ภาพประกอบ: เลียบ เลาะ ชายคาโลก, สำนักพิมพ์สามัญชน

ในแง่วรรณกรรมผมคิดว่าผมเขียนต่อไปอีกไม่กี่ปี ในขณะที่ห้วงอารมณ์มันยังอยู่ ผมอยากจะเขียนเรื่องความงาม ความดี ผมอยากจะเขียนให้ลึกซึ้งยกตัวอย่าง ‘พี่น้องคารามาชอฟ’ หรือว่าระดับ ‘ดอน ฆีโกเต เดอลามานชา’งานในระดับที่มันเจาะลึกถึงจิตวิญญาณมนุษย์ แต่ผมอยากเขียนให้มนุษย์มีความสุขด้วย

ผมรู้สึกเหมือนผมดึงผู้คนมาแบ่งปันความรวดร้าว ตอนนี้ทำอย่างไรถึงจะไม่ใช่นั่งเทศน์ธรรมะเป็นงานสไตล์ ‘สิทธารถะ’ ก็ได้พ้นจากนั้นผมคงจะไม่เขียนงานในเชิงวรรณกรรม อยากจะเขียนในแง่ประมวลความรู้ที่สั่งสมร่ำเรียนหรือผ่านพบเท่าที่มีอยู่ ในลักษณะเหมือนคนแก่นั่งเล่าเรื่องที่เป็นความรู้ต่าง ๆ

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

จากวงเสวนา ’เลาะ เลียบ ชีวิตความคิดและความใฝ่ฝัน-ผู้ชายที่กำลังสูญพันธุ์: เสกสรรค์ ประเสริฐกุล’

วงศ์ทนง: รู้สึกคุณมาแชล บารังส์จะเขียนไว้ในคำนำว่า ‘คนกับเสือ’เป็นเหมือนอัตชีวประวัติของเสกสรรค์
เสกสรรค์: มาแชลนี่อยากจะด่ามันเหมือนกัน(ผู้ฟังหัวเราะ) คืออะไรก็บอกว่าเป็นอัตชีวประวัติ เราก็เสียใจมาก ๆ เลยเหมือนกับว่าเราวนเวียนอยู่กับตัวเอง คิดได้แค่นี้ แต่ให้ตายเถอะ ไม่เห็นนักเขียนคนไหนที่ไม่เอาประสบการณ์ชีวิตมาใช้ นอกจาก อกาธา คริสตี จินตนาการเรื่องฆ่าคนทั้งวัน(ผู้ฟังหัวเราะ) ชีวิตจริงไม่เคยฆ่าใครนะ แต่ก็คิดป็นตุเป็นตะ จะฆ่าอย่างไร ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอย่างไร นักเขียนหญิงของเราก็มีอยู่จำนวนหนึ่งที่จินตนาการมากมาย

แต่ผมคิดว่านักเขียนจำนวนมาก อย่างระดับโลก เฮเมิงเวย์ ก็ไม่เคยเขียนอะไรที่ตัวเองไม่เคยผ่านไม่ว่าจะเป็น ‘For Whom The Bell Tolls’หรือ The Oldman and The Sea’
บางเรื่องแทบจะเรียกว่าเขียนจากเรื่องจริงทั้งหมด แล้วเปลี่ยนชื่อตัวเอกให้เป็นชื่ออื่นสไตน์เบคก็เหมือนกันเขียนจากประสบการณ์ตัวเอง ที่นี้ถามว่า ‘คนกับเสือ’ ผมได้เอาประสบการณ์ชีวิตมาเขียนไหม แน่นอน แต่ว่าประสบการณ์ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปธรรม อาจจะเป็นประสบการณ์ทางอารมณ์ และเป็นประสบการณ์ทางจิตใจเราสั่งสมมา

นิธินันท์: เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๔ พี่เสกบอกว่า “ในชีวิตที่เหลือของผมคือต้องการบรรลุความเป็นเลิศทางด้านการเขียน เมื่อผมเขียน ผมอยากให้ความงาม ความลึกและความดีล้วนผนึกแน่นในงานเขียนของตนเองกระทั่ถึงป่านนี้แล้วผมยังทำไม่ได้” นี่ปี ๒๕๔๐ ทำได้หรือยัง
เสกสรรค์:ทำไมจะต้องพูดอย่างนั้นด้วย
นิธินันท์:นักเขียนหลายคนอาจรู้สึกว่าพอเตนเองเป็นเลิศก็สามารถพูดได้ ความจริงแล้ว ฮาร์โรลด์ ร็อบบินส์ ตอบคำถามนี้ด้วยความหมั่นไส้นักข่าว
เสกสรรค์:อย่ามองด้านเดียว ตกรอบแรกซีไรต์สองครั้ง รางวัลอะไรก็ไม่เคยได้เลยในชีวิต อย่านึกว่าไม่ใช่บาดแผล จะให้ทระนงถึงขนาดว่าเราเขียนงานดีที่สุดในโลกผมไม่กล้าหรอก งานสิบกว่าเล่มนี้ส่วนใหญ่คือชิ้นเล็กชิ้นน้อยมารวมเป็นเล่มเดียว ยังไม่เคยมีโอกาสเขียนต่อเนื่องประเภทห้าร้อยหน้าจบ


วงศ์ทนง : เหมือนว่าทุกวันนี้พี่เสกก็ไม่ยอมรับจคำตัดสินที่ให้ ‘คนกับเสือ’ตกรอบแรก
เสกสรรค์:ซีไรต์ ไม้รู้แม่งจะเอาไง(ผู้ฟังหัวเราะ/ปรบมือ) ตอนแรกบอก ‘ เพลงน้ำระบำเมฆ’ เป็นน็อนฟิคชัน ไม่ใช่เรื่องแต่ง เพราะฉะนั้นต้องออกจากรอบแรก พูดง่าย ๆ เป็นนักมวยยังไม่ทันขึ้นเวทีเลยก็บอกเอ็งน้ำหนักเกิน ก็ไม่ว่ากัน พอมาถึง ‘คนกับเสือ’ ซึ่งก็เป็นเรื่องสั้นในความหมายศตวรรษที่ ๑๙ ก็ตกรอบแรกอยู่ดี พอรู้ข่าวนี้ก็หัวเเราะเลยเพราะว่าในใจบอกกูไม่รู้จะเอาไงกับมึงแล้วโว้ยคือมันจนปัญญา มีเสียงตามหลังบอกห้าเรื่องมันน้อยไป ไอ้…กูไม่ได้ชั่งกิโลขาย(ผู้ฟังหัวเราะ/ปรบมือ) อย่างงานของแวนโกะห์ เขียนภาพ จำเป็นต้องเขียนใหญ่เท่าคัตเอาท์หรือเปล่า

นิธินันท์: (คำถามของ อาจารย์ ขจิต จิตตเสวี)งานเขียนในระดับสูงสุดหรือระดับท้ายสุด ในชีวิตเสกสรรค์ต้องการบรรลุคืออย่างไร
เสกสรรค์ : นี่พูดซีเรียสนะ ในแง่วรรณกรรมผมคิดว่าผมเขียนต่อไปอีกไม่กี่ปี ในขณะที่ห้วงอารมณ์มันยังอยู่ ผมอยากจะเขียนเรื่องความงาม ความดี ผมอยากจะเขียนให้ลึกซึ้งยกตัวอย่าง ‘พี่น้องคารามาชอฟ’ หรือว่าระดับ ‘ดอน ฆีโกเต เดอลามานชา’งานในระดับที่มันเจาะลึกถึงจิตวิญญาณมนุษย์ แต่ผมอยากเขียนให้มนุษย์มีความสุขด้วย ผมรู้สึกเหมือนผมดึงผู้คนมาแบ่งปันความรวดร้าว ตอนนี้ทำอย่างไรถึงจะไม่ใช่นั่งเทศน์ธรรมะเป็นงานสไตล์ ‘สิทธารถะ’ ก็ได้พ้นจากนั้นผมคงจะไม่เขียนงานในเชิงวรรณกรรม อยากจะเขียนในแง่ประมวลความรู้ที่สั่งสมร่ำเรียนหรือผ่านพบเท่าที่มีอยู่ ในลักษณะเหมือนคนแก่นั่งเล่าเรื่องที่เป็นความรู้ต่าง ๆ
นิธินันท์: (คำถามของผู้ฟัง)……

ติดตามอ่านตอนจบ

ขอบคุณที่มา:
กองบรรณาธิการไรท์เตอร์
Writer Magazine ฉบับที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๐
สำนักพิมพ์นาคร