On my way : Nai choolee



“เจ้าขาวแม่ลาระลอกเอย ลาหอมดอกดอกเอ๋ยจำปา ข้างขึ้นแล้วหนอเรามาขอรำพา เฮ เฮ้ ลา เห่ ลา สาวเอย มาถึงบ้านนี้เอย อย่าได้รอรี จอดหัวบันได โอ้แม่เจ้าประคุณลูกเอาส่วนบุญมาให้ เฮ เฮ้ ลา เห่ ลา สาวเอย

เช้าวันหนึ่งในฤดูน้ำหลากซึ่งเป็นช่วงเทศกาลออกพรรษา ขณะนั่งอยู่ในเรือขบวนพ่อเพลงแม่เพลงรำพาข้าวสาร กำลังขับร้องเพลงบอกบุญกับชาวบ้านmujอาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ประเพณีงานบุญของชาวไทยเชื้อสายมอญสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่การโยกย้าย มาตั้งรกราก บ้านเรือนบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ โดยเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยา

“น้ำนั้นแทรกซึมอยู่ในทุก ๆ ส่วน พิธีกรรม วรรณกรรม นาฏศิลป์ ศิลปพื้นบ้าน การละเล่น จิตรกรรม ประติมากรรมและการวางผังเมือง” ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยาได้กล่าวในหนังสือ “น้ำ” บ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมไทย คือสายน้ำและวิถีผู้คนที่แสดงออกถึงความผูกพัน คือแหล่งกำเนิดวัฒนธรรม ดังจะเห็นได้จากงานบุญ ประเพณีการละเล่นที่ยังคงอยู่

-ขบวนเรือรำพาแล่นออกจากท่าน้ำวัดสำแลล่องนำขบวนเรือพระร้อย บ้านไม้ เรือนไทย บ้านสมัยใหม่ริมแม่น้ำ และบริเวณท่าเรือวัดเนืองแน่นไปด้วยพุทธศาสนิกชนที่ตระเตรียมข้าวสาร อาหารแห้งของคาว ขนมหวานผลไม้มาร่วมทำบุญ เราเองแค่คนผ่านมาได้บันทึกภาพรอยยิ้มแห่งความสุขก็พลอยอิ่มใจ

บ้าน- พิพิธภัณฑ์ คีตกวีลูกทุ่งไทย ครูไพบูลย์ บุตรขัน


เรือรำพาล่องผ่านบ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่ง บริเวณหน้าบ้านมีแผ่นป้ายบอก “ บ้าน คีตกวีลูกทุ่งไทย ครูไพบูลย์ บุตรขัน” มีเรื่องราวมากมายพรั่งพรูออกมาจากการรับรู้ ผ่านคำบอกเล่าของผู้รู้ เราในฐานะคนรุ่นหลังที่ไม่ค่อยรู้เรื่องราวของเจ้าของบ้านสักเท่าไหร่ ท่านเป็นใครใยถึงได้การยอมรับเป็นคีตกวีแห่งบทเพลง

แน่ละหากใครเป็นแฟนานุแฟนความรักแบบฉบับลูกทุ่งระหว่างไอ้คล้าวกับแม่ทองกวาว ในภาพยนต์หรือละครทีวี

หอม เอย หอม ดอกกระถิน รวย ระรินเคล้ากลิ่นกองฟาง…”เพลง“มนต์รักลูกทุ่ง” ก็คงพอจะนึกได้ และบทเพลงหนึ่งที่กลั่นออกมาจากความรู้สึก ความผูกพัน และซาบซึ้งในพระคุณของมารดา แม่ผู้ไม่เคยตั้งแง่รังเกียจ ดูแลลูกที่เป็นโรคเรื้อนจนกระทั่งวายชนม์ บทเพลงที่ถูกนำใช้เนื่องในวันแม่ของทุก ๆ ปี “ค่าน้ำนม” กับอีกหลากหลายบทเพลงอันทรงคุณค่า ที่บอกเล่าเรื่องวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคน ฤดูกาลและสายน้ำ อาทิเพลง…

เรือนแพ


เดือนสิบสอง น้ำนองหลาก
สองฝั่งฟาก น้ำปริ่มแปร้
อกพี่ร้าว หนาวดวงแด
เหมือนมีแผล ในดวงใจ

…มองเห็นน้ำ ชุ่มฉ่ำแท้
มองเรือแพ ดูขวักไขว่
หลับตามอง ครองหัวใจ
โอ้เหตุ ไฉน แห้งแล้งตรม*
(คัดย่อจากบทเพลง “เรือนแพ”)

ชาวบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยาตักบาตรทำบุญพระร้อย



เหลียวมองสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาภาพความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเสมือนระลอกคลื่นโถมซัดแนวกั้นคอนกรีต เป็นธรรมดาของการปรับเปลี่ยนเพื่อป้องกันภับธรรมชาติและความอยู่รอด ทว่าสิ่งที่จะเชื่อมโยงระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ก็คงต้องได้รับการบันทึก ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ ถ้อยคำ บทเพลงหรือศิลปะสาขาใดที่นำเสนอ ภาพสะท้อนในแต่ละยุคสมัยอันบอกถึงนัยความสายสัมพันธ์ระหว่างคนกับสายน้ำ อย่างน้อยก็เป็นการประวิงเวลาไม่ให้การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดทำลายวิถีดั้งเดิม ดั่งเช่นคำกล่าวสรุปของ

ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา
“นครอันใหญ่มหึมาของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันเปรียบเสมือนสัตว์ประหลาดที่ ขาดความสัมพันธ์กับภูมิหลังและสิ่งแวดล้อมของตัวเอง กรุงเทพฯ ทั้งเมืองสร้างขึ้นบนแผ่นคอนกรีตอันกว้างใหญ่ ซึ่งเกิดจากการถมที่ลุ่มด้วยความมุ่งหมายจะให้เป็นเมืองบก แต่ทุก ๆ ปี เมืองที่สร้างขึ้นโดยฝืนธรรมชาตินี้ก็ถูกท่วมกลายเป็นเมืองหมดสมรรถภาพ
….นี่แหละสัญชาติญาณของคนไทยซึ่งเป็นแรงขับดันให้เกิดศิลปวัฒนธรรมซึ่งเป็นสัญชาติที่กำลังจะสาบสูญไปในที่สุด”


ขอบคุณที่มา ;
“น้ำ” บ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมไทย , ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา
ปฐมบทเพลงลูกทุ่งและเพลงเพื่อชีวิตไทย, ธีรภาพ โลหิตกุล


อ่านต่อ:365-blog.com