เรื่อง : ชมัยภร แสงกระจ่าง
๑๓ เล่นเล่ห์เพทุบาย


ทองทานั่งอยู่ในห้องทำงาน รอบตัวเงียบสงัดเพราะเป็นเวลาเย็น เธอโทรศัพท์ไปบอกแม่วัยแปดสิบเมื่อสิบนาทีที่แล้วว่า จะกลับบ้านช้าเพราะงานไม่เสร็จ แม่ยังถามว่าทำไมไม่เอากลับมาทำที่บ้าน เธอตอบแม่ไปว่าไม่ได้หรอกมันอยู่ในเครื่องคอม แต่จริง ๆ แล้ว เธออยากสงบสติอารมณ์อยู่ในห้องพักครูส่วนตัวนี่ภายหลังจากที่คนอื่นเขากลับไปแล้วสักพักหนึ่ง เจ้าหน้าที่ประจำสาขาโผล่หน้ามาดูแล้วสองครั้งพลางว่า
“หนูขอกลับก่อนนะคะ อาจารย์” ทองทารีบพยักหน้า
“กลับไปเลย..ลูกสาวรอแย่แล้ว” เธอยกมือไหว้ “งั้นหนูไปล่ะค่ะ” แล้วก็ผลุบหายไป ทองทานั่งจ้องคอมพิวเตอร์ต่อไป หลังจากจ้องกันมาหลายเดือนหลายโครงการ ไม่ว่าส่งไปให้ใครทำก็ไม่เคยเป็นผล เพราะโอกาสที่จะพูดคุยทำความเข้าใจกันไม่ค่อยจะมี ต่างคนต่างอยู่ในห้องของตัวเอง คล้ายกับหนูที่มีรูส่วนตน ง่วนอยู่ พอได้เวลารับประทานอาหารก็ออกจาก “รู”ไปกินอาหารที่ต่างคนต่างสั่งหรือต่างคนต่างเอามา

ทองทารู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่นั่งกินอาหารในห้องแคบ ๆ ที่มีตู้เย็น ไมโครเวฟและโต๊ะเล็ก ๆ แล้วมีคนเดินเข้าเดินออกมาเปิดตู้เย็น มาเวฟอาหารแล้วก็ไป มีแต่คำทักทายว่า สวัสดีพี่ทอง สวัสดีพี่ทอง ไม่มีคำพูดอื่นใดมากกว่านั้น ไม่รู้ทุกข์สุข ไม่รู้ปัญหา ไม่ได้สบตา ไม่ได้ไถ่ถามความเป็นไปของชีวิต ทั้งที่เมื่อยี่สิบปีที่แล้วทองทาจำได้ว่า ครูอาจารย์ทุกคนมีห้องพักครูรวมกันเป็นห้องใหญ่ มีหัวหน้าภาคนั่งเด่นเป็นสง่าด้านหลังสุด มีตู้ล้อมเหมือนเป็นห้องส่วนตัวอยู่ แต่ก็เป็นห้องส่วนตัวที่ถูกล้อมอยู่ด้วยครูอาจารย์ลูกภาคเต็มไปหมด เดินเข้าเดินออกครั้งใดก็ผ่าน คุยกันหัวหน้าภาคก็เห็น คนอื่น ๆ ในห้องก็เห็น ไม่มีความลับมีแต่มิตรไมตรี ใครรักใครชอบใครรู้กันทั้งห้อง

ครั้งหนึ่งมีชายหนุ่มต่างด้าวผมสีทองคนหนึ่งมาจีบอาจารย์สาวน้อยที่เพิ่งจบใหม่ อาจารย์ทั้งห้องก็พร้อมใจกันนั่งดู ทำให้หนุ่มน้อยคนนั้นพูดอะไรก็ไม่ถนัด จะชวนออกไปนอกห้องคนที่มาจีบก็ไม่ยอมไป พอถึงตอนกลางวันอาจารย์ทั้งห้องกินอาหารด้วยกันที่ห้องอาหารของครูอาจารย์ที่เป็นห้องรวมกันทุกภาควิชา อาจารย์สาวน้อยก็ถูกล้อพร้อมให้คำแนะนำในทุกรูปแบบเพื่อการเลือก และเธอก็คัดสรรเอาเองว่าจะเลือกแบบไหน แน่นอน ทองทาเป็นคนหนึ่งที่เฝ้าดูด้วยความตื่นเต้น และวันที่ตื่นเต้นแบบนั้นถึงในวันนี้จะนานแสนนานแต่ความหอมหวานในทรงจำก็ไม่คลายจาง ทองทามองฝาผนังเหงา ๆ ก่อนกิน ๆแล้วก็กลับมานั่งที่ห้อง ตั้งใจว่าจะพักสักครู่หนึ่งก่อนไปสอน
“ยายเด็กนั่นกลายเป็นนักแสดงไปแล้ว” เสียงอาจารย์แพมดังแว่ว ๆ
“ใคร”
เสียงแพมหยัน ๆ ขึ้นว่า “ยายนาลีนาลาอะไรนั่นไง…กลัวจะไม่มีอนาคตล่ะสิ เทอมที่แล้วคะแนนไม่ได้เรื่อง” ผู้พูดลดเสียงลงนิดก่อนจะเดินห่างไป แต่ก็พอได้ยินแว่ว ๆ ว่า “เด็กพี่ทองทาไง” นาลีนาลาเป็นนักแสดงไปแล้ว ทองทารู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร เพราะหลังจากวันที่วัสสาไลน์มาบอกประโยคสำคัญของนาลี“ไม่มีใครหวังดีต่อใครจริงหรอก” ทองทาก็ถอยห่างออกจากเธอเล็กน้อย ไม่มองเวลาเข้าห้องใหญ่ ไม่ถามเวลาเข้าห้องเล็ก เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเป็นอิสระอย่างที่อยากเป็น

วัสสายังเทียวไปเทียวมาและเขานั่นเองเป็นคนส่งข่าวให้ทองทารู้ว่า ลูกศิษย์คนลึกลับทำอะไรอยู่ เธอแสดงละครเรื่อง“ในที่สาธารณะและถูกต้องตามกฎหมาย”ของไพฑูรย์ ธัญญา ที่สถาบันสุดดวงใจ เป็นบางรอบ และรอบที่ทองทาไปดูกับวัสสาก็เป็นรอบที่เธอแสดง สายตาของเด็กสาวและประโยคสำคัญในน้ำเสียงเจ็บปวดรวดร้าวยังก้องอยู่ในหูของทองทา

“พวกคุณไม่ควรจะช่วยให้ฉันมีชีวิตกลับไปเลย เพราะคุณช่วยมาแล้วคุณก็กลับมาฆ่าฉันซ้ำสอง”

ทองทาจึงกลัวนักกลัวหนาว่าจะเผลอไปฆ่านาลีซ้ำสองเข้าโดยไม่รู้ตัว คะแนนที่อยู่ในเกณฑ์จวนเจียนจะตกมิตกแหล่ของนาลีจึงทำให้ทองทาไม่กล้าเอ่ยปากกับใคร แม้แต่กับเจ้าตัวเอง การได้ยินอาจารย์ทั้งสองพูดถึงเธอผู้กำลังเป็นปัญหาทำให้ทองทาเกร็งนิดหน่อย เกร็งด้วยเกรงว่า นาลีจะหล่นลงหลุมไปเรื่อย ๆจนไม่มีทางกลับขึ้นมาได้อีก ไม่มีทางใดดีไปกว่าการพูดกับพลัม ลูกศิษย์ในแวดวงการละครเหมือนกัน โดยทางโทรศัพท์
“พลัมช่วยครูหน่อย…สืบ ๆดูหน่อยสิ ลูกศิษย์ตัวดำของครูเขาไม่สนใจเรียนเท่าไรเลย…ครูว่าพวกพลัมให้งานเขาเร็วไป เขาไม่ควรเป็นดาราหรอก เขาควรเรียนหนังสือ…”
“ครับ”
พลับรับปากสั้น ๆ ขณะกำลังคิดว่า ทำไมต้องเป็นผมล่ะครับ เสียงครูก็ดังต่อไป
“ครูรบกวนพลัมมากเกินไปหรือเปล่า…ถ้ามากไปครูก็ขอโทษนะ”
นี่เป็นประโยคที่เขาได้ยินจากครูทองทานับครั้งไม่ถ้วน ครูรบกวนมากไปไหม ครูขอโทษ

ถ้าหากนักการเมืองถูกด่าว่าขอโทษคนไม่เป็นแม้ทำผิดก็ยังยโส ครูของเขาก็จะเป็นตรงกันข้าม เพราะครูขอโทษแล้วขอโทษเล่าโดยยังไม่ทันทำผิด
“ครูครับ…ครูเป็นพวกเบอร์สองอีกแล้ว..”
สิ่งที่พลัมพูดกับครูทองทา เป็นสิ่งที่เขากับครูรู้กันสองคน เมื่อครั้งกระโน้นที่เขาไม่ยอมเรียนหนังสือจนครูต้องใช้เทคนิคกลวิธีการด่าให้ไม่ซ้ำวัน วันหนึ่ง ครูหยิบตำรานพลักษณ์ ศาสตร์ที่ว่าด้วยความเข้าใจตนเองและผู้อื่นมาจากชั้นหนังสือในห้อง แล้วชี้หน้าว่าเขาว่า “เธอไอ้เด็กไม่ยอมโต” เขานั่งงเป็นไก่ตาแตก แล้วครูก็โยนหนังสือนพลักษณ์เล่มนั้นใส่หน้าเขา “เอาไปอ่านไป…อ่านจบแล้วเราค่อยมาคุยกัน เธอไอ้ปีเตอร์แพน เบอร์เจ็ด”

เขาแปลกใจในสองคำที่ครูโยนใส่เขามาก จึงอ่านนพลักษณ์ราวกับว่ามันเป็นตำราสอนรัก เน้นที่ไอ้เบอร์เจ็ดอย่างที่ครูว่า “คนกลุ่มนี้ เป็นคนมองโลกในแง่ดี กระฉับกระเฉง มีเสน่ห์และหลบหลีกเก่ง มีคุณสมบัติเหมือน Peter Pan (เด็กที่ไม่ยอมโต ยังรักการผจญภัย) เขาเกลียดชังการติดกับหรือถูกบังคับและสำรองทางเลือกแห่งความสำราญสนุกสนาน ไว้มากที่สุดที่จะคิดได้ในยามไม่สบายใจ จิตจะหลีกหนีไปตามความฝัน คนกลุ่มนี้เป็นพวกมุ่งอนาคตและมีแผนในใจซึ่งรวมทุก ๆ อย่างที่เขาต้องการจะทำให้สำเร็จในฝันและมักจะปรับแผนให้ทันปัจจุบัน เมื่อมีทางเลือกใหม่ ๆ ผ่านเข้ามา ความปรารถนาที่จะรักษาคงไว้ซึ่งชีวิตที่สนุกสนานทำให้เขาปรับเปลี่ยนความเป็นจริงรอบ ๆ ตัวเพื่อขจัดอารมณ์ที่ไม่ชอบใจและสิ่งที่จะรบกวนภาพลักษณ์ของตนเอง เขาจะชื่นบานอยู่กับประสบการณ์ใหม่ๆ คนใหม่ๆ ความคิดใหม่ๆ และสามารถเป็นนักสร้างเครือข่าย นักสังเคราะห์และนักทฤษฎีที่สร้างสรรค์”

เขาแปลกใจมากที่มันไม่ได้ตรงแต่กับตัวเขา หากแต่ไปตรงกับพ่อของเขาด้วย นักดนตรีคนที่ครูชื่นชอบ เขาสนใจที่ตำราบอกว่า เขาเกลียดชังการติดกับหรือถูกบังคับและสำรองทางเลือกแห่งความสำราญสนุกสนาน ไว้มากที่สุดที่จะคิดได้ในยามไม่สบายใจ จิตจะหลีกหนีไปตามความฝัน โอ มันตรงใจเขามากจนถึงมากที่สุด มากจนเขาอัศจรรย์ใจและยอมที่จะอ่านลักษณ์อื่น ๆไปด้วย แต่เขาสนใจลักษณ์ ๗ ของเขามากที่สุด วันรุ่งขึ้นเขาจึงถือหนังสือไปหาครูและถามครูว่า “แล้วครูลักษณ์อะไรครับ”

นั่นแหละจึงกลายเป็นที่มาของการถกเถียงกันเรื่องบุคลิกภาพและการทำความเข้าใจตนเองและมนุษย์คนอื่น พลัมนึกไม่ถึงเลยว่า การที่ครูยอมสนทนากับเขาในเรื่องลักษณ์ของครูอย่างเปิดเผย ทำให้เขายอมวิเคราะห์ตนเองออกมาด้วย และนั่นนำไปสู่การแก้ข้อด้อยของเขาที่ว่า
เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หุนหันพลันแล่น ชอบต่อต้าน เพ้อเจ้อ ร้อนใจอยู่นิ่งไม่ได้ ถือความคิดเห็นตนเองเป็นใหญ่ ปกป้องตนเอง วอกแวก เชื่อถือไม่ได้ ทำสิ่งที่เป็นผลเสียต่อตัวเอง
“จริงไหมล่ะ” ครูถามอย่างเยาะหยัน “พลัม เธอเป็นหมดนี่เลย”
เขาก็เลยตอกกลับครูบ้างว่า

“ผมว่าครูก็เป็นดังนี้ครับ” แล้วเขาก็อ่านข้อด้อยของคนลักษณ์ ๒ “ชอบอ้อมค้อม เอาใจคนอื่นจนเกินไป แสดงความรู้สึกมากเกินไป ชอบควบคุม หวงแหนหรือแสดงความเป็นเจ้าของ ไม่จริงใจ เล่นบทผู้เสียสละจนตัวเองลำบาก เล่นเล่ห์เพทุบาย”
ขณะฟังเขาอ่าน ครูยิ้มหวานยะเยียบ ตาเป็นประกายแล้วบอกกับเขาว่า
“ใช่ ฉันเล่นเล่ห์เพทุบาย…ไม่งั้นเธอไม่มาบ้าติดกับนพลักษณ์ฉันหรอก”
เขาจึงหัวเราะพรืดออกมา

นับแต่วันนั้นมา เขาก็ยอมเรียนหนังสือ เข้าสอบและเรียนจนจบในที่สุด
“อ้อ ๆ ครูขอโทษนะพลัม…ช่วยครูหน่อยแล้วกันนะ ศิษย์รัก” เสียงครูแว่วมา “นึกเสียว่าพลัมเป็นลักษณ์สองกับครูก็แล้วกัน..”
เขาไม่ตอบรับคำครู แต่นึกอยู่ในใจว่า “ไม่มีทาง…”เขาจะไม่เป็นพวกลักษณ์สองที่คอยเอาใจคนอื่นสารพัดสารพันเป็นอันขาด เขาจะเป็นปีเตอร์แพนนี่แหละ และเด็กคนนั้นจะเป็นใครเขาไม่รู้ แต่ปีเตอร์แพนจะช่วยครูก็ได้ วันรุ่งขึ้นตอนเย็นย่ำ พลัมจึงไปสถาบันสุดดวงใจ

(ยังมีต่อ)