รื่องและภาพ – ธีรภาพ โลหิตกุล

บางเรื่องราว บางสถานที่ อยู่ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว ยังดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลไปเที่ยวชม ไปเรียนรู้ ขณะที่บางแห่งอยู่ใกล้เรานิดเดียว แต่มองไม่เห็น เพราะใกล้ตา ทว่าไกลใจ อย่างบริเวณริมน้ำเจ้าพระยา เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร มีวัดคฤหบดี ประดิษฐานอยู่ใกล้สะพานพระราม ๘ ใครนั่งรถผ่านไป-มา จะเห็นตัวอักษรประดับไว้บนหลังคาโดดเด่น เห็นได้ตั้งแต่ยังไม่ลงจากสะพาน ว่า “พระพุทธแซกคำ” แต่ดูเหมือนไม่ได้รับความสนใจเท่าใดนัก เพราะอาจถูกเข้าใจว่าเป็นโฆษณาพระเครื่องไปซะงั้น

กระทั่งวันหนึ่ง ผมไปออกกำลังกายที่สวนหลวง ร.๘ แล้วเดินไปจนถึงวัดคฤหบดี ได้สักการะพระปฏิมาประธานของวัด คือพระพุทธแซกคำ ได้อ่านประวัติความเป็นมาของพระพุทธรูปองค์นี้แล้วขนลุก เพราะพระประธานองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปเนื้อทองคำโบราณ ปางมารวิชัย ศิลปะเชียงแสน ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ถือเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ อดีตศูนย์กลางอาณาจักรล้านนาที่ยิ่งใหญ่เมื่อกว่า ๘๐๐ ปีก่อน แต่ที่ชวนฉงนยิ่งนักคือ พระนาม “แซกคำ” มีความหมายอย่างไร ?

พระพุทธแซกคำ พระพุทธรูปเนื้อทองคำโบราณ ปางมารวิชัย ศิลปะเชียงแสน

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปดูตำนานการสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ ซึ่งเล่าขานกันว่าเก่าแก่กว่าอาณาจักรล้านนาเสียอีก กล่าวคือสร้างในสมัยพระนางจามเทวี แห่งอาณาจักรหริภุญไชย (ลำพูน) เรืองอำนาจเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ หรือราว ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว โดยจอมกษัตรีทรงให้ช่างสร้างพระพุทธรูป ๓ องค์ เพื่อบูชาคุณพระชนก พระชนนี และพระองค์เอง และในระหว่างพิธีสมโภชพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์เป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน ทรงตั้งจิตอธิษฐานด้วยความปีติโสมนัสว่า “พระพุทธรูปทั้งสาม สวยงามไม่มีที่ติ หากมีพระพุทธรูปองค์ใดที่มีพุทธลักษณะงดงามยิ่งกว่า ก็ขอให้มาปรากฏในมณฑลพิธีนี้
แล้วพลัน ทั่วมณฑลพิธีก็ปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันสีขาว ก่อนมีลำแสงสีทองสาดลงมาจากท้องฟ้า พร้อมการปรากฏองค์ของพระพุทธรูปทองคำงามวิจิตร แหวกอากาศตามลำแสงลงมาประดิษฐานแทรกในระหว่างพระพุทธรูปทั้งสาม อันเป็นที่มาของพระนามที่เขียนตามภาษาโบราณว่า “พระพุทธแซกคำ” โดยร่ำลือว่า ท้าวสักกะอินทราธิราช หรือพระอินทร์ สดับคำอธิษฐานแห่งจอมกษัตรีจามเทวี จึงนิรมิตพระพุทธรูปองค์นี้ ประทานให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง

ครั้นเมื่อพญามังรายเถลิงอำนาจเข้ายึดครองหริภุญไชย พร้อมกับสถาปนาอาณาจักรล้านนา พระพุทธแซกคำจึงกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของล้านนาด้วย นี่จึงเป็นคำตอบว่า เหตุใด ภายในวัดคฤหบดี จึงมีพระบรมราชานุสาวรีย์พระนางจามเทวี ตั้งโดดเด่นอยู่ไม่ไกลจากพระอุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธแซกคำนั่นเอง คำถามที่ตามมาคือ แล้วไย พระพุทธรูป
ที่กำเนิด ณ แควต้นน้ำเจ้าพระยา คือแม่น้ำปิง จึงกลายมาเป็นพระปฏิมาประธานของอารามหลวงริมฝั่งเจ้าพระยาตอนปลายน้ำเช่นนี้ได้ คำตอบของคำถามนี้ นับว่า “ดราม่า” มากเรื่องหนึ่ง และไปเกี่ยวพันกับเจ้ามหาชีวิตแห่งอาณาจักรล้านช้างพระองค์ ที่ผมเคยเล่าให้ฟังในคอลัมน์นี้มาแล้วว่า พระไชยเชษฐาธิราชเจ้า (พ.ศ.๒๐๗๗ – ๒๑๑๕) ทรงเป็นลูกครึ่งล้านนา – ล้านช้าง ด้วยทรงมีพระราชชนนีเป็นราชนิกุลในราชสำนักเชียงใหม่ และเคยเสด็จมาครองราชย์บัลลังก์ล้านนาราวหนึ่งปี ช่วงที่ราชสำนักเชียงใหม่เกิดปัญหา แต่แล้ว พระราชบิดาเสด็จสวรรคตกะทันหัน พระองค์ต้องเสด็จกลับไปครองอาณาจักรล้านช้าง ณ ราชธานีหลวงพระบาง ในพ.ศ.๒๐๙๑ ซึ่งเป็นปีที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ขึ้นครองราชย์บัลลังก์กรุงศรีอยุธยาเช่นกัน

พระบรมราชานุสาวรีย์พระนางจามเทวี

ในช่วงที่เสด็จกลับล้านช้างนั้นเอง พระเจ้าไชยเชษฐาได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญของล้านนาไปด้วย ๓ องค์คือ พระแก้วมรกต  พระพุทธแซกคำ และพระบาง จากนั้น เมื่อทรงย้ายราชธานีจากหลวงพระบาง ไปนครเวียงจันทน์ ในปี ๒๑๐๓ เพื่อหลีกหนีการจู่โจมของกองทัพพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง และได้อัญเชิญพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ ไปประดิษฐานที่เวียงจันทน์ด้วย จนกระทั่งในปี ๒๓๖๙ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา เป็นแม่ทัพไปตีเวียงจันทน์และจับกุมเจ้าอนุวงศ์ กลับมากรุงเทพฯ  ได้อัญเชิญพระพุทธแซกคำมาด้วย

กาลต่อมา รัชกาลที่ ๓ พระราชทานพระพุทธแซกคำ แก่พระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) ต้นตระกูลภมรมนตรี และตระกูลชุมสาย ผู้สร้างวัดคฤหบดี ให้มาเป็นพระประธานในพระอุโบสถตราบจนวันนี้ เป็นเวลา ๑๙๐ ปี เต็มแล้ว   สำหรับพระแก้วมรกต และพระบาง ถูกอัญเชิญมากรุงธนบุรี ในช่วงสงครามระหว่างกรุงธนบุรีกับกรุงเวียงจันทน์ พ.ศ.๒๓๒๑ ปัจจุบัน พระแก้วมรกตประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนพระบาง ประดิษฐาน ณ กรุงธนบุรี ได้ ๓ ปี จนถึง พ.ศ.๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดให้ส่งคืนราชสำนักล้านช้าง ปัจจุบัน ประดิษฐาน ณ หอพระบาง เมืองหลวงพระบาง

พระบรมธาตุเจดีย์

ปูชนียสถานสำคัญในวัดคฤหบดี ที่ไม่น่าพลาดชมอีกสิ่งหนึ่งคือ พระบรมธาตุเจดีย์ ภายในมีห้องที่สถิตของพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งชาวอังกฤษค้นพบโดยบังเอิญในผอบที่ขุดค้นพบบริเวณที่ตั้งกรุงกบิลพัสดุ์เดิม ในปี ๒๔๔๑ บนฝาผอบมีจารึกด้วยตัวอักษรพราหมี ระบุว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุในส่วนแบ่งของราชวงศ์ศากยะ โดยพระชินวงศ์ (พระองค์เจ้าปฤษฎางค์) เสด็จธุดงค์ไปขณะที่มีการขุดค้นพบ จึงติดต่ออุปราชอังกฤษผู้ปกครองอินเดีย ขอให้ถวายพระบรมสารีริกธาตุแด่ ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ อัญเชิญไปไว้ที่พระบรมบรรพต (ภูเขาทอง) เป็นส่วนใหญ่ ที่เหลือพระราชทานให้วัดในญี่ปุ่นและศรีลังกา ต่อมา ในพ.ศ.๒๕๔๗ เจ้าอาวาสวัดโพธิรักษ์รามาได้แบ่งพระบรมสาริกธาตุองค์หนึ่ง ให้ม.ล.อนงค์ ชุมสาย นิลอุบล นำมาบรรจุใน พระบรมธาตุเจดีย์ วัดคฤหบดีแห่งนี้
…แต่ละสิ่งล้วนทรงคุณค่า และมีประวัติความเป็นมาอันควรแก่ศึกษาเรียนรู้ แล้วไย เราจึงปล่อยให้สิ่งใกล้ตา กลับอยู่ไกลสุดกู่…จากใจเราเหลือเกิน