ภาพประกอบจากปกหนังสือ : ฤดูกาล ,โดย สำนักพิมพ์สามัญชน

ผมออกมาทำไม เป็นศิลปินอิสระเพ้อเจ้อ หน้าที่ของมึงควรจะไปไถ่บาปให้คนอื่นเขา… ด่าจนผมร้องไห้ในที่สุดก็ต้องกลับไปเป็นอาจารย์อีก กลับไปสู่ความรู้สึกว่าเป็นสิ่งไร้ค่าในธรรมศาสตร์ เดินคนเดียว นั่งอยู่ริมระเบียง สูบบุหรี่เป็นซอง ๆ เลิกสอนผมก็ออกเดินไปตามถนน

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
“ผมฝันถึงวันคืนที่ไม่มีใครรู้จั

วงศ์ทนง : ติดใจคำพูดของพี่เสกที่บอกว่า “ผมตัดสินใจเลือกอาชีพครู ซึ่งหมายถึงชีวิตที่ซ้ำซากจำเจ และสังกัดกลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุดกลุ่มหนึ่ง แต่บอกตัวเองว่านี่คืการเสียสละที่เป็นรูปธรรม แต่ลึก ๆ แล้ว ไม่เคยแน่ใจ” ติดใจประโยคสุดท้าย หมายความว่าอย่างไร

เสกสรรค์ : คือเรามั่นใจทางจิตวิญญาณว่า กลับจากคอร์แนลล์มาเป็นอาจารย์ เราจะมีประโยชน์ แต่พอเข้าไสอนจริง ๆ กลับพบว่า หนึ่ง-คนส่วนใหญ่ในห้องเรียนไม่ได้คิดสักแดงว่าเราสอนอะไร สอง-อีกจำนวนหนึ่งเห็นเราเป็นแค่บันได เก็บหน่วยกิตเพื่อจะรีบจบเร็ว ๆ เพื่อจะไปหาเงินเร็ว ๆ พูดง่าย ๆ คือเรามีบทบาทแค่ไปช่วยให้เขาหาเงินช่วยเขาให้ได้เอาเปรียบคนอื่น ผมรู้สึกว่าถูกใช้ประโยชน์เพื่อให้ลูกหลานคนมีสตางค์ได้เข้าไปเอาเปรียบสังคมเพิ่ม ผมเคยลาออกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะไปหาอะไรที่อยากจะทำ ก็ดันเกิดพฤษภาทมิฬ ทุกคนก็ด่าว่าผมออกมาทำไม เป็นศิลปินอิสระเพ้อเจ้อ หน้าที่ของมึงควรจะไปไถ่บาปให้คนอื่นเขา…ด่าจนผมร้องไห้ในที่สุดก็ต้องกลับไปเป็นอาจารย์อีก กลับไปสู่ความรู้สึกว่าเป็นสิ่งไร้ค่าในธรรมศาสตร์ เดินคนเดียว นั่งอยู่ริมระเบียง สูบบุหรี่เป็นซอง ๆ เลิกสอนผมก็ออกเดินไปตามถนน

นิธินันท์: ท่าทางพี่ก็ไม่ค่อยชอบสังคมที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เท่าไหร่ ที่บ้าเงิน บ้าวัตถุ คิดว่าทุกคนกำลังสงสัยกันแล้วว่าเราจะไปทางไหนกัน โลกจะเป็นยังไง เราจะแก้กันอย่างไร
เสกสรรค์: ผมเคยมาพูดที่หอประชุมแห่งนี้ หลังเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในประเด็นที่ว่าเราได้เรียนรู้อะไรบ้าง ผมก็บอกว่า หนึ่ง-เรารู้ว่าคนชนบทเลือกรัฐบาลเลว ๆ มาตั้งไว้ในกรุงเทพฯ สอง-คนชนบทที่เลือกรัฐบาลเลว ๆ เพราะเขาจน จ่ายห้าร้อย สามร้อยเขาก็เลือก สาม-ที่เขาจนเพราะเขาถูกเอาเปรียบคุณที่ตั้งอยู่ที่นี้ บริษัทอย่างคุณนี่ ถ้าไม่อยากให้พฤษภาทมิฬ เกิดขึ้นก็ต้องไม่ทิ้งคนจนเพราะคนจนเมื่อจนเสร็จแล้วก็จะโง่ โง่เสร็จก็จะทำเรื่องโง่เขลา ก็จะยอมรับอามิสสินจ้างต่าง ๆ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะว่าเรามีสังคมที่แตกต่างกันมากหรือเปล่า นัยยะในการพูดคือก็คือว่า อย่าโยนทุกอย่างให้กับ รสช. อย่าโยนทุกอย่างให้กับรัฐบาลบิ๊กจิ๋ว คุณคือส่วนหนึ่งของความระยำของประเทศ (ผู้ฟังปรบมือ)เป็นบาปรวมหมู่ของประเทศ ผมถึงพูดว่า รัฐธรรมนูญฉบับเดียวมันแก้ไขอะไรไม่ได้ ไม่ใช่ว่ารัฐธรรมนูญมันไม่ดี แต่มันจะต้องเปลี่ยนจิตวิญญาณของคนในสังคม เลิกทอดทิ้งคนจน เลิกเพลิดเพลินกับลาภยศสรรเสริญส่วนตัวเสียที

วงศ์ทนง: พี่เสกคงเห็นว่าสิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ภาวะมันเหมือนกับจะเป็นการเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์ในอเมริกา ซึ่งพัฒนามาเป็นยัปปี จินนิส์มองแนวน้มตรงนี้ว่าอย่างไร บ้าง
เสกสรรค์: คนไทยนี่ตลกสุด คือนับแต่สนธิสัญญาเาริ่งนี่ชอบเทียบตัวเองกับฝรั่ง อย่างสมมติพวก ๑๔ คุลาเราเป็นพวกซิกตี ส่วนเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์เป็นพวกเอ็กซ์ตี หลงละเมอเพ้อพกไปเอง เราไม่เคยเข้าถึงจิตวิญญาณตะวันตกเลยนะ แล้วจะมีอีกตระกูลหนึ่งที่เป็นพวกค่อนข้างคอนเซอเวทีฟอนุรักษ์ อย่าง อาจารย์ ส. ศิวรักษ์ ซึ่งท่านจะเน้นวัฒนธรรมไทย หรืออีกหลาย ๆ ท่านที่ผมรู้จักและเคารพนับถือ ท่านเหล่านี้มองว่าจะให้เยาวชนคนรุ่นหลังกลับมารักษาความเป็นไทย แต่จริงๆ แล้วผมคิดว่าไทยเราก็ไม่เป็นฝรั่งก็ไม่ใช่ เรากินแฮมเบอร์เกอร์โดยนึกว่า เป็นฝรั่งเต็มที่แล้ว แต่เราไปนั่งแช่ในร้านเป็นวัน ๆ เรื่อยเปื่อยเฉื่อยแฉะไปกับการกินแบบตะวันตก ทั้งที่แฮมเบอร์เกอร์คือฟาสต์ฟู๊ด ซึ่งหมายถึงจะต้องรีบกินเพื่อจะไปทำงาน คือเราเอาตะวันตกมาสนองตัณหาแบบไทย ๆ

วงศ์ทนง:ถ้าพิจารณาจากประวัติชีวิตของพี่ จะเห็นว่าจากเด็กแล้วเป็นผู้ใหญ่เลย ช่วงชีวิตวัยรุ่นจะขาดหายไปรู้สึกเสียดายหรือหวนหามันหรือเปล่า
เสกสรรค์: คุณกำลังติดอยู่ในกรอบของการเลี้ยงดูบุตรหลานของชนชั้นกลาง คนโบราณเขาไม่มีวัยรุ่น เขามีแต่ตัวเล็กตัวใหญ่ เสื้อผ้าเด็กเขาก็ไม่มีแฟชั่น เพียงแต่เอาเสื้อผ้าผู้ใหญ่มาย่อให้เล็กลง ผมโตมาแบบคนต่างจังหวัด อายุสี่ขวบแม่ก็ยื่นมีดให้ บอกไอ้เปรียวมึงไปลับมีดให้หน่อย ผมต้องช่วยทำงานในบ้าน ผมเป็นแค่ผู้ใหญ่ตัวเล็กในบ้าน ไม่มีคำว่าเด็ก เพราะผมก็เรียนรู้ทักษะของบรรพบุรุษไปเรื่อย ๆ

นิธินันท์ :มองวัยรุ่นเป็นผลผลิตของอะไรคะ หรือสังคมวัยรุ่นเป็นเรื่องของตลาด
เสกสรรรค์:ผมว่ามันเป็นเรื่องพิเศษของคนกรุงเทพฯ เท่านั้น ในการเลี้ยงดูลูกของคนกรุงเทพฯ ในระยะหลังสังคมมันเหงา หงอยมาก เพราะฉะนั้น หนึ่ง-ยุ่งกับงานตัวเอง สอง-เอาลูกเป็นสัตว์เลี้ยง เป็นสมบัติส่วนตัวไว้เชยชม ให้เงินให้ทองลูกจับจ่ายใช้สอย กลุ่มที่มีสตางค์ใช้เงินแล้วไม่คิดมากที่สุดคือกลุ่มอายุสิบสามถึงสิบแปด หรือยี่สิบ บรรดาบุคคลที่อยากจะหาเงินทั้งหลายจะคิดทุกอย่างเพื่อให้ถูกใจวัยรุ่น อย่างหนังเดี๋ยวนี้นางเอกอายุยี่สิบห้า บอกว่าแก่แล้วหรือว่าพระเอกนี่ หน้าตา อย่าว่าแต่ตีนกงตีนกาเลย สิวสักเม็ดก็ขึ้นไม่ได้ มันกลายเป็นอะไรที่แคบมาก เอารสนิยมสุก ๆ ดิบ ๆ ของเด็กมาเป็นมาตราฐาน ในการสร้างงานศิลปะ ในขณะที่เมืองนอกดาราเขา ยิ่งแก่ยิ่งแสดงมากยิ่งจะได้ยกระดับเป็นพระเอกนางเอก ของเขากว่าจะได้เป็นพระเอกก็อายุมากแล้ว เพราะว่าการแสดงมันเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง

วงศ์ทนง : ความเป็นลูกผู้ชายของพี่เสกประกอบขึ้นจากอะไรบ้าง
เสกสรรค์ : ความบังเอิญตอนเกิด (ผู้ฟังหัวเราะ) คือในโลกนี้ความเป็นชายหญิงมีสองระดับ หนึ่งคือในทางชีวภาพ เพศชายเพศหญิง สองคือในวัฒนธรรม ซึ่งก็มาจากชีวภาพ คือว่าในโลกที่ยังดิบ ยังอยู่กับภยันตรายมาก ความเป็นร่างกายของผู้ชายมันเอื้ออำนวยในเรื่องบทบาทที่ปกป้องคุ้มครอง นำมาสู่วัฒนธรรม

ในการดำรงชีพ สมมุติว่าคุณเกิดในชนบท คุณใช้มีดใช้ขวานไม่เป็นคนดูถูกคุณทั้งเมือง คุณจะปกป้องหญิงสาวไม่ได้ ถ้าคุณปกป้องไม่ได้คุณก็จะไม่มีสิทธิ์ มีพืชพันธุ์ต่อไป แต่วัฒนธรรมปัจจุบัน ความจำเป็นที่จะต้องใช้เลื่อย ฆ้อน สิ่ว ขวานมันหายไปแล้วมันก็อาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบึกบึนหรือแข็งแกร่ง แต่ว่าในทางจิตใจ สิ่งที่หายไปมากที่สุดของผู้ชายมันไม่ใช่ทักษะการใช้เครื่องมือการผลิต แต่เป็นสำนึกที่จะดูแลผู้หญิง ความสำนึกที่จะจงรักษ์ภักดีต่อมิตรสหาย ตรงนี้คือความสูญเสีย มียุคไหนไหมที่มนุษยชาติไม่ต้องการมิตรภาพ ไม่ต้องการดูแลกันและกัน ไม่มี



นิธินันท์ : คิออย่างไรกับลูกผู้หญิงและลูกผู้ชาย
เสกสรรค์: ผู้ชายกับผู้หญิงต้องมีคุณสมบัติของความเป็นคน โลกทุกวันนี้ยืนอยู่ข้างผู้หญิงมาก ของทุ่นแรงมันเยอะ ซึ่งมันไม่มีข้อเสียเปรียบ แต่ว่าผู้หญิงจำนวนไม่น้อยหลงไหลได้ปลื้มกับการขึ้นมามีบทบาทเท่าเทียมกับผู้ชาย พอเขาได้ขึ้นมาปุ๊บก็อยากจะทำแบบผู้ชาย รุ่นก่อนที่ข่มเหงรังแกผู้หญิง พูดง่าย ๆ อยากถีบตัวเองขึ้นมาเป็นผู้กดขี่ คู่ของความขัดแย้งอะไรก็ตาม

ขอบคุณภาพจากปีกปกหลัง’ฤดูกาล’ :สำนักพิมพ์สามัญชน

ชายกับหญิง คนจนกับคนรวย ประชาชนกับรัฐบาล หรือผู้อยู่ใต้ปกครองกับชนชั้นผู้ปกครอง มันจะมีการเลียนแบบ เมื่อคุณมีโอกาสเมื่อไหร่คุณก็จะทำในสิ่งที่ตรงข้าม ทำในสิ่งที่คนเคยทำกับคุณ ผู้หญิงเวลามีตรงนี้บ้างก็หยาบกระด้าง ประชาชนเวลามีโอกาสก็อยากจะข่มเหงคน คนจนเมื่อมีโอกาสบางทีก็ทำในสิ่งที่ชั่วร้ายมาก เพื่อจะล้างแค้น เพื่อจะเลียนแบบ

นิธินันท์:คนที่เป็นลูกผู้ชาย เขามองผู้หญิงถ้าไม่ใช่รัก พี่เสกเคยใช้คำว่าหญิงสาว
เสกสรรรค์: ไม่ว่าหญิงหรือชายต้องให้แรงบันดาลใจซึ่งกันและคือความรักมันมีหลายระดับ ในระดับหนึ่งที่เป็นความรักชายหญิงเป็นเรื่องโรแมนติก มันต้องกระตุ้นจินตนาการ มันเหมือนประสบการณ์หนึ่งในชีวิต ถ้าคุณไปพบคนผู้หนึ่งที่ดาลใจให้คุณคิดถึงความงดงามของชีวิต ความดี ความสง่างาม ตรงนั้นเป็นก้าวย่างที่งดงาม มันน่าจะมีบุคลิกทั้งภายในและภายนอกแล้วชี้ขาดที่สุดน่าจะเป็นทางด้านจิตใจ

วงศ์ทนง: ตรงที่บอกว่า ‘รักแท้คือวิญญาณเดียวที่สถิตในสองร่าง’ เผื่อมีคนแย้งว่าไม่ใช่อย่างอาจจะเป็นรักแท้คือวิญญาณเดียวที่สิงสถิตอยู่ในหลายร่าง
เสกสรรค์: ที่เขียนลงไปเขียนจากความรู้สึกที่แท้จริง ส่วนคุณจะพบหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างที่บอกเมื่อสักครู่ ความรักมีหลายระดับ ในระดับสูงสุดคือเรื่องของจิตวิญญาณ มันเป็นความปราถนาดี เป็นความรู้สึกหวังดีและผูกพัน ผมคิดว่าความรักมันไม่มีขอบเขต ถ้าคุณเป็นผู้ให้ความรัก มันเป็นสิ่งที่คุณให้ได้ตลอด ความรักเมื่อยกระดับถึงขีดสุดมันเป็นการบรรลุในด้านหนึ่ง

นิธินันท์: ถ้าบางคนโชคไม่ดี เขาให้ความรักได้มากมาย แต้ไม่ได้กลับคืนมา เขาควรจะทำอย่างไร
เสกสรรค์: นั่นไม่ใช่ความรัก นั่นเป็นเรื่องของการเรียกร้องให้คนอื่นมารักคุณ คุณมีเงื่อนไข
วงศ์ทนง: หนังสือ ‘คนกับเสือ’ ผมว่าด้านหนึ่งมันเป็นการสะท้อนความเจ็บปวดจากพี่เสก สิ่งที่ผมเห็นจาก ‘คนกับเสือ’ คือความขัดแย้งของการเลือกหนทางระหว่างอุดมคติกับชีวิตจริงที่ต้องแบกรับพันธะบางสิ่งบางอย่าง
เสกสรรค์: ชีวิตผมเป็นแบบนั้นมาตลอด
นิธินันท์: จะเลือกไหม เลือกเด็ดขาดไปเลยสักอย่างหนึ่ง
เสกสรรค์: ถ้าเลือกได้มันคงไม่เกิดงานเล่มนี้ นักเขียนจะสร้างงานได้ ชีวิตมันต้องคาราคาซัง ลงตัวไม่ได้ ถ้าลงตัวก็ต้องสาบสูญไปเป็นฤาษีชีไพร

ติดตามตอนต่อไป…

 

ขอบคุณที่มากองบรรณาธิการไรท์เตอร์ : จากวงเสวนา ‘เลาะ เลียบ ชีวิตความคิดและความใฝ่ฝัน-ผู้ชายที่กำลังสูญพันธุ์: เสกสรรค์ ประเสริฐกุล’ 

Writer Magazine ฉบับที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๐