On my way : สุชาติ ชูลี

ย่ำค่ำหลังฝนซาสองพ่อลูกจูงเมือเดินเล่นไปบนทาง ฟุตบาธ บริเวณท้องสนามหลวง ภาพคุ้นชินที่เคยเห็นยวดยานพาหนะคับคั่งบนท้องถนน ผู้คนเดินขวักไขว่ผ่านไปผ่านมาและนักทัศนาจากหลายทิศหลายทางห่างหายไป กับ PM.25ไป พร้อม ๆ กับไวรัสโควิดแทน บรรยากาศเมืองกรุงที่อัดแน่นไปด้วยมลภาวะเป็นพิษ เครนเหล็กบนตึกสูงตระหง่าน หยุดเคลื่อนไหว ราวกับโลกหยุดหมุน ทว่าเสียงอึงอลของหมู่นกที่แหวกว่ายกลางอากาศเหนือพระบรมราชวัง พวกมันกำลังทักทาย ซุบซิบนินทา คล้ายเย้ยหยันมนุษย์ที่ต้องฝังตัวอยู่กับบ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ พวกมันเริงร่าอย่างอิสระโดยไม่ต้องพะว้าพะวัง

โลกเปลี่ยนไปตามสภาวะ แต่ละยุคแต่ละสมัย ล้วนมีวิกฤตอันเป็นบททดสอบถึงความเข้มแข็งของมนุษยชาติ ไม่ว่าโลกในยุคสมัยใดก็แต่มีโศกนาฏกรรม ทั้งจากธรรมชาติและที่สำคัญคือน้ำมือมนุษย์ที่เข่นฆ่ากันเอง ยุคหนึ่งตื่นเต้นกับการพัฒนาที่มุ่งเน้นถึงความเปลี่ยนแปลง หาเหตุผลอธิบาย เจริญรุ่งเรืองในทางวัตถุ ดูแคลนธรรมชาติ หยามหยันคนกราบไหว้บูชาเทวดา ฟ้า ดิน….กับยุคปัจจุบันที่มหันตภัยกำลังบอกนัยยะแห่งสัจธรรม


“เดี๋ยว ! หยุดก่อนลูก” ผมจับไหล่เธอให้หยุดแล้วนั่งยองลงใกล้พลางชี้มือไปที่พระบรมมหาราชวังหรือที่เธอรเรียกขานว่าวัดพระแก้ว
“หนูลองมองวัดพระแก้วจากมุมนี้นะลูก”
“ทำไมเหรอคะ ป๊ะป๊า?!”
ผมยิ้มให้เธอและชี้นิ้วบอกกับเธอต่อไปว่า
“ถ้าหนูมองจากตรงนี้ หนูเห็นคุณน้าช่างภาพ สามล้อที่จอดอยู่ใกล้กับ รถมอเตอร์ไซค์เวสป้า ศาลหลักเมือง ตึกกระทรวงกลาโหมที่เห็นอยู่ไกล ๆ รถเมล์ รถยนต์ มอเตอร์ไซด์ ผู้คนที่เดินไปมา ผ่านมา บนทางฟุตบาธ รวมทั้งวัดพระแก้วที่งามเด่นสง่าใช่มั้ย?”
“ใช่!ค่ะ “
ผมยิ้มให้เธอโดยไม่พูดอะไรต่อ เราจูงมือกันเดินข้ามถนน ก่อนจะหยุดรอสัญญาณไฟจราจรตรงทางแยก ระหว่างนั้นผมลั่นชัตเตอร์บันทึกภาพแล้วนั่งยองลงใกล้เธออีกครั้ง
“เอาละคราวนี้ป๊าอยากให้หนูมองวัดพระแก้วอีกกครั้ง “
แววตาใสซื่อจ้องมาที่ผมเหมือย้อนถามว่าทำไม ผมยิ้ม ๆ แล้วถามเธอต่อ
“จากจุดที่เรายืนอยู่ตรงนี้หนูยังเห็นภาพเดิมที่มีคุณน้าช่างถ่ายภาพ รถสามล้อที่จอดอยู่ใกล้ รถมอเตอร์เวสป้า ศาลหลักเมืองและตึกกระทรวงกลาโหมที่เห็นอยู่ไกล ๆ หรือเปล่า?”
“ไม่” เธอตอบสั้นเพียงแค่นี้ผมไม่พูดอะไรต่อ หากแต่จูงเธอข้ามทางม้าลายไปยังฟากถนนฝั่งป้อมดัสกร ผมปล่อยให้เธอวิ่งเล่นบนสนามหญ้าเลียบกำแพงวัดพระแก้ว รอจนเธอหายเหนื่อยแล้วกวักมือเรียก
“มานี่สิ เดี๋ยวป๊าจะให้ดูอะไร”ผมยื่นกล้องถ่ายรูปแล้วกดปุ่มย้อนกลับไปยังรูปภาพ ที่ยืนอยู่ในระยะห่างที่มีช่างภาพ สามล้อ มอเตอร์ไซด์เวลสป้าที่มุมถนน ศาลหลักเมือง เสาธงชาติ ตึกกระทรวงกลาโหม ผู้คนยวดยานพาหนะที่มีพระบรมมหาราชวังเป็นฉากหลังที่งดงาม จากนั้นก็เลื่อนไปอีกภาพที่ผมและเธอยืนรอสัญญาณไฟจราจรจร ถึงตอนนี้เธอตีสีหน้างงงัน ผมไม่รอให้เธอถาม กดปุ่มเลื่อนไปอีกภาพ ดูสีหน้าเธอตอนนี้ในความคิดคงมีแต่เครื่องหมายเจ้าหนูทำไม ทำไมอยู่เต็มไป ผมกลั้วหัวเราะแล้วดึงเธอเข้ามาใกล้

“เอาละ คำถามสุดท้ายนะ ตอนนี้หนูเห็นคุณน้าช่างภาพ สามล้อ ศาลหลักเมืองและตึกกระทรวงกลาโหมที่เห็นอยู่ไกล ๆ หรือเปล่า?”
“ไม่ เห็นแต่กำแพง สนามหญ้าและคนผ่านไป ผ่านมา”
ผมยื่นมือลูบศีรษะเธอเบา ๆ โดยไม่ได้พูดอะไรต่อ ทว่าในส่วนลึกผมอยากจะบอกอะไรกับเธอหลาย ๆ อย่าง แต่…โลกของเด็กนั้นบริสุทธิ์เกินกว่าจะยัดเยียดแง่มุมที่กว้างและความซับซ้อนของชีวิต สิ่งที่ผมอยากจะบอกเธอก็แค่เรื่องราวของสถานที่ที่เดียวกัน ทุกอย่างเหมือนกันแตกต่างตรงจุดยืนและมุมมอง

พื้นที่กว้างใหญ่ไกลลับจนสุดตา แต่หัวใจกลับโหยหาและเปลี่ยวเหงา ขยับเข้าไปอีกนิดจะเห็นมุมที่แตกต่าง ยืนประชิดกำแพงก็ย่อมเห็นแต่กำแพง ที่ขวางกั้นอยู่ตรงหน้า เรื่องบางเรื่องขึ้นอยู่กับอารมณ์และความรู้สึก ถ้าอยู่ใกล้รู้สึกอึดอัด ก็ถอยห่างออกมา หากความรู้สึกอัดอั้นยังมีอยู่ ก็ถอยมายืนในมุมที่ไกลห่างค่อย ๆ ใช้สติคิดใคร่ครวญ

บางคำถามนั้นต้องรอคอยเวลาที่เหมาะสม ปล่อยให้กาลเวลาเฉลยคำตอบ…ไม่มีใครครุ่นคิดถึงชีวิตที่อับปาง ไม่มีใครอยากล้มเหลว และไม่มีใครหนีความทุกข์ การพลัดพรากได้…เพียงแค่ปรับอารมณ์เปลี่ยนมุมมองจากจุดยืน บางทีเราอาจเห็นภาพที่งดงาม…และเข้าใจถึงสุนทรียภาพแห่งชีวิต

“ป๊าพูดอะไรหนูไม่เห็นจะรู้เรื่อง”เธอถามด้วยความสงสัย

“ไม่เป็นไร เมื่อถึงเวลา ในวันที่หนูตีบตัน ป๊าจะเปิดรูปและข้อความเหล่านี้ให้หนูอ่าน”

…กลับบ้านกันเถอะ