จากวงเสวนา ‘เลาะ เลียบ ชีวิตความคิดและความใฝ่ฝัน-ผู้ชายที่กำลังสูญพันธุ์ : เสกสรรค์ ประเสริฐกุล’
กองบรรณาธิการไรท์เตอร์
Writer Magazine ฉบับที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๐
สำนักพิมพ์นาค

ภาพประกอบจากปกหนังสือ : วิหารที่ว่างเปล่า ,โดย สำนักพิมพ์สามัญชน



ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนที่มีกลุ่มผู้อ่านมากที่สุด ทั้งการติดตามตลอดห้วงเวลาร่วม ๒ ทศวรรษ นับแต่เริ่มเขียนหนังสือมา เช่นเดียวกับทัศนะทางการเมือง ที่หลายขณะเปรียบเสมือน “ปรอท”วัดสังคม เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในห้วงเวลาจึงดูคล้ายบุคคลสาธารณะ กระทั่ง ‘วีระบุรุษ’ อันเกิดจากบทบาทหน้าที่หลาย ๆ อย่าง ที่เขาปะทะสัมพันธ์อยู่กับสังคม ทั้งในข้อเขียนหรือบทสัมภาษณ์ เขายืนยันส่วนลึกในใจไว้หลายต่อหลายครั้งถึงเอกสิทธิ์ ‘ความเป็นส่วนตัว’ และหลายครั้งที่เขาร่ำร้องปราถนาอยากเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘คนธรรมดา’

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
“ผมฝันถึงวันคืนที่ไม่มีใครรู้จั


วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๐ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแสงอรุณได้จัดเสวนาว่า ด้วยเรื่องราว-วิธีคิด-พินิจชีวิตและผลงานทางวรรณกรรม ในหัวข้อ’เลาะ เลียบ ชีวิตความคิดและความใฝ่ฝัน-ผู้ชายที่กำลังสูญพันธุ์: เสกสรรค์ ประเสริฐกุล’ เป็นอีกครั้งที่เขาตอบถ้อยความรู้สึก ดังกล่าว!!

โดยมี นิธินันท์ ยอแสงรัตน์-บรรณาธิการเซกชัน โฟกัส หนังสือพิมพ์เนชั่น และวงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์- บรรณาธิการนิตยสารเทรนดีแมน ร่วมนำเสวนา…
นิธินันท์ : คาดหวังไหมว่าจะมีแฟนจากทั่วสารทิศขนาดนี้ จะตั้งแฟนคลับแข่งกับปุ๊ อัญชลีหรือเปล่า และที่ถูกเลาะตะเข็บเนื้อตัวออกมาเกือบจะหมดตัวเลยตั้งแต่เที่ยง รู้สึกว่าถูกแทรกแซงความเป็นส่วนตัวหรือเปล่า
เสกสรรค์: ผมต้องขอขอบคุณทุกท่านที่มา ร่วมชุมนุมฟังคำสรรเสริญเยินยอผมในวันนี้ มันแทบจะชดเชยปมด้อยทั้งหมดในชีวิตที่ผ่านมา ได้รับฟังผู้คนพูดถึงเราในแง่ดีทั้งหมด ซึ่งในความเป็นจริงผมคงไม่ดีขนาดนั้น ตามธรรมดาคนเราต้องมีข้อด้อยมีจุดอ่อนอยู่บ้าง เพียงแต่ผู้พูดทุกท่านมีเมตตาต่อผม เลยเน้นแต่ด้านดี ซึ่งผมขอยืนยันว่าเป็นความจริงทั้งหมด (ผู้ฟังหัวเราะ)

ในแง่ของการพบคนจำนวนมาก เชื่อหรือไม่ว่าผมไม่ค่อยชอบอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า เป็นคนที่ไม่ชอบไปงานเลี้ยงงานสังสรรค์ใด ๆ ชอบใช้ชีวิตอยู่กับมิตรสหายจำนวนน้อย แล้วก็เร่ร่อน บางครั้ง-หรือส่วนใหญ่ด้วยซ้ำที่โยลำพัง แต่ชะตากรรมที่เป็นจริงต้องอยู่กับคนจำนวนมาก เกือบตลอดสูงสุดก็ห้าแสน เพราะฉะนั้นในวันนี้จากห้าแสนเหลือเพียงสองร้อย นี่จริง ๆ แล้วผมควรจะเสียใจมาก เพียงแต่สองร้อยนี้ต่างจากห้าแสนตรงที่เรามาคุยกันเรื่องของจิตใจ เรื่องของเบื้องลึกของความเป็นคน ซึ่งแน่นอนว่าประเด็นเช่นนี้ไม่ใช่จิตใจของคนส่วนใหญ่อยู่แล้ว มีแต่คนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเข้าถึงเบื้องลึกขนาดนี้ เพราะฉะนั้นที่ถามว่าจะตั้งแฟนคลับหรือไม่ ผมรู้สึกดีว่านั่นเป็นวิถีไม่น่าเกี่ยวกับผม นั่นเป็นวัฒนธรรมฟองสบู่ ของผมเป็นฟองเวลา(ผู้ฟังหัวเราะ) ผมไม่อยากเรียกว่าผู้อ่านกับผู้เขียน เป็นมิตรกันดีกว่า ทุกคนเป็นเพื่อนผม

นิธินันท์: ยังไม่ได้ตอบเรื่องรู้สึกหรือเปล่าว่าสูญเสียความเป็นส่วนตัว…
วงศ์ทนง:งานเขียนของพี่เสกสรรค์หลายชิ้น มักจะเขียนถึงว่ารักความเป็นส่วนตัว ไม่อยากให้ใครมารุกล้ำอาณาเขต
เสกสรรค์ : ทั้งหมดที่ขึ้นมาพูดบนเวทีในวันนี้ พูดถึงผมในฐานะพับลิกแมน ในฐานะมนุษย์ส่วนร่วม ซึ่งจริง ๆ ผมก็มีมิติด้านนั้น หลายสิ่งหลายอย่างที่ผมทำมาไม่ใช่กิจส่วนตัว ผมคิดว่ายังไม่มีใครมายุ่งผมในเรื่องส่วนตัวผมนะในวันนี้

นิธินันท์: หมายถึงอย่างในแง่ของระบบความคิดอะไรอย่างนี้ ที่มานั่งมาวิจารณ์งานว่าเพราะมีความคิดอย่างนี้ มีพื้นฐานว่าอย่างนี้ ไม่ถือว่าเป็นการวิเคราะห์ในเรื่องส่วนตัวหรือ…

เสกสรรค์ : ผมเขียนหนังสือขาย ถ้าไม่อนุญาตให้เขาตีความ ผมว่าใจดำเกินไป ตรงนี้เป็นสิทธิ อย่างเมื่อวานผมนั่งดูเขาซ้อมอ่านบทกวี มันมีหลายบทที่เขาอ่านซึ่งถ้าเป็นผม ผมจะไม่อ่านอย่างนั้น หรือเวลาเขียนผมไม่ได้คิดทำนองนั้น น้ำเสียงนั้น แต่เมื่อเขาซ้อมเสร็จเขาถามอาจารย์คิดยังไง ผมบอกว่าเป็นเสรีภาพของคุณ คุณจะตีความยังไงก็ได้

วงศ์ทนง : ตลอดเวลา ๒๐ ปี ที่ผ่านมา เสกสรรค์ ประเสริฐกุล สลัดไม่พ้นภาพลักษณ์ของผู้ชายเดือนตุลาฯ หรือเป็นสัญลักษณ์การต่อสู่ในเดือนตุลา พอใจกับภาพลักษณ์นี้หรือเปล่า

เสกสรรค์: ภาพของผมเป็นเรื่องของคนอื่นเขาตั้งให้ ถามผมว่าจะจงใจจะสร้างภาพอะไรไหม ผมไม่จงใจ ผมเป็นตัวของผมเองตั้งแต่จำความได้ แม่ห้ามอะไรผมไม่เคยฟัง พ่อห้ามอะไรผมไม่เคยเชื่อ กับหลวงตาผมก็เถียง อย่างเมื่อวานหนังสือในเครือของคุณนิธินันท์ก็เขียนว่าผมเป็นผู้ชายท่ามาก(ผู้ฟังหัวเเราะ) กรุงเทพธุรกิจไม่รู้ว่ามาหรือเปล่า เป็นนักข่าวสาวที่ไม่เคยพบเห็นผมละมั้ง แล้วก็ได้ฟังมาจากคนอื่นมาสองสามหู ก็มาเขียนผมขอยืนยันว่าไม่เคยใช้ท่าอะไรกับเธอเลย (ผู้ฟังหัวเราะ/ปรบมือ) ผมเจออะไรแบบนี้มาตลอดชีวิตจนกลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคยก็คือว่าคนรักก็รัก คนชังก็ชัง แล้วจริง ๆ ผมก็เป็นคนเช่นนั้น ถ้าผมไม่ชอบหน้าใครผมก็บอก หลายคนมองว่านี่เป็นความดิบเถื่อนในแง่ของความเป็นคน แต่ผมมองว่าเป็นความจริงใจ หลายคนบอกเสกสรรค์เป็นคนที่จิตใจป่าเถื่อนที่สุด(ผู้ฟังหัวเราะ)

เรื่องของเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ คือสิ่งที่ผมไม่รู้จะลบมันยังไง ถ้าเลือกได้ผมจะลบ มันเป็นโซ่ตรวนมาก แล้วก็ก่อศัตรูให้ผมมากเลย เช่นอย่างวันนี้ก็ต้องมีคนกระแหนะกระแหน มีคนเหม็นหน้า หมั่นไส้ ผมไม่ต้องการชีวิตแบบนี้ ‘ผมฝันถึงวันคืนที่ไม่มีใครรู้จัก ฝันถึงวันที่ผมจะเป็นตัวของตัวเอง‘ร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วผมไม่เคยคิดเลยว่าตำแหน่งผู้ชายเดือนตุลาจะต้องมีคนมาแทน มันไม่ใช่เรื่องของส่วนตัว จริง ๆ เป็นของส่วนรวม ผมเกือบไม่คิดถึงมันเลย คนอื่นคิดถึงมันมากกว่าผม

ผมไม่ชอบเวลาที่มีคนไปเขียนอะไรกระแหนะกระแหนผม อย่างเช่นจะมีคนรุ่นผม หรือรุ่นน้อง ๆ สักนิดหนึ่ง จะแดกดันทุกครั้งที่เอ่ยถึงวีรชน วีรบุรุษบางทีก็ส่อนัยยะว่าหมายถึงผม อย่างเช่นคำว่า วีรบุรุษตายไปแล้วที่เหลือไม่ใช่ ก็คือว่าผมนี่แม่งเป็นของปลอมใช่ไหม ผมก็มานึกว่าการที่ผมไม่ตายนี่เป็นความผิดของผมหรือ เขียนอย่างนี้ทำให้เขาสามารถเข้าแถวรวมกับผมได้อย่างสม่ำเสมอ คือเราห่วยพอกัน เพราะว่าวีรบุรุษตายไปแล้ว ที่มีอยู่ล้วนกระจอกงอกง่อย รวมทั้งเขาด้วย เสกสรรค์ก็กระจอก ตรงนี้ผมโกรธ

นิธินันท์: คนไม่กี่คนพูดทำให้ขมขื่นมากกระนั้นเลยหรือ
เสกสรรค์:ส่วนใหญ่มันอยู่ในวงการปัญญาชน มันมักจะเขียนแล้วก็บ่มเพาะเยาวชนรุ่นที่ไม่เชื่อเรื่องการทำเพื่อคนอื่นขึ้นมา คือพอบอกว่าวีรบุรุษตายไปแล้ว อธิบายตัวเองแบบนี้แล้วก็จะใช่ชีวิตอยางไรก็ได้ ไม่ต้องมาทำเพื่อผู้ใด ไม่ต้องเหลียวแลผู้ทุกข์ยาก

วงศ์ทนง: เห็นในงานเขียนหลาย ๆ ครั้ง ที่บอกว่าเป็นคนแปลกแยกในสังคม
เสกสรรค์: ใช่ผมรู้สึกเป็นคนเอาต์ไซเดอร์ เป็นบุคคลภายนอก หรือสูงขึ้นมาหน่อยเป็นชนชาติส่วนน้อย
นิธินันท์: หดหู่ไหมกับความรู้สึกนี้
เสกสรรค์: ตอนแรกก็หดหู่ มีความรู้สึกว่าถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่จะหนีไปอยู่ตามลำพัง ไปอยู่กับมิตรสหายจำนวนน้อย แต่ตอนหลัง ๆ ก็เฉย ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมวิ่งหนีตัวเอง ผมวิ่งหนีสิ่งต่าง ๆ ที่พยายามบังคับให้ผมเป็นอย่างอื่น อย่างการที่ใส่กำไลมือหรือนุ่งยีนส์ไปสอนหนังสือ ไม่มีอาจารย์ที่ไหนเขาทำกัน ถามว่ามันทำให้ผมสอนเลวลงหรือเปล่า ? ไม่เลย…

ขณะที่คุณผูกเนคไทใส่สูทไปสอน คุณอาจจะเลวระยำบัดซบเลยก็ว่าได้ เพราะคุณไม่ได้เตรียมมาบ้าง คุณมัวแต่หากินทางอื่นบ้าง เพราะฉะนั้นรูปแบบที่ปรุงแต่งขึ่นมาไม่ได้สะท้อนสูตรสำเร็จว่าถ้าเป็นอย่างนี้คือคนดี อย่างนั้นเป็นคนเลว ลึก ๆ แล้ว ใช้การแต่งกายเป็นการเตือนสติและขบถต่อสังคม ซึ่งทุกวันนี้มีบทลงโทษของมัน แค่บางคนมองหางตาเราเหยียดหยาม รู้สึก มันเจ็บนะคือรู้สึกเป็นที่รังเกียจ หรือว่าไปบางที่บางแห่งเขาไม่ยอมให้เข้าไปในตึก มันเป็นการตัดรอนอยู่ตลอดเวลา แต่ถามว่าระหว่างยอมกับเป็นสัตว์เชื่องที่จะให้เขาต้อนรับและเอ็นดูกับเป็อย่างนี้ เราเลือกหรือยังสำหรับผมเลือกมานานมากแล้ว

วงศ์ทนง : ไม่ว่าทางงานเขียนหรือกิจกรรมทางการเมือง จะเซนสิทีฟเป็นพิเศษในเหตุการณ์ ที่เป็นการเอารัดเอาเปรียบทางชนชั้น สำนึกการต่อสู้เพื่อคนที่ด้อยโอกาส บ่มเพาะมาอย่างไร
เสกสรรค์: เรื่องนี้ไม่ต้องบ่มเพาะเลย เกิดมาก็เป็นคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ข่มเหงรังแกอยู่แล้ว แต่ว่าความคิดที่โตขึ้นมาในระยะหลัง เราพบว่ามนุษย์ถูกทำลายได้ตลอดเวลา โดยระบอบคนจนที่ถูกทำลายทางจิตวิญญาณไปแล้วสามารถทำความเลวได้ไม่แพ้คนเมือง ขณะเดียวกันคนมีเงินที่ก้าวพ้นวัตถุนอกรอบตัว สามารถบรรลุโสดาบันได้อย่างสบาย

แน่นอนโครงสร้างทางสังคมที่ทำให้คนได้เปรียบเสียเปรียบมันยังมีอยู่ แต่ในแง่ของปัจเจกบุคคลแล้ว ผมไม่เคยตัดสินคนง่าย ๆ ความจริงเพื่อนมีสตางค์หลายคนมีความคิดดีกว่าเพื่อนไม่มีสตางค์ ต้องดูเป็นรายบุคคล อย่างตอนที่เข้าป่า เพื่อน ๆ ผมที่มีเงินเขาออกสตางค์ให้บินไปปารีส หรือออกจากป่ามาไม่มีสตางค์สักแดงเดียว คนมีเงินก็ยัดเงินใส่กระเป๋าให้ จริง ๆ แล้วมีเพื่อนแบบนี้มีประโยชน์มากกว่าจนด้วยกันทั้งหมด (ผู้ฟังหัวเราะ) เพราะเวลาที่ยากลำบากนี่พวกที่จน ๆ ก็ได้แต่มองกันตาปริบ ๆ (ผู้ฟังหัวเราะ)

วงศ์ทนง : ติดใจคำพูดของพี่เสกที่บอกว่า “ผมตัดสินใจเลือกอาชีพครู ซึ่งหมายถึงชีวิตที่ซ้ำซากจำเจ และสังกัดกลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุดกลุ่มหนึ่ง แต่บอกตัวเองว่านี่คืการเสียสละที่เป็นรูปธรรม แต่ลึก ๆ แล้ว ไม่เคย…

ติดตามอ่านตอนต่อไป…