…โครม…
รถสิบล้อบรรทุกหินเต็มปรี่พุ่งชนเข้าที่ขาหลังข้างขวาเต็มแรง ช้างหนุ่มฉกรรจ์วัย ๓๐ เต็ม น้ำหนักตัวหลายตัน ล้มคว่ำตกลงข้างถนนอย่างง่ายดาย ขาอันหนักอึ้งของมันพาดทับตัวพ่อเฒ่าสลบแน่นิ่ง
ในขณะที่บัวจูมจนปัญญาจะพยุงตัวลุกขึ้นมาได้ แม้จะรู้ว่าล้มทับพ่อผู้มีพระคุณ เพราะเวลานี้ลูกอัณฑะที่ถูกสิบล้ออัดเข้ามาเต็มแรง…กำลังบวมเป่งและปวดร้าวสุดจะทานทน!

ธีรภาพ โลหิตกุล


๑.
ห้าวันแล้วที่พ่อเฒ่านอนหมดอาลัยตายอยากอยู่ที่โรงพยาบาล ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินเท้ารอนแรมจากกรุงเทพมหานคร มาจนถึงอำเภอโนนสูงโคราช เป็นเวลากว่า ๑๐ วัน นั่นเป็นสาเหตุหนึ่ง แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือใจ ใจที่แตกสลายไปพร้อมๆกับข่าวการจากไปของ “บัวจูม”
“บัวจูมตายแล้วพ่อ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ มันเยี่ยวไม่ออกอยู่วันหนึ่งเต็มๆ”
ข่าวสุดท้ายของ “บัวจูม” จากปากลูกชายเท่าที่พ่อเฒ่าจะจับความได้ ก่อนเป็นลมสลบไปในวันที่ถูกส่งตัวมานอนโรงพยาบาลราชสีมาเป็นคืนที่สอง พ่อเฒ่าเป็นสายเลือดไทกูย หรือ “กูยะเจียง” นักเลี้ยงช้างแห่งอำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ บัวจูมเป็นสายพันธุ์ช้างป่าจากเขมร พ่อเฒ่าขี่ไอ้บักคำเอกเป็นช้างต่อ ไปคล้องบัวจูมจากป่าจอมกระสานมากับมือ มาฝึกมาสอนจนชำนาญงานชักลากไม้ งาคู่งามของบัวจูมแม้จะไม่ยาวที่สุด แต่ก็ตักเข้าไปเมตรกว่า ยิ่งรูปร่างงามสง่าเข้าตำราคชศาสตร์ บัวจูมจึงเป็นพระเอกของงานมหกรรมช้างสุรินทร์ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๓ ปีแรกที่อ.ส.ท.จัดงานนี้ขึ้น

ใครว่าจ้างไปเป็นช้างเข้าขบวนแห่ ถ้าเชือกอื่นได้ ๕๐๐ บัวจูมต้องได้ ๑,๐๐๐ ขึ้นไป รับงานชักลากไม้ที่อุดรธานี ถ้าเชือกอื่นทำเงินเรือนหมื่น บัวจูมจะทำให้ได้เรือนแสน หมดฤดูกาลทำไม้ปีนั้น มีคนว่าจ้างบัวจูมและช้างเพื่อนบ้านพ่อเฒ่าอีก ๖ เชือก ไปเข้าขบวนแห่ที่ดอนเมือง กรุงเทพฯ พ่อเฒ่าฝันถึงงานสบายที่จะไม่เหนื่อยแรงบัวจูมจนเกินไป โดยไม่ฉุกคิดเลยว่ามันจะกลายเป็นประสบการณ์อันเลวร้ายที่สุดในชีวิตลูกผู้ชายหลังช้างของพ่อเฒ่า
การแสดงไม่ประสบความสำเร็จ มีคนดูไม่มาก พ่อเฒ่าถูกเบี้ยวค่าจ้าง!
ไม่มีสิ่งใดให้ต้องอาลัยอาวรณ์เมืองฟ้าอมรอีกต่อไป พ่อเฒ่ากับเพื่อนๆ อีก ๑๔ ชีวิต และช้างรวม ๗ เชือก มุ่งหน้าเดินเท้ากลับบ้านชุมพลบุรีมาตามถนนสายมิตรภาพ ด้วยระยะเวลาอย่างเร็วที่สุด คือครึ่งเดือน เดินไป พักไป แรมคืนไป หาหญ้าให้ช้างกินไปตามรายทางอันร้อนระอุถึงอำเภอโนนสูง โคราช เอาเมื่อย่างเข้าวันที่ ๑๒ ของการเดินทาง
“อีก ๒-๓ วันก็ถึงบ้านเราแล้วลูกบัวจูมเอ๋ย อดทนอีกหน่อย ค่ำนี้เราจะเดินกันเร็วสักนิดนะลูก จะได้ไปพักแรมกันริมมูล ให้บัวจูมได้กินได้อาบให้หนำใจเลยลูก”
มันเป็นเวลาหนึ่งทุ่มแล้ว เป้าหมายริมมูลอยู่ไม่ไกล บัวจูมเดินรั้งท้าย เพราะพ่อเฒ่าไม่อยากให้งายาวของมันไปโดนช้างคนอื่นให้หงุดหงิด ควาญผู้ช่วยพ่อเฒ่าก็จ้ำอ้าวไปกับคณะนำหน้า ฟ้าขมุกขมัวยามนี้จึงมีเพียงพ่อเฒ่ากับบัวจูม และรถยนต์ที่วิ่งสวนไปมาบนถนนมิตรภาพ ขอบทางที่เป็นดินลูกรังคือทางเดินของบัวจูมตลอดเวลากว่า ๑๐ วัน เพื่อไม่ไปกีดขวางทางรถยนต์บนถนน แต่จนแล้วจนรอด…
…โครม…
รถสิบล้อบรรทุกหินเต็มปรี่พุ่งชนเข้าที่ขาหลังข้างขวาเต็มแรง ช้างหนุ่มฉกรรจ์วัย ๓๐ เต็ม น้ำหนักตัวหลายตัน ล้มคว่ำตกลงข้างถนนอย่างง่ายดาย ขาอันหนักอึ้งของมันพาดทับตัวพ่อเฒ่าสลบแน่นิ่ง ในขณะที่บัวจูมจนปัญญาจะพยุงตัวลุกขึ้นมาได้ แม้จะรู้ว่าล้มทับพ่อผู้มีพระคุณ เพราะเวลานี้ลูกอัณฑะที่ถูกสิบล้ออัดเข้ามาเต็มแรง…กำลังบวมเป่งและปวดร้าวสุดจะทานทน!
รถสิบล้อหนีไปตามระเบียบ โชคดีที่ยังมีรถของผู้หวังดีที่เห็นเหตุการณ์ บอกข่าวให้ลูกหลานพ่อเฒ่าที่เดินนำหน้าไปไกลแล้ว กลับมาช่วยดึงร่างที่สลบไสลของพ่อเฒ่าส่งโรงพยาบาล ก่อนจะตื่นขึ้นมารับรู้ข่าวร้ายที่ทำให้หัวใจพ่อเฒ่าแตกสลาย
“มันอุกอั่งอึดอัดอยู่ในใจ พูดบ่ ออก ชีวิตพ่อเหมือนตายไปครึ่งหนึ่ง กินบ่ได้ นอนบ่เต็มอิ่มอยู่เป็นเดือน”

๒.
พอมีเรี่ยวแรงลุกจากโรงพยาบาลได้ ลูกชายก็ถามว่าพ่อจะเอาไงกับศพบัวจูม พ่อเฒ่าได้แต่ตอบไปว่า ไม่เอาไงดอกลูก นิมนต์พระมาบังสุกุลให้บัวจูม เขาก็เหมือนญาติพี่น้องเรา ทำงานเลี้ยงครอบครัวเรามา ไม่เคยเกเร ไม่เคยดื้อให้พ่อต้องหนักใจ เผาเขาเสียให้เรียบร้อย แล้วก็เอางาของบัวจูมกลับบ้านเราเท่านั้นแหละลูก พิธีศพบัวจูมเป็นไปอย่างง่ายๆ ที่ริมถนนมิตรภาพ พ่อเฒ่าขอเรี่ยไรฟืนชาวบ้านมาสุมไฟจนมอดไหม้เกือบหมด เหลือเพียงแต่กะโหลกหัวบัวจูม พระวัดหนองน้ำขุ่น อำเภอโนนไทย ที่เมตตาบังสุกุลให้เห็นเข้า จึงขอบิณฑบาตไปถวายเจ้าอาวาสวัด พ่อเฒ่าทำทานให้ด้วยเต็มใจ ก่อนกลับบ้านพร้อมงาบัวจูมกับหัวใจอันร้าวรานดวงหนึ่ง
กลับมาพักที่บ้านชุมพลบุรีไม่ทันถึงเดือน พระที่โนนสูงตามมาถึงบ้าน ให้พ่อเฒ่ารีบไปเอากะโหลกบัวจูมกลับเถิด เพราะเวลานี้ท่านเจ้าอาวาสวัดกำลังคลุ้มคลั่ง เพ้อว่าเห็นวิญญาณบัวจูมมาไล่แทงท่านจนอาพาธ มีอาการทั้งกลางวันกลางคืน ทั้งๆ ที่ไม่มีใครเห็นเหมือนท่านสักคนเดียว พ่อเฒ่าเหมารถไปโนนสูงทันที แล้วร้องขอให้พระบังสุกุลให้บัวจูมอีกครั้งหนึ่งก่อนเอากลับ เพราะไม่เช่นนั้นท่านเจ้าอาวาสก็จะอาพาธต่อไปอีก
“บัวจูมเอ๊ย เจ้าอย่าไปโกรธไปขึ้งพระอาจารย์เลย พ่อมาพาเจ้ากลับบ้านเราแล้ว พ่อไม่ให้เจ้าอยู่ที่นี่แล้ว กลับไปอยู่กับพ่อเถิด”
หลังจากนั้นไม่นาน ท่านเจ้าอาวาสวัดหนองน้ำขุ่นก็หายจากอาการอาพาธอย่างที่ยากจะมีคำอธิบายใดๆ ในขณะที่มีเสียงร่ำลือกันว่า เถ้าแก่รถสิบล้อขนหินคันที่ชนบัวจูม ซึ่งดำเนินกิจการอยู่ที่อำเภอพิมาย ต่อมาไม่นานก็ล่มจม ทำกิจการใดก็ไม่ขึ้น ลือกันว่าช่วงก่อนจะล่มจม เถ้าแก่ขับรถไปไหนไม่ได้ เป็นตาฝาดเห็นช้างทั้งโขลงมาขวางทางอยู่ร่ำไป

วันนี้ ในวัย ๗๐ ปีเศษ พ่อเฒ่าท้าว ศาลางาม หมอช้างผู้เชี่ยวชาญวิชาคชศาสตร์แห่งจังหวัดสุรินทร์ มีความสุขตามอัตภาพกับลูกหลานที่บ้านอำเภอชุมพลบุรี มีช้างเลี้ยงสองเชือกให้ลูกเขยลูกชายขี่ไปทำมาหากิน มีดอกผลจากผืนนา ๑๐๐ ไร่ ที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของบัวจูม
“ทุกวันนี้พ่อเฒ่ายังคิดถึงบัวจูมมั้ย”
“อู้ย ไผสิบ่คึด มันพูดบ่ออก บอกบ่ถูก มันอุกอั่งอยู่ในใจพ่อ เรารักเขาเหมือนลูกชาย เทียบกับเมียแล้ว เมียยังสู้บัวจูมบ่ได้ เมียจะหาใหม่ให้ดียังไงก็ได้ แต่หาบัวจูมมาใหม่บ่ได้แล้ว…คนเลี้ยงช้างน่ะ แต่ไหนแต่ไรมามันบ่มีเกียรติดอก ซุมป๊ะซุมปุ้ย กินนอนบ่เป็นเวลา บางทีช้างพ่นดินพ่นโคลนใส่ จะให้แบกเกียรติไปเลี้ยงช้างบ่ได้ คนเขาถึงสอนผู้หญิงว่า ผัวคนเลี้ยงช้างน่ะอย่าไปเอา…เท่าแต่บัวจูมแหละ ที่ทำให้พ่อภูมิใจในชีวิตคนเลี้ยงช้างที่สุด สามสิบปีแล้วที่บัวจูมตาย แต่พ่อยังบ่ลืมเขา”
๓๐ ปีแห่งความทรงจำ พ่อเฒ่ายังบอกเล่าโศกนาฏกรรมของบัวจูมบนถนนมิตรภาพในปี พ.ศ.๒๕๐๘ ได้อย่างแม่นยำ ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน
“พ่อครับ บัวจูมแปลว่าอะไร”
“บัวจูมน่ะหรือ ก็คำเดียวกับ ‘บัวตูม’ แหละลูกเอ๋ย”

๓.
๒๔ เมษายน ๒๕๓๙
พ่อเฒ่าท้าว ศาลางาม ได้รับเกียรติจากศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ เชิญเป็นวิทยาการในงานสัมมนาระดับชาติว่าด้วยเรื่อง “ช้าง: มรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมในประเทศไทย” อันทำให้พ่อเฒ่าตื้นตันใจเป็นที่สุด ไม่ใช่เพียงเพราะลูกหลานคนรุ่นหลังเห็นคุณค่าของท่าน
ทว่า…งานสัมมนาครั้งนั้นยังทำให้ท่านได้ทราบว่า การจากไปของบัวจูมบนถนนมิตรภาพในปี ๒๕๐๘ อยู่ในสายตาและความทรงจำของเด็กหญิงวัย ๗ ขวบคนหนึ่ง ที่บังเอิญนั่งรถตามคุณพ่อไปต่างจังหวัด ผู้ซึ่งวันนี้เธออุทิศตัวให้กับงานอนุรักษ์ช้างไทย เพราะแรงบันดาลใจอันทรงพลังจากภาพสะเทือนใจในคืนวันนั้น เธอทำให้พ่อเฒ่าปลื้มปีติ ที่อย่างน้อยก็ยังมีผู้หญิงชื่อโซไรดา ซาลวาลา เลขาธิการผู้ก่อตั้ง “มูลนิธิเพื่อนช้าง” อีกคนหนึ่งที่จะจดจำบัวจูมไปตลอดชีวิต

หมายเหตุ
นายท้าว ศาลางาม ผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสาน สาขาขนบธรรมเนียมประเพณีและพิธีกรรม (หมอช้าง) เกิดปีพุทธศักราช ๒๔๖๓ ได้รับการยกย่องว่ามีความเชี่ยวชาญในด้านวิชาคชศาสตร์ โดยได้ตามบิดาออกคล้องช้างป่าแต่เด็กจนเกิดความชำนาญ
ตั้งแต่อายุ ๒๕ ปีเป็นต้นมา นายท้าวได้ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการบวงสรวงผีปะกำ ในงานแสดงช้างเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากรัฐบาลอินโดนีเซีย ให้ไปคล้องช้างป่า ณ ประเทศอินโดนีเซียจนมีชื่อเสียงไปทั่วภูมิภาคเอเชีย นอกจากนี้ ยังเป็นวิทยากรพิเศษในการบรรยาย การสาธิต การแสดงพิธีกรรมการบวงสรวงเซ่นผีปะกำ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ปัจจุบัน ถึงแก่กรรมแล้ว

(ข้อมูลจากเว็บไซต์ แผนที่วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด กระทรวงวัฒนธรรม)