สารคดีภูมิปัญญา หากับข้าวชาวทุ่ง
กลางกลิ่นคุ้งน้ำ ท้องนา และรวงข้าว




สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเราชาวบ้านคือการทำมาหาเลี้ยงชีพ เราพึ่งพาธรรมชาติ อาศัยทรัพยากรธรรมชาติใกล้ตัวมาเกื้อหนุน แต่ละปีเราทำนาเก็บเกี่ยวข้าวไว้กินพอเพียง เราไม่ต้องห่วงและไม่ต้องหา สิ่งที่เราต้องหาคือ “กับข้าว” สมัยฉันเด็กๆ นั้นหาไม่ยากเลย อยากกินปลาก็คว้าแหลงคลอง อยากกินนกคุ่มก็เอาตาข่ายไปดักชายละเมาะ รอไม่นานก็ได้มาแกง การใช้ชีวิตโดยอาศัย “ภูมิปัญญาพึ่งพาตนเอง” นี้ เรารับมรดกต่อกันมาจากบรรพกาล
ฉันโชคดีที่พ่อเป็นคนหากินเก่ง พ่อทำเครื่องจับสัตว์ได้เกือบทุกชนิด คราวใดที่พ่อลงจากบ้านไปล่ามาทำกับข้าว ฉันมักตามหลังไปด้วยเสมอ จึงได้รู้วิธีจับสัตว์และเคล็ดในการหามาโดยตรง เคยคิดอยู่เหมือนกันว่า อยากจะเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เรียนรู้ในอดีตให้คนรุ่นหลังได้รับฟังบ้าง เพราะสภาพป่าหายไป ท้องนา ปลา ค่อยๆ บางตัวเพราะนากุ้ง และ สารเคมีตกค้าง จากไร่นาและเรือกสวน เครื่องไม้เครื่องมือจับสัตว์นับวันยิ่งหาดูได้ยาก

สัจภูมิ ละออ

ทอดแห…
…ทอดได้ทุกฤดู


“กินข้าว กินปลากันมารึยังล่ะ” คำทักทายของพ่อแก่แม่เฒ่า คราวใดก็ตามเมื่อแขกมาเยี่ยมเยือนเรือนชาน เราจะใช้ประโยคนี้ถามนำ แล้วตามด้วยเรื่องราวธุระ หากผู้มาเยือนยังท้องกิ่วเพราะหิวข้าว เราก็จะมีข้าวติดหม้อกับข้าวติดสำรับ พอให้อิ่มท้อง เรื่องข้าวติดหม้อนี้ ยายย้ำนักย้ำหนาว่า เวลากินข้าวอย่าอร่อย จนขอดเสียเกลี้ยงหม้อ ต้องเก็บไว้อย่างน้อยก้อนหนึ่ง ฉันเคยถามว่าเอาไว้ทำอะไร ค้างคืนก็บูดเปล่า ๆ คำตอบของยายก็คือ ต้องเก็บเอาไว้ให้เจตภูตกิน เจตภูตอยู่ในตัวเรา เวลากลางคืนจะออกหากิน ถ้าเราเหลือข้าวติดก้นหม้อไว้ เจตภูตของเราก็ไม่ต้องหากินไกล

แม่ก็เชื่อเช่นเดียวกับยาย ฉันคิดเล่น ๆ ดูว่า ความจริงน่าจะเก็บไว้เผื่อคนชัดเซพเนจรมา หรือไม่ก็ญาติเดินทางมาจากแดนไกล หิวโซมาจะได้กินข้าวก้นหม้อ ไม่ต้องหุงหากันกลางคืนให้ยุ่งยาก แต่จริงหรือไม่ก็ไม่รู้เพราะฉันคิดเอาเอง อย่างไรก็ตามข้าวต้องคู่กับปลา เครื่องมือที่ใช้จับปลามากินได้ทุกฤดูกาลก็คือแห หน้าน้ำนองเราก็ทอดปลาสวนน้ำ เราได้ปลาหัวเบาประเภท ปลาตะเพียน ปลาสร้อย ปลากด หน้าน้ำลดเรื่อยมาจนถึงหน้าแห้ง เราก็ทอดแหเอาปลามากินได้เช่นกัน มีทั้งปลาดุก ปลาหมอ ปลาช่อนและปลาหัวเบาที่ยังนอนวังอยู่
ปลานั้นเป็นกับข้าวหลักของเราชาวบ้าน

การทอดแหเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง พ่อหัดให้ฉันทอดแหเป็นตั้งแต่ยังไม่ทันเรียนจบชั้นประถม ๔ เรา มีแหอยู่ ๒ ปาก พ่อหยิบแหขึ้นมาปากหนึ่ง ให้ฉันหยิบขึ้นมาอีก ๑ ปาก แล้วบอกให้ทำตามพ่อทีละขั้น ทีละตอน แรก ๆ ฉันทอดแหไม่บาน หว่านลงไปเป็นกระจุก ต่อเมื่อขยันซ้อมอย่างเขาทราย แกแล็คซี่ไม่อ่อนซ้อมอย่างสามารถ ฉันก็ทอดได้สบาย เมื่อพ่อไว้วางใจ อนุญาตให้นำแหพาดไหล่ไปหาปลาคนเดียวได้ แหที่เราทอดกันมีอยู่ ๒ ชนิด นั่นคือชนิดมีเพลาและไม่มีเพลา คำว่า เพลา หรือชายพก ก็คือถุงที่ทำไว้สำหรับให้ปลาว่ายเข้าไปติด เหมาะสำหรับทอดน้ำลึก หรือไม่ก็ทอดปลาเล็ก ๆ เหวี่ยงโครมลงไป แล้วค่อย ๆ สาวเชือกที่ผูกติดกับจอม ขึ้นมา ปลาจะติดเพลา หรือถุงที่เราทำไว้ตรงตีนแห ส่วนแหชนิดที่ไม่มีเพลานั้น เมื่อเหวี่ยงแหโครมลงไป คนทอดจะต้องลงไปกดตะกั่วแหให้จมดินป้องกันปลาหนีออก ต้องกดตะกั่วจนรอบแหแล้วจึงงมหาปลา

ฉันชอบงมปลาในแหมาก ตอนแรก ๆ พ่อจะทอดและกดตะกั่วให้จมดิน เสร็จแล้วฉันจะลงตามไปช่วยงมหาปลาในแห ตอนที่เอามือกวาดไปตามแหนั้น ถ้ามีปลามันจะวิ่งมากระทบมือ เราต้องรีบตะครุบกดปลาลงให้ติดดินเอาไว้ก่อน จึงค่อย ๆ เอามือเปิดตะกั่วที่กดดินไว้ สอดมือเข้าไปใต้ตะกั่วแหเพื่อ ดึงปลาออกมา แล้วกดตะกั่วให้จมดินไว้อย่างเดิม ป้องกันปลาตัวอื่น ๆ หนีออกไป หลังหน้าเกี่ยวข้าว น้ำในลำห้วยขาดเป็นห่วง ๆ บริเวณน้ำตื้นดินจะแห้งก่อน เผยระแหงให้เห็นเป็นระยะ ๆ ในระแหงนั้นมีเขียดอาศัยอยู่มากมาย กลางแดดร้อนของวันหนึ่ง พ่อสะพายแหเดินหน้า ฉันสะพาย ตะข้องตามไปติด ๆ เราได้ยินเสียงเขียดร้อง เสียงดังจากระแหงใดระแหงหนึ่ง เรารู้ทันทีว่าถ้าแบบนี้งูต้องรัดเขียดแน่ ๆ ฉันหาไม้เตรียมจะช่วยเขียด แม้เราจะกินเขียดในบางมื้อ แต่เมื่อเห็นว่ามันไม่มีทางสู้ฉันก็สงสารมัน ได้ไม้เหมาะมืออันหนึ่งแล้ว ฉันรี่เข้าหาระแหงที่ต้นเสียงเขียดออกมา
“อย่าไปทํามัน ปล่อยมันเหอะ ต่างคนต่างหากิน” พ่อห้าม ฉันชะงัก ทั้ง ๆ ที่สงสารเขียด แต่ก็ต้องปล่อยมันไป เดินคิดเล่น ๆ ก็เห็นจริงตามพ่อ เราต่างคนต่างหากินจริง ๆ ขณะที่เราจับปลาจับกบมากิน สัตว์อื่น ๆ มันก็จับสัตว์เล็กสัตว์น้อยกินเหมือนกัน

ตามห้วงน้ำขนาดใหญ่น้อย ในลำห้วยนั้นมีผักป่อง จอก แหน ลอยน้ำอยู่ บางห่วงน้ำหนาแน่น บางห่วงน้ำก็บาง เราเดินไปเงียบ ๆ ยืนดูปลาผุด พ่อจะดูออกว่าปลาหมอผุดอย่างไร ปลาช่อนผุดอย่างไร และปลาดุกผุดอย่างไร พ่อบอกว่าวงน้ำมันไม่เหมือนกัน หากพบว่าปลาดุกมีหลายตัว พ่อจะปั้นดินเหนียวโยนลงไป สักครู่เดียวก็จะมีปลาผุดบริเวณที่ดินเหนียวลงไป เราก็เหวี่ยงแหครอบ หากปลาชุกชุม เหวี่ยงครั้งหนึ่งเราเคยได้ปลาดุกถึง ๑๓ ตัว
เอาแหขึ้นพาดบ่าแล้ว เราก็เดินตามลำห้วยไปเรื่อย ๆ หาทำเล เหมาะ ๆ เหวี่ยงแหลงไปอีก

ครั้งหนึ่งเราเดินไปถึงบ่อเล็ก ๆ ที่ชาวบ้านเขาขุดไว้ เห็นปลาผุดมาก พ่อจึงเหวี่ยงแหลงไป ฉันลงไปช่วยพ่อกดตีนแห เสร็จแล้วพ่อให้ฉันงมหาปลาต่อ ส่วนพ่อขึ้นตลิ่งดึงห่อยาเส้นออกจากกระเป๋าเสื้อ งัดใบตองแห้งที่ตัดเอาไว้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าออกมามวนยา แล้วจุดสูบควันโขมง
“เป็นไง กระทบมือมั่งมั้ย” พ่อถาม
“ท่าจะหลายตัว” ฉันตอบขณะใช้มือคลำไปบนแห
การทอดแหน้ำตื้นสนุกมาก เราไม่ต้องดำน้ำงมปลา ลำตัวเรานาบไปบนแห นอกจากจะใช้มือสัมผัสว่าปลามีหรือไม่แล้ว เรายังใช้ลำตัวสัมผัสอีกด้วย ปลาชนส่วนใดเราก็ตาม เราจะรีบใช้มือกวาดไปบริเวณนั้น ไล่จับปลาให้ได้ไวที่สุด ฉันจับปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอโยนขึ้นตลิ่งหลายตัว พ่อจับใส่ตะข้อง พลางพึมพําว่าหว่านแหคราวนี้คุ้มจริง ๆ อย่างเฉียบพลันฉันสะดุ้งวาบ เมื่อมือคลำไปกระทบเจ้าตัวอะไรสักอย่างหนึ่งเข้า
“พ่อ ตัวอะไรสาก ๆ”
“ งู…น่ะสิ ”
สิ้นเสียงพ่อ ฉันขนลุกเกรียว รีบขึ้นตลิ่งอย่างรวดเร็ว พ่อหัวเราะร่วน พลางลงไปเปิดตะกั่วตีนแหสะบัดกับน้ำให้โคลนหลุดลงน้ำไป แน่นอนเราปล่อยปลาไปหลายตัว รวมทั้งงูนั่นด้วย

แห

เราซื้อแหได้จากตลาด ถ้ามีเวลามากก็ถักเอาเอง ส่วนยอดสุดของแหเรียกว่า จอม ไล่จากจอมลงมาจะเป็นตาเล็ก ใหญ่ แล้วแต่ความต้องการของคนถัก ถ้าตาเล็กก็ไว้สําหรับทอดปลาเล็ก ๆ ถ้าตาใหญ่ก็ไว้สําหรับทอดปลาใหญ่ ส่วนปลายสุดของแหถ่วงด้วยตะกั่วถักคล้ายสายโซ่ ถ้าคนทอดไม่ต้องการลงงม ก็ดันตะกั่วนั้นเข้าไปด้านในประมาณ ๑ ศอก ใช้เชือกผูกไว้สําหรับดักปลา เราเรียกว่า เพลา หรือ ชายพก

วิธีทอดแห

ขั้นแรกจับตรงจอม ยกขึ้นให้สูงแล้วพับลงมา ๓ ครั้ง ครั้งละเท่า ๆ กัน ยกแหขึ้น แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนแรกถือไว้ด้านหน้า ส่วนที่สองยกศอกขึ้นเอาค้างไว้ที่วงแขน ส่วนที่สามใช้มือที่ตั้งวงแขนจับไว้ ตั้งท่าได้แล้วก็เหวี่ยงไปข้างหน้า แหจะบานครอบปลา


พ ร า น ทุ่ ง
*************
งานคลาสสิกที่ใครต่อใครถามหา
จากปลายปากกา “สัจภูมิ ละออ”

ฉบับพิมพ์ครั้งที่สาม
โดย กองทุนรอยทาง เจริญธรรม
สำนักศิลปะและวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยราชภัฎกาญจนบุรี

……
เรือนพิมพ์แม่ชอบ จัดจำหน่ายราคาเล่มละ ๒๐๐ บาท (รวมค่าจัดส่ง)
ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 408-016475-5
ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 986-0-95701-0 หรือ
ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 706-2-43786-8
แล้วกรุณาส่งหลักฐานการโอน พร้อมชื่อที่อยู่สำหรับการจัดส่งหนังสือในกล่องข้อความของแฟนเพจ เรือนพิมพ์แม่ชอบ https://www.facebook.com/maechorb/ / หรือทาง Line ID ๐๘๗-๔๙๐-๘๙๘๙

*รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย มอบให้กองทุนรอยทาง เจริญธรรม ที่จัดตั้งขึ้นในวโรกาสที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีชาติภูมิเป็นชาวจังหวัดกาญจนบุรี มีพระชาตกาล ๑๐๑ พรรษา ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๗
*ออกแบบปกโดย – พัชรพร พรศิริธิเวช
และ ศิริพร พรศิริธิเวช