คำ : ศิวกานท์ ปทุมสูติ

“เห็นริ้วร่ำน้ำไหวนั่นไหมล่ะ
ในอิสระวารีที่ล่องไหล
มิเพียงรุ้งรังรองละอองไอ
ทว่าใสหรือขุ่นก็ชีวิต

เห็นลมระบัดไม้นั่นไหมเล่า
มีรูปเงาความหมายอันใดสถิต
เย็นได้ผ่อนร้อนเพลาเป็นเนานิตย์
โดยมิติดตรึงใดในพัดพา

หอมเอยดอกปีบซึ่งปลิวปราย
มาตามสายลมผ่านริมธารท่า
แม้คุณมิเห็นคุณของกรุ่นผกา
ภุมราก็ร่ารื้นชื่นจำนรรจ์

บางสัมผัสผ่านใดมิได้ถวิล
เหยียบดินสดับดินหรือด่วนดั้น
นั่นเลือดเนื้อเรื่อแรงจากแสงตะวัน
โลกแบ่งปันโดยใดไม่เอ่ยนาม

มีอยู่ท่ามกลางที่ไม่มีอยู่
ทางสู่ศรัทธาการฝ่าข้าม
ท้าทายผู้ดำรงนอกโมงยาม
ระวังนะขวากหนามในตัวตน”

เสียงนั้น,ดั่งทิพยคีตา
แว่วมาในคูคลองล่องแบกขน
กระทบไม้ไหวแล้งให้แกร่งทน
กว่าเมล็ดร่วงหล่นจะเรืองรอง

กระทบกระทำ กระทั้นกระทาย
กระจุกกระจาย ฟากคูฝั่งคลอง
คณาคะเน อเนกอนันต์
วายวับกัปกัลป์ อันเก็จตระกอง
ก็พราวก็พริ้ม ผลิยิ้มใบหญ้า
ปลุกตื่นนัยน์ตา เจ้านวลใบตอง

ชื้นฉ่ำน้ำค้างพร่างสุดท้าย
วับแล้ววายสายตาเมื่อแดดต้อง
ข้าพเจ้ามิเอ่ยใดได้ดั่งปอง
เฝ้านิ่งมองจิตเช้าอยู่ยาวนาน