เรื่องและภาพ : ไพฑูรย์ ธัญญา


2.บทบาทของผู้อุปถัมภ์ (patron)

ผู้อุปถัมภ์นี่ ถ้าจะใช้ศัพท์ของลิเก ก็ต้องเรียกว่า “แม่ยก” หรือ “พ่อยก” คงจะได้ แม่ยกทางวรรณกรรมนี่เป็นองค์ประกอบสำคัญหนึ่งในการสร้างสรรค์วรรณกรรมของนักเขียน ประวัติศาสตร์วรรณกรรมทั่วโลกและทุกวัฒนธรรมล้วนแล้วแต่มีแม่ยก ทุกวันนี้วัฒนธรรมแม่ยกก็ยังมีอยู่

เมื่อหลายปีมาแล้ว ผมได้พบกวีลาวผู้ล่วงลับ เขาคือ “ดาวเวียง บุดนาโค” โดยบังเอิญที่ตลาดเช้า นครเวียงจันทน์ ผมนั่งบนรถบัส เขาขับมอเตอร์ไซค์มาเห็นผมเข้า เลยรีบบึ่งมาเรียก พอพบกันเขารีบส่งหนังสือรวมบทกวีเล่มใหม่ให้ เชื่อไหมว่าท้ายเล่มบทกวีนั้น มีคณะสงฆ์แทบหมดวัด ลงชื่อและรูปพร้อมจำนวนเงินกีบที่ช่วยกันบริจาค ดาวเวียงบอกว่าทั้งพระทั้งจั่ว (เณร) ที่อยู่ในนี้คือผู้สนับสนุนเงินทุนในการตีพิมพ์หนังสือ

บทกวีของเขาดูน่ารักน่าหัวร่อดีแท้ แม่ยกหรืออุปถัมภ์ถือว่าเป็นยามเฝ้าประตูที่สำคัญของวรรณกรรมเลยก็ว่าได้ พวกเขาปกป้องและให้การสนับสนุนนักเขียน ในอดีตแม่ยกที่สำคัญคือกลุ่มคนในราชสำนัก ของไทยเองก็ดังที่ทราบกันดีอยู่ สุนทรภู่ของเรามีพ่อยกคนสำคัญคือรัชกาลที่ 2 และเจ้านายอีกหลายคน แต่พอกาลเวลาเปลี่ยนไป พ่อยกจากราชสำนักก็ถูกแทนที่ด้วยพ่อยกยุคใหม่ อันได้แก่สำนักพิมพ์ ผู้จัดจำหน่าย องค์กรที่ให้รางวัลและผู้อ่าน

ในมุมมองของทฤษฎีสังคมวิทยาวรรณกรรม เห็นว่า ผู้อุปถัมภ์หรือแม่ยก ก็คือรูปแบบหนึ่งของความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลและแลกเปลี่ยนระหว่างบุคคลผู้ให้การสนับสนุนกับนักเขียน ด้วยการอำนวยความสะดวก เตรียมการและจัดหาทั้งทุนรอน ที่พักอาศัย หรือเครื่องใช้ไม้สอย เพื่อให้นักเขียนได้มีเวลาทำงานเขียนได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องไปกังวลในปัญหาต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าการที่นักเขียนได้รับการช่วยเหลืออุ้มชูจากบรรดาแม่ยก พ่อยกนั้น เป็นเพราะในสังคมก่อนยุคทุนนิยม ให้ความสำคัญกับตัวนักเขียนในฐานะนักสร้างสรรค์ทางด้านอักษรศาสตร์ เป็นบุคคลที่มีนัยสำคัญต่อสังคม

ในการชี้แนะหรือแม้แต่สั่งสอนสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ การอุดหนุนเกื้อกูลให้บุคคลพิเศษเหล่านี้ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่พอสังคมเปลี่ยนมาสู่ระบบทุนนิยม บุคคลที่เป็นผู้อุปถัมภ์ก็เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นอย่างมาก คืออย่างน้อย แม่ยกยุคก่อนทุนนิยมนั้นสนับสนุนและให้การช่วยเหลือนักเขียน “ด้วยใจ” มากกว่ามุ่งหวังผลประโยชน์ตอบแทน

เมื่อนานมาแล้ว ตอนผมได้ไปเที่ยวลอนดอน ได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านนักเขียน ที่ถูกจัดเหมือนพิพิธภัณฑ์ นั้นคือบ้านของ “จอนห์ คีต” กวีโรแมนนติก ที่จริงบ้านหลังนี้เป็นของผู้อุปถัมภ์รายหนึ่งที่เป็นขุนนาง เขาอุทิศบ้านให้จอนห์ คีต มาเขียนหนังสืออยู่ในท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม และมีนกไนติงเกลร้องขับขาน ด้วยหวังว่าจะทำให้กวีเอกผู้นี้มีแรงบันดาลใจในการเขียนกวีนิพนธ์

ผมคิดว่าปรากฏการณ์แม่ยกในลักษณะเดียวกันนี้มีปรากฏในทุกวงวรรณกรรม และมันมีคุณปการต่อการสร้างสรรค์วรรณกรรมเป็นอย่างยิ่ง ในวงวรรณกรรมไทยเองก็มีข้อมูลให้พูดถึงเช่นเดียวกัน เขียนแล้วยาว ยังไม่จบในตอนนี้หรอกครับ

ขอบคุณที่ตามอ่าน