การเดินทางสู่สิงห์บุรีครั้งล่าสุดของผม จึงเป็นครั้งแรก ที่มิได้ไปอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน แต่มุ่งตรงไปอำเภอข้างเคียงที่ไม่ค่อยมีคนไป ผมเองก็ไม่เคยไปมาก่อนเลย คือ อำเภอบางระจัน ซึ่งมีแหล่งโบราณคดีสำคัญ คือแหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย ยอมรับกับใจตนว่าผมไม่กระตือรือร้นที่จะไปชมเท่าใดนัก เพราะคิดว่าได้ไปเห็นเตาสังคโลก หรือเตาทุเรียงที่ศรีสัชนาลัย ซึ่งเก่าแก่กว่า โด่งดังกว่า…มาแล้ว เตาเผาอื่นก็คงงั้นๆ
แต่ผิดคาด (อีกแล้วครับ)

“แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย” อยู่ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ที่สวยหรู ดูดี สะอาดสะอ้าน และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ร่อยรอยเตาเผาแบบประทุนที่ขุดค้นพบ ความยาวถึง ๑๔ เมตร กว้าง ๕.๖ เมตร เรียงรายในพื้นที่กว้างกว่า ๒ ตารางกิโลเมตร หรือราว ๑ พันไร่ มีหลักฐานว่าเป็นแหล่งผลิตไห โดยเฉพาะ “ไหสี่หู” เอกลักษณ์เฉพาะของที่นี่ แล้วยังมี อ่าง ครก กระปุก ขวด ช่อฟ้า รวมถึงท่อน้ำดินเผาที่ใช้ในกิจการประปาหลวง ในเขตพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ หรือแม้กระทั่งกระเบื้องปูพื้นภายในวัดไชยวัฒนาราม ล้วนผลิตจากเตาเผาแม่น้ำน้อย
ปฏิบัติการบุกจับเรือ “ออสเตรเลีย ไทด์” ที่เข้ามาลักลอบงมโบราณวัตถุจากเรือสินค้าโบราณจมในน่านน้ำอ่าวไทย เมื่อปี ๒๕๓๕ สามารถยึดภาชนะดินเผาคืนมาได้ถึงกว่า ๑๐,๐๐๐ ชิ้น ตรวจสอบพบว่าเป็นเครื่องสังคโลกจากแหล่งเตาเผาศรีสัชนาลัย ๖,๕๐๐ ชิ้น ที่เหลือกว่า ๓,๐๐๐ ชิ้น มาจากแหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย

วีรชนหลังพระ ณ ลำน้ำน้อย
แหล่งเตาเผาแบบประทุน ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสำรวจพบ

สันนิษฐานว่าเป็นสินค้าส่งออกไปจีน แต่เรือล่มที่ปากอ่าวไทยเสียก่อน เป็นหลักฐานชี้ชัดว่าในอดีต ที่นี่ เปรียบเสมือนนิคมอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผาส่งออก สร้างความมั่งคั่งให้กรุงศรีอยุธยา ยุคการค้าสำเภาอย่างต่อเนื่องเกือบ ๔๐๐ ปี ตั้งแต่รัชสมัยขุนหลวงพะงั่ว พ.ศ.๑๙๑๔ จนกรุงศรีอยุธยาล่มสลายในปี ๒๓๑๐ จนมีคำกล่าวว่า สุโขทัยยิ่งใหญ่ไม่ได้เลย ถ้าไม่มีรายได้จากเตาสังคโลกที่ศรีสัชนาลัยมาสนับสนุน ฉันใด กรุงศรีอยุธยาก็ยากจะเกรียงไกร ถ้าไม่มีฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงจากแหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย ฉันนั้น

ส่วนหนึ่งของเครื่องปั้นดินเผาจากเตาแม่น้ำน้อย

ทั้งนี้ มีข้อสันนิษฐานว่าช่างปั้นดินเผาเตาแม่น้ำน้อย อพยพมาจากสุโขทัย ศรีสัชนาลัย กับอีกกลุ่มหนึ่งเป็นช่างปั้นจากเมืองจีน อพยพมาพบที่ราบลุ่มแม่น้ำน้อย ซึ่งมีดินเหนียวชนิดพิเศษ คือมีแร่เหล็กผสม เหมาะแก่การทำเครื่องปั้นดินเผา อีกทั้งข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ไม้ฟืนก็มีมาก การคมนาคมก็สะดวก จึงจัดตั้งเตาเผากันที่นี่ ทว่า จำนวนเตาที่ค้นพบมากกว่า ๒๐๐ เตา แต่ละเตาต้องใช้ช่างหลายคน ลำพังเฉพาะช่างที่อพยพมาคงไม่เพียงพอ เชื่อว่าจะต้องมีช่างท้องถิ่นบางระจันรวมอยู่ด้วย และถึงแม้จะผลิตเครื่องปั้นจำนวนมากเพื่อการส่งออก แต่กลวิธีการผลิตในสมัยนั้นไม่ใช่การ “ปั้ม” สินค้าออกมาเหมือนๆ กันหมด หากแต่ต้องใช้ฝีมือช่าง “ปั้น” ทีละชิ้นก่อนส่งเข้าเตาเผา ช่างปั้นสมัยนั้นจึงต้องมีคุณสมบัติ “รู้ดิน รู้น้ำ รู้หนัก รู้เบา รู้ไฟอ่อน รู้ไฟแก่” คือเป็นช่างที่มีความเป็น “ศิลปิน” อยู่ในตัว

ไหสี่หู เอกลักษณ์เฉพาะของเตาเผาแม่น้ำน้อย

หากเป็นเช่นนั้นจริงก็ชวนขนลุก ที่ชาวบ้านบางระจันมีทั้งฝีมือช่าง และจิตวิญญาณศิลปิน รังสรรค์เครื่องปั้นดินเผาสร้างความมั่งคั่งให้กรุงศรีอยุธยาแล้ว ยังมีจิตใจกล้าหาญลุกขึ้นมาใช้มือที่ปั้นดิน มาจับดาบ หอก กระบอกปืนไฟ ต่อสู้กับอริราชศัตรู หมายกอบกู้แผ่นดินเกิดอย่างไม่คิดชีวิต เช่นนี้แล้วจะกล่าวได้ไหมว่า พวกเขาคือวีรชนแห่งวีรชน (Hero of heroes) โดยแท้

แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ขุดค้นโดยกรมศิลปากร ในปี ๒๕๓๑ แล้วจัดตั้งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ปัจจุบัน อยู่ในความดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี วันที่ผมเยือนเป็นวันอาทิตย์ แต่มีนักท่องเที่ยวบางตา และมีเจ้าหน้าที่ของอบจ. คือคุณสาม ก้อนแข็ง ให้การต้อนรับอย่างดี คุณสามเป็นชาวบางระจันโดยกำเนิด เห็นพื้นที่นี้มาตั้งแต่ยังเป็นเนินดินที่มีเศษซากหม้อ ไห และภาชนะดินเผาแตกหักอยู่เกลื่อนกล่น ชาวบ้านจึงเรียก “โคกหม้อ” ก่อนที่กรมศิลปากรจะทำการขุดค้นจนพบว่าเป็นแหล่งเตาเผาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสำรวจพบในประเทศไทย

สาม ก้อนแข็ง สมแล้วที่เกิดเป็นชาวบางระจัน

แม้ว่าโดยหน้าที่ คุณสามจะเป็นเพียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่ก็เต็มใจจะช่วยดูแลรักษาความสะอาดสถานที่ คอยต้อนรับและให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวตลอด ๗ วัน โดยไม่มีวันหยุด ด้วยสำนึกว่าเป็นงานเพื่อแผ่นดินถิ่นเกิด สมแล้วที่เกิดเป็นชาวบางระจัน
(แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย เปิดให้ชมทุกวัน เวลา ๐๘.๓๐ – ๑๖.๓๐ น. โทร ๐-๓๕๖๒-๐๐๓๐)