โดย : ไพฑูรย์ ธัญญา

1.ว่าด้วยสังคมวิทยาแห่งวรรณกรรม (2)
ได้เกริ่นถึงแนวคิดในการศึกษาวรรณกรรมตามแนวสังคม หรือในที่น้คือสังคมวิทยาแห่งวรรณกรรม ที่มีความเชื่อพื้นฐานว่า การสร้างสรรค์วรรณกรรมนั้นถูกกำหนดโดยสังคม การวิเคราะห์เนื้อหาวรรณกรรมไม่ได้มุ่งศึกษาอัจฉริยภาพทางการประพันธ์และความคิดสร้างสรรค์ของผู้แต่ง แต่จะเพ่งไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวนักเขียนกับสถานการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมในแต่ละช่วงเวลาที่มีผลกระทบต่อเพศสถานะของนักเขียน ชนชั้นและความสนใจทางการเมืองที่นำเสนอผ่านรูปแบบและเนื้อหาของวรรณกรรม นอกจากนี้แล้วยังให้ความสนใจบริบท (context) ทางสังคมที่มีต่อการสร้างสรรค์วรรณกรรมควบคู่กันไป

ตอนที่แล้วได้นำเสนอโมเดลในการศึกษาปรากฏการณ์ทางวรรณกรรมว่า ต้องพิจารณาไปที่องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องซึ่งถือเป็นบริบท คือ ผู้อุปถัมภ์,นักวิจารณ์,ตัวนักเขียนเอง,ผู้จัดพิมพ์,และผู้อ่านสาธารณะ วันนี้ผมจะพูดขยายต่อในเรื่องนี้

1.บทบาทของผู้เขียน.

เราสามารถพิจารณาบทบาทของผู้เขียนในการสร้างสรรค์ผลงานของเขาได้สองแนวทาง แนวทางแรกคือบทบาทของนักเขียนในฐานะผู้เลียนแบบ (imitator) หรือผู้ปลอมแปลง กับแนวทางที่สองบทบาทของนักเขียนในฐานะนักจินตนาการ (visionary) การมองนักเขียนในฐานะนักเลียนแบบนี่มีมาตั้งแต่สมัยเพลโตแล้ว แต่การมองนักเขียนคือนักจินตนาการนั้นเริ่มมาตั้งแต่การเกิดขึ้นของยุคโรแมนติก ถ้ามองแบบแรก นักเขียนแค่นักเลียนแบบ ถ่ายแบบ แต่ถ้ามองว่าเป็นนักจินตนาการ นักเขียนคือผู้ที่มีศักยภาพ แม้แต่ฟรอยด์เองยังมองว่า นักเขียนคือผู้ที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างนักคิดฝันกับคนบ้า ซึ่งก็ถูกวิจารณ์ว่า นี่ก็มองหนักข้อไป ว่าไปแล้วประเด็นบทบาทของนักเขียนนี่ก็เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมายาวนาน สิ่งที่ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกันมากก็คือศักยภาพของนักเขียนนั่นเอง

ในอดีตมักจะมองว่านักเขียนคือผู้สร้างสรรค์ เพราะงานเขียนของพวกเขามีการบูรณาการ (ผมไม่รู้จะเรียกอย่างไร) กับสังคมมากกว่านักเขียนในสมัยปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น นักเขียนมหากาพย์อย่างโฮเมอร์และเวอร์จิลมีความเป็นสากลและบูรณาการเข้ากับการแสดงออกและธรรมชาติของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความกลัว เป้าหมายของชีวิตที่แสดงออกผ่านโลกทัศน์ของพวกเขา พูดง่าย ๆ ก็คืองานเขียนเหล่านี้มีความเป็นสากล ใช้ได้กับมนุษย์ทั่วไป ไม่เน้นประเทศใดประเทศหนึ่งหรือวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งเท่านั้น เราดูเรื่องใกล้ตัวของเราอย่างรามายณะก็ทำนองเดียวกัน

แต่นักเขียนในยุคต่อมา โดยเฉพาะหลังการเกิดขึ้นของลัทธิทุนนิยม มักจะมองอะไรแบบตีกรอบ เน้นความเป็นเอกภาพ ตามแนวคิด solidarity ทำให้นักเขียนสูญเสียศักยภาพในการมองแบบองค์รวม หรือการบูรณาการไป การเกิดขึ้นของสังคมทุนนิยม ทำให้รูปแบบวรรณคดีที่แสดงถึงการบูรณาการอย่างมหากาพย์หายไป เกิดรูปแบบงานเขียนใหม่คือนวนิยาย และงานเขียนทีต่างไปจากเดิม

ในทัศนะของนักสังคมวิทยาวรรณกรรม จะมองประเด็นนี้ว่า
1.นักเขียนในยุคก่อน จะสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อ่าน เพราะเขาได้แชร์โลกทัศน์ และการมองโลกในองค์รวมกับผู้อ่าน เรื่องของพวกเขาจึงมีลักษณะสากล เป็นองค์รวมมากกว่าแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

2. เมื่อระบบทุนนิยมเกิดขึ้น นักเขียนก็ได้สูญเสียศักยภาพในการบูรณาการ งานเขียนกลับเป็นอะไรที่ลึกลับและเฉพาะส่วนมากเกินไป ไม่สามารถเข้าถึงสังคมในภาพกว้างหรือองค์รวม ผมคิดว่าการมองบทบาทของนักเขียนเช่นนี้ เรายังสามารถมาพิจารณาตำแหน่งแหล่งที่ของนักเขียนในวงวรรณกรรมไทยได้ มองแบบหยาบ ๆ ผมว่า งานของเรากับของตะวันตกก็ไม่ต่างกันนัก ทำไมเรายังอ่านขุนช้างขุนแผนและพระอภัยมณีกันอยู่ แต่ทำไมนวนิยายและวรรณกรรมร่วมสมัยจำนวนมากถูกลืมและแทบไม่มีบทบาทในการอ่านอีกต่อไป

….ที่ว่ามานี้ยังไม่จบประเด็น แค่พูดถึงองค์ประกอบของปรากการณ์ทางวรรณกรรมในส่วนของนักเขียนเพียงอย่างเดียว
….(ถ้าอยากอ่านต่อก็ว่ามา)