On my way : บันทึกการเดินทางของความคิด
By : Nai choolee


ตะวันจวนจะลาลับขอบฟ้าห้วงยามแห่งสนธยากาลนั้นทำให้เกิดความรู้สึกอ่อนแรงล้า โหยหากับหลายสิ่งที่ผ่านพ้นไป ผมขับรถวนเวียนอยู่โบราณศาสนสถานแห่งหนึ่งในอยุธยา วันเวลาผ่านมาร่วม ๕๐๐ ปีหรืออาจมากกว่านั้น ผ่านพ้นยุคสมัยแห่งการเข่นฆ่าด้วยคมดาบ คมหอก สรรพวุธ สรรพกำลังเพื่อแย่งชิงความเป็นมหาอำนาจ

ศาสนสถานโบราณที่ถูกทอดทิ้งให้รกร้าง ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๒๗ พระครูเกษมธรรมทัต(ปัจจุบันเป็นพระภาวนาเขมคุณ วิ.) ได้ถากถางพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่ปกคลุม ปรับบริเวณพื้นที่เพื่อจัดตั้งสำนักกรรมฐาน ในฝ่ายพุทธาวาสและสังฆาวาส ที่โบราณสถานแห่งนี้…

เห็นเจ้าตูบสองตัวนั่งสบายอยู่บนยอดเจดีย์หัก วัดระยะความสูงจากสายตา จากฐานไปถึงยอดเกือบเท่ากับอาคารสองชั้น อะไรทำให้มันทั้งคู่ขึ้นไปนั่งอยู่บนนั้น บางทีเหตุผลของมันก็คงไม่ต่างอะไรกับผม ก็แค่หาที่ผ่อนคลายหาความสำราญใจ หรือไม่มันทั้งคู่ก็เคยมีอดีตมีความทรงจำดี ๆ กับเจดีย์แห่งนี้ หลากหลายเหตุผลที่ทำให้เราต้องย้อนกลับไป ที่ใดที่หนึ่ง เพื่ออะไร ทำไม ? ลึก ๆ คำตอบย่อมมีอยู่แล้ว ตรงนั้นเคยเดิน ตรงนี้เคยยืนคุย ตรงนั้นช่วยกันปัดกวาดทำความสะอาดเช็ดถู ทุก ๆ สิ่งย่อมมีที่มา เช่นเดียวกับซากปรัก หัก ทุกอย่างเคยรุ่งเรืองงดงาม เสื่อมทรุด และพังทลายไปตามกาล

ไม่ว่าโลกจะหมุนวนไปสู่ยุคใดมนุษย์ก็ยังเก่งแย่งแข่งขันเพื่อความหนึ่ง บ้างก็อ้างเหตุผลเพื่อความชอบธรรม หลาย ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตล้วนเป็นบทเรียนให้ศึกษาได้เรียนรู้ ทว่าสิ่งเหล่านั้นมิใช่ข้อสรุปที่ดี อาจเป็นเพราะบริบทและเงื่อนไขของยุคสมัยนั้นแตกต่าง ทุกสิ่งเปลี่ยนแปรไปตามปัจจุบันขณะ เพื่อนำพาไปสู่ยุคแห่งการปรับรูปเปลี่ยนโฉมในอนาคต คำตอบจะเป็นเช่นไร? สุดจะคาดเดา หากแต่ความจริงที่เป็นไปก็ล้วนแล้วแต่มาจาก โลก-ภายนอก ที่เปลี่ยนไปตามธรรมดา และโลกภายใน คิด วุ่น วาย อยู่กับการแสวงหาความสุข ราวกับหลงเข้าไปในดินแดนสนธยา พยายามทางออกเท่าไหร่ก็ไม่เจอ

อาจจะเป็นผมเองกระมัง บางขณะความคิดย้อนแย้งกับตัวเอง สับสนไม่รู้ความต้องการ ไม่รู้ตัวตนที่แท้จริง จึงย่ำไปในดินแดนสนธยา วนเวียนอยู่อย่างนั้นโดยไม่คิดแสวงหาทางออก ทว่าโลกกว้างเกินกว่าจะก้มหน้าจมอยู่กับตัวเอง เงยหน้ามองดูผู้คนที่ผ่านไปมา พูดคุยทักทาย ส่งยิ้มให้กันบ้าง และจำไว้นะทุกครั้งที่ล้ม “จงล้มไปข้างหน้า”

เจ้าตูบสองตัวนั้นคง ไม่วกวนอยู่ในดินแดนสนธยา เพราะพวกมันว่างเว้นจากความคิดชิงดี ชิงเด่น จึงแบ่งพื้นที่ต่างมุมต่างอยู่ร่วมกันอย่างศานติ ตัวตนที่แท้จริง ของคนเรานั้นลึก ๆ แล้วอาจต้องการความสงบ ห้วงขณะหนึ่งหากหยุดนิ่งและทบทวน จากที่คิดว่าถูกต้อง ดี แล้ว เมื่ออารมณ์หนึ่งวูบผ่าน เผยอีกด้านเมื่อนั้นเราอาจเห็นความจริงที่ว่า…ไม่มี “ดินแดนสนธยา” ก็แค่ปลดวาง ตัวตนอาจค้นพบความงามแห่งการอยู่ร่วมกันด้วยศานติ ตะวันลาลับขอบฟ้า รัตติกาลกำลังแผ่ความมืดปกคลุม เสมือนย้ำเตือนว่า…ปลายทางแห่งชีวิตของคนเราต่างมุ่งหน้าไปสู่จุดหมายเดียวกัน.