลมพายุกระโชกสองฟากถนน บางทีการปลดวางกรอบความคิด ที่ยึดมั่นในแผนการ ความคาดหวัง ปล่อยให้ทุกอย่างเลื่อนไหลไป เหมือนสายลม สายน้ำ เพียงแค่เปิดใจกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทาย  เมื่อชีวิตดำเนินไปถึงนาฑีสิ้นสุดก็แค่ปล่อยผ่านแล้วเริ่มต้นใหม่จนกว่าจะถึงปลายทาง