คอลัมน์ :นอกเหนือจินตนาการ
โดย:ไพฑูรย์ ธัญญา
Writer Magazine ฉบับที่ ๗ กรกฏาคม ๒๕๔๐


“นักเขียนสามารถเปลี่ยนประเภทของวรรณกรรมได้ สามารถต่อต้านหรือไม่ก็สร้างประเภทของวรรณกรรมขึ้นมาใหม่ แต่การทำเช่นนี้ก็ต้องปฏิวัติวรรณกรรม เหตุผลง่าย ๆ คือผู้อ่านต่างตกเป็นทาสของประเภท(ของวรรณกรรม) เช่นเดียวกันที่นักเขียนเป็น”

Kelley Griffin

ในบทสัมภาษณ์ ‘ปู-พงษ์สิทธิ์ คำภีร์’ซึ่งตีพิมพ์ไรเตอร์ฉบับที่แล้ว เขาได้พูดถึงเพลงเพื่อชีวิตท่อนหนึ่งว่า เพลงเพื่อชีวิตบางเพลงอย่างเช่น “ถั่งโถมโหมไฟแรง” “จิตร ภูมิศักดิ์” ยังถูกนำไปร้องเล่นตามร้านเหล้าและผับเพื่อชีวิตอยู่เสมอ เหตุผลที่ปู-พงษ์สิทธิ์ให้ข้อสังเกตไว้ก็คือ แม้เพลงพวกนี้จะดูเหมือนไม่ค่อยเหมาะสมกับยุคสมัยแล้ว แต่มันก็ตอบสนองความอยากแสดงออกของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีความเครียดมีความกดดันของสังคมเมือง เนื้อเพลงรุนแรงนี้ทำให้เขาได้รับการปลดปล่อย ขณะเดียวกันก็มีคนอีกกลุ่มที่เคยมีชีวิตผ่านช่วงสังคมร่วมกับเพลงนั้น การได้ฟังเพลงจะช่วยให้พวกเขาได้รำลึกถึงคืนวันแห่งความหลัง

นี่คือตัวอย่างที่ผมจะขอนำมาเปรียบเทียบในการพิจารณา “ประเภทของวรรณกรรม” ซึ่งตอนที่แล้วผมทิ้งค้างไว้ ว่า ประเภทหรือชนิดของวรรณกรรมนั้นหาได้เกิดขึ้นโดยเอกเทศแต่มันเกี่ยวข้องสัมพันธ์อยู่กับบริบททางวัฒนธรรม ไม่เพียงแต่เท่านั้นมันยังทำหน้าที่หรือมีบทบาททางสังคม ในช่วงที่มันถือกำเนิดขึ้นมา ฉะนั้นประเภทของวรรณกรรมจึงหาใช่เพียง แต่การแบ่งชนิดของงานเขียนว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่มันยังมีความหมายทางสังคมแฝงอยู่เสมอ เพียงแต่เราอาจไม่ค่อยใส่ใจหรือพิจารณากันมากนัก

ในกรณีเพลงเพื่อชีวิตที่กล่าวอ้างข้างต้น เราจะเห็นว่ามันถือกำนิดมาในยุคที่สังคมไทย กำลังอยู่ในระยะการต่อสู้และประท้วง การแสวงหาทางออกเพื่อปลดปล่อยพันธนาการบางอย่างโดยประเภทของเพลงนี้ มันสอดคล้องกับยุคสมัยและจิตสำนึกของผู้คนในเวลานั้น แต่ครั้นสังคมเปลี่ยนผ่านไปสองทศวรรษเพลงเพื่อชีวิตก็เปรียบเสมือนสิ่งที่กำลังจะพ้นสมัยและพ้นไปจากความเกี่ยวโยงกับบริบททางสังคม แต่สิ่งหนึ่งที่มันคงอยู่ได้ นอกเหนือจากเหตุผลและการจัดกระทำทางธุรกิจ ก็เป็นอย่างที่คุณปู-พงษ์สิทธิ์ ได้ให้ข้อสังเกตไว้นั่นเอง แต่เราไม่ทราบว่าบทบาทดังกล่าวยังคงจำเป็นอยู่อีกหรือไม่

นี่ก็ทำนองเดียวกับวรรณกรรม ไม่ต้องไปดูอื่นไกล เอาแค่งานเขียนประเภทที่เราเรียกว่า “วรรณกรรมเพื่อชีวิต” ซึ่งเกิดขึ้นและเฟื่องฟู ในยุคสมัยเดียวกับเพลงเพื่อชีวิต มีบทบาทและภารกิจอันเข้มข้นอย่างยิ่งในช่วงปี ๒๑๖-๒๕๑๙ อันเป็นระยะของการต่อสู้ทางอุดมการณ์และความคิด แต่หลังปีพ.ศ. ๒๕๒๕ มาแล้ว วรรณกรรมนี้ดูเหมือนจะหมดหน้าที่และพ้นไปจากความต้องการของคนอ่านและคนเขียน ทุกวันนี้มีคำว่า “วรรณกรรมเพื่อชีวิต”กลายเป็นงานเขียนที่นักอ่านไม่ต้องการ และนักเขียนเองก็พยายามหลีกหนีไปจากมันในขณะที่เพลงเพื่อชีวิตกลับมีชีวิตอยู่ ด้วยว่ามีประโยชน์ต่อคนบางกลุ่มดังกล่าวแล้ว

งานเขียนที่เราเรียกันว่า  นวนิยายประเภทสืบสวน-สอบสวน ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่น่าจะนำมากล่าวถึง ตามประวัติวรรณกรรมสากลระบุว่า วรรณกรรมประเภทนี้เกิดถือกำเนิดมาในต้นศตวรรษที่ ๑๙ โดยเฉพาะงานเขียนของเซอร์ อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์ ผู้ให้กำเนิดวีรบุรุษนักสืบ ” เชอร์ล็อค โฮล์ม”หรืองานในประเภทเดียวกันของ เอ็ดการ์ อลันโป นักเขียนทั้งสองคนนี้อยู่ในยคต้น ๆ ที่มีความคิดเชิงวิทยาศาสตร์กำลังเป็นสรณะของผู้คนในตะวันตก การนับถือในลัทธิเหตุผลและความเป็นจริง วิธีการแบบวิทยาศาสตร์ที่อาศัยการตั้งสมมุติฐานและการพิสูจน์ความจริงในการแก้ปัญหาดูเหมือนจะเป็นปรัชญาของนักสืบเชอร์ล็อค โฮล์ม ด้วยนัยนี้บุคลิกภาพของนักสืบอย่างโฮล์ม จึงสะท้อนให้เห็นบุคลิกของนักวิทยาศาสตร์นั่นเอง

ในทางสังคมและบริบททางวัฒนธรรม พวกนักสืบทำงานอยู่ในเมืองใหญ่ และเรื่องของนวนิยายประเภทสืบสอบสวนก็เกิดขึ้นในเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่นนิวยอร์คหรือปารีส เมือเหล่านั้นเป็นแหล่งผลิตอันสำคัญของทุนนิยมในศตวรรษที่ ๑๙ เมืองเหล่านี้เต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนที่หนาแน่นและซับซ้อนถนน ตรอก ซอกซอยที่โยงใยกันเป็นร่างแห กลายเป็นสภาพแวดล้อมอันวิเศษสำหรับการบ่มเพาะและก่อเชื้อของอาชญากรและการฆาตกรรม

พวกอาชญากรในศตวรรษที่ ๑๙ ได้เป็นปีศาจร้ายที่คุกคามลัทธิปัจเจกบุคคลพวกเขาข่มขู่และคุกคามอิสรชน เรียกค่าคุ้มครองจากบริษัท ห้างร้าน ไม่เว้นแม้แต่พรรคการเมืองและรัฐบาลการลงโทษและเอาผิดกับอาชญากรเหล่านี้คือคุณค่าของผู้คนในศตวรรษที่ ๑๙ และแน่นอน บุคคลที่จัดการกับเหล่าร้ายได้ก็คือนักสืบอย่างเชอร์ล็อคโฮล์มนั่นเอง พวกเขาจะสืบเสาะค้นหาด้วยวิธีการอันแยบยล และจัดการกับพวกอาชญากรเหล่านี้ได้ในที่สุด

นี่คือการตอบสนองทางจิตวิทยา เป็นการชดเชยและทดแทนที่น่าเร้าใจ เช่นเดียวกับสังคมอเมริกันยุคหลังสงครามเวียดนามที่ได้สร้างวีรบุรุษอย่าง “แรมโบ้” ขึ้นมา เหตุผลง่าย ๆ ที่จะอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ดีก็คือกองทัพอันเกรียงไกรของสหรัฐฯอาจพ่ายแพ้ต่อเวียดกง แต่คนอย่าง “แรมโบ้”ไม่แพ้ใคร เพราะอเมริกาจะแพ้ใครไม่ได้

ย้อนกลับมาดูประเภทของวรรณกรรมในยุคก่อนหน้านี้บ้าง มันได้บอกอะไรแก่เราเกี่ยวกับแง่มุมทางสังคมและวัฒนธรรมแหล่งที่ให้กำเนิดขึ้นมา? มหากาพย์หรือ Epic ซึ่งเป็นประเภทของวรรณกรรมในยุคโบราณ ได้สะท้อนให้เห็นความหวาดกลัวของมนุษย์ยุคโบราณที่มีต่อจักรวาล รวมทั้งการตั้งมติประชาชาติ มหากาพย์อย่างท้าวฮุ่งเจือง ดูเหมือนจะเป็นตัวอย่างในเรื่องนี้ เทพนิยายของยุโรปสะท้อนให้เราเห็นถึงภาพชีวิตของผู้คนในยุคกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงถึงฐานะทางสังคมและชนชั้นของพวกชาวนา ชาวไร่ การกดขี่ของเจ้าของที่ดินและขุนนาง แต่ครั้นสภาพสังคมของยุโรปได้เปลี่ยนไป เทพนิยายก็กลายเป็นรูปแบบของวรรณกรรมของอดีตในที่สุด

การเกิดขึ้นและการดำรงอยู่ของ “ประเภท”ของวรรณกรรมมากจาการยอมรับของผู้เสพ และได้สร้างให้เกิดขนบนิยมขึ้นมา แต่การยอมรับนั้นย่อมมาจากปัจจัย ประการหนึ่งคือความสัมพันธ์ระหว่างประเภทวรรณกรรมกับสภาพความเป็นจริง สภาพความเป็นจริงที่ว่าคือสภาพของชีวิต ของโลก ของสังคม ประเภทของวรรณกรรมใดไม่สอดคล้องกับสัมพันธ์กับความเป็นจริง ประเภทของวรรณกรรมนั้น ๆ ก็ไม่เป็นที่ยอมรับและไม่อาจดำรงอยู่ได้

ในกรณีของเรื่องสั้นและนวนิยาย ดูเหมือนจะผ่านการพิสูจน์จากกาลเวลามาแล้วไม่ต่ำกว่าสองศตวรรษ นั่นย่อมแสดงว่าประเภทของวรรณกรรมทั้งสองนี้ ยังมีความสัมพันธ์กับสภาพความเป็นจริงของโลก และชีวิตที่อยู่ในศตวรรษ ๑๙ ได้ให้กำเนิดเรื่องสั้นและนวนิยาย และศตวรรษที่ ๒๐ ก็ได้เลี้ยงดูฟูมฟักมันจนเติบใหญ่ แต่ในศตวรรษที่ ๒๑ จะเกิดอะไรขึ้นกับวรรณกรรมสองประเภทนี้ นั่นยังเป็นสิ่งที่เราไม่อาจหาคำตอบได้


แม้เราไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่า เรื่องสั้นหรือนวนิยายจะสูญหายไปจากความนิยมเมื่อไหร่ แต่จากข้ออภิปรายทั้งหลายที่ผมได้เสนอมา เราก็สามารถบอกถึงปัจจัยเหตุแห่งการดำรงอยู่และสูญหายไปของวรรณกรรมทั้งสองประเภทนี้ได้ นั่นคือหากนวนิยาย เรื่องสั้นยังคงมีบทบาทและสัมพันธ์กับสภาพความเป็นจริงของโลกแห่งอนาคต ประเภทของวรรณกรรมดังกล่าวก็ยังคงอยู่ต่อไป แต่หากเมื่อใดมันหมดหน้าที่และห่างเหินจากสภาพสังคม เมื่อนั้นแหละทั้งนวนิยายและเรื่องสั้นก็จะสูญหายไปในที่สุด

นักเขียนบางคนอาจต่อต้านหรือขบถต่อประเพณีการเล่าเรื่องในรูปแบบของนวนิยายและเรื่องสั้น แต่ด้วยกำลังของเขาเพียงคนเดียวคงไม่อาจทำให้การดำรงอยู่หรือหายไปของมันบรรลุผลได้ เว้นเสียว่าทั้งคนอ่าน คนเขียนและสังคมได้พร้อมใจปฏิเสธวรรณกรรมประเภทนี้หรือไม่ เขาก็ต้องปฏิวัติงานเขียนทั้งหมด ดังที่ เคนลี กริฟฟิตท์ ได้ว่าไว้เท่านั้น

ในแวดวงวรรณกรรมไทยร่วมสมัย เรายังคงเห็นภาพการเติบโตและมีชีวิตของวรรกรรมทั้งสองประเภทนี้อย่างต่อเนื่อง เรื่องสั้นไทยเพิ่งมีอายุครบ ๑๐๐ ปีกว่า ขณะนวนิยายเองก็มีชันษาพอ ๆ กัน อาจมีบางช่วงบางเวลาจะดูเหมือนว่ามันจะร่วงโรยซบเซาลงไป จนทำให้เกิดปริวิตกว่ามันจะตายไปจากแวดวงการอ่านและเขียนหากแต่พิจารณาบทบาทและหน้าที่อันซื่อสัตย์ของมันแล้ว เรายังคงชื่นใจและมั่นใจได้ว่า ในบรรดางานเขียนเชิงจินตนาการที่เราเขียนกันอยู่ในประเทศนี้เรื่องสั้นและนิยายได้ทำหน้าที่บันทึกและสะท้อนสภาพสังคมร่วมสมัยได้ดีที่สุด มันก่อให้เกิดผลกระทบทางความคิด อารมณ์และโลกทรรศน์ต่อผู้อ่านไม่น้อยเลย

เรื่องสั้นสมัยใหม่อาจมีแนวเรื่องและกลวิธีที่แตกต่างจากยุคก่อน ๆ แต่นี่เป็นเรื่องธรรมดาของวรรณกรรม ที่อาจพัฒนาคลี่คลายรูปแบบและเนื้อหาไปตามความเปลี่ยนแปลงคลี่คลายของสังคม แต่การเปลี่ยนแปลงคลี่คลายนี่เองไม่ใช่หรือ คือชีพจรของวรรณกรรมตรงกันข้าม หากมันไม่มีการปรับเปลี่ยนนี่สิน่ากลัวกว่า เพราะมันกำลังจะเป็นน้ำนิ่ง จะเน่าและสิ้นสภาพไปในที่สุด

ถ้าเรื่องสั้นตาย? ที่ผมนำเสนอด้วยทัศนะส่วนตัวมาสองตอนคงจบลงได้แล้ว ในบรรทัดนี้แม้จะไม่ได้ระบุชี้ชัดไปว่า มันจะตายหรือไม่ก็ตาม แต่คำตอบนั้นไม่ได้อยู่ในสายลมหรอกท่าน…!

ขอบคุณที่มา: