คำ : ภักดิ์ รตนผล

(๑)

ภิกษุวัยมัชฌิม ผิวดำแดง เรือนกายสง่างาม
ย่างเท้าเปลือยเปล่าจากสำนักสงฆ์บนไหล่เขา
เลี้ยวซ้ายลงสู่หมู่บ้านพื้นราบ
ออกโปรดเวไนยสัตว์ผู้ยากจนและเจ็บป่วย
ดำเนินตามลำแสงรุ่งสาง ทอดทออยู่เบื้องหน้า
ดูราวว่าเป็นพระผู้มากับแสงอาทิตย์นั่นเทียว

ชาวบ้านผู้สิ้นหวังต่างพาเด็กน้อย ผู้ชราเจ็บป่วย
มารอคอยด้วยวาดหวังเต็มเปี่ยม
เพียงเพื่อให้ลูบศรีษะ เป่ามนตรารักษา
วันรุ่งขึ้นอาการป่วยไข้จักมลายหายไปสิ้น

ชาวบ้านต่างสดับแลร่ำลือว่า
คือพระผู้มีปาฏิหาริย์
เดินเท้าจากอุดรถึงเชียงใหม่เพียงชั่วสองยาม
เดินข้ามภูเขาเท่ากับเดินพื้นราบ
เดินเหินบนผิวน้ำเท่ากับเดินบนผืนดิน
เดินไปในสายฝนเท่ากับเดินในแสงแดด

บุตรแห่งตถาคตได้แต่ตอกย้ำ อรรถาธิบาย
เราเพียงเพียรฝึกฝน จำเริญสติ ภาวนา สมาธิ
หาได้มุ่งที่จะแก่กล้าด้วยมหัศจรรย์แห่งปาฏิหาริย์
แต่แน่วแน่จักครองตนในมัชฌิมาปฏิปทา
ตามวิถีแห่งอริยสัจสี่
มุ่งมั่นให้แสงประภัสสรแด่สามัญชน คนยากเข็ญ

แต่ไฉนจะให้ความกระจ่างแก่ผู้อ่อนด้อยได้ถ่องแท้
ว่าอันปาฏิหาริย์นั้น
มาตรแม้นว่าเราจักสำแดงได้ ด้วยฌานอันลึกล้ำเร้นลับ
ก็มิอาจมอบความเข้าใจแก่ใครได้โดยง่าย
และก็หาควรเป็นวิถีอันเบิกบานของฆราวาสไม่
(๒)
ภิกษุมัชฌิมวัยผู้ดำเนินตามรอยมัชฌิมวิถี
หวนรำลึกถึงพุทธวจนะจากพระโอษฐ์มาประโลม
ณ กาละที่ทรงแสดงธรรมว่าด้วยอิทธิปาฏิหาริย์
ตรัสแก่เกวัฏฏะ คหบดีบุตร ณ ป่าวาริกัมพวัน

**”ภิกษุในศาสนานี้กระทำอิทธิวิธี มีอย่างต่างๆ
ผู้เดียวแปลงรูปเป็นหลายคน,
หลายคนเป็นคนเดียว,
ทำที่กำบังเป็นที่แจ้ง ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง,
ไปได้ไม่ขัดข้อง ผ่านทะลุฝา ทะลุกำแพงทะลุภูเขา
ดุจไปในอากาศว่างๆ

ผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดินได้เหมือนในน้ำ
เดินไปได้เหนือน้ำ เหมือนเดินบนแผ่นดิน
ไปได้ในอากาศเหมือนนกมีปีก
ทั้งที่ยังนั่งสมาธิคู้บัลลังก์,
ลูบคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์
อันมีฤทธิ์อานุภาพมากได้ด้วยฝ่ามือ
และแสดงอำนาจเป็นไปโดยตลอดถึงพรหมโลกได้”

“การสำแดงอิทธิปาฏิหาริย์เช่นนี้
กุลบุตรผู้เลื่อมใส ย่อมเห็นเป็นอัศจรรย์นัก
แต่ผู้มิเลื่อมใสก็จะพึงเห็นเป็นเพียงวิชาคันธารี
หาใช่ปาฏิหาริย์ไม่”

ครั้นสิ้นกระแสสาธก
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงไขรหัสนัย
“เราเห็นโทษในการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ดังนี้แล
จึงอึดอัดขยะแขยง เกลียดชังต่ออิทธิปาฏิหาริย์” **

เที่ยงคืนเดือนเต็มดวงแล้ว
บุตรตถาคตในกุฏิกลางป่าใหญ่บนไหล่เขา
คงนั่งภาวนาสมาธิในความสงัดยิ่ง
เพียงแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมัน
และเสียงสายน้ำระริกไหลผ่าน

๒๘/๕/๖๓/แม่ตะมาน
**เฉพาะส่วนนี้คัดจากหนังสือ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ