เรื่องและภาพ : ธีรภาพ โลหิตกุล
รวมเล่ม : สามทศวรรษสายน้ำและความทรงจำ


ต่อจากตอนที่แล้ว
๒.
อาจารย์สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา บันทึกไว้ในหนังสือ “น้ำ : บ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมไทย” ตอนหนึ่งว่า ในสายตาของฝรั่งตะวันตกแล้ว “พวกนี้เขาชำนาญพายเรืออย่างแท้จริง เพราะเขาเป็นชาวสะเทินน้ำสะเทินบก และอยู่กับน้ำมาตั้งแต่เกิด เขาให้เด็กพายเรือตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสิบขวบ รวมทั้งเด็กผู้หญิงด้วย ดังนั้น ทั้งที่เรือจอแจแน่นขนัดเช่นนี้ ก็ไม่ปรากฏว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ยิ่ง…
แล้วถ้าเรือคว่ำ…ก็ไม่มีใครจมน้ำตาย เขาเพียงแค่พลิกเรือกลับ แล้วนั่งแจวต่อไปเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เรือเหล่านี้เล็กนิดเดียว อยู่ในน้ำโดยลำพังก็ไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้แล้ว ดังนั้น ไม่มีฝรั่งคนไหนสามารถลงไปนั่งได้ หรือถ้ามีคนช่วยจับไว้ แล้วลงไปนั่งได้สำเร็จ เพียงแค่แจว ๒-๓ ครั้ง เรือก็จะพลิกคว่ำทันที…”ด้วยเหตุนี้จึงมีคำกล่าวว่า พวกฝรั่งนั่งดูคนไทยพายหรือแจวเรือเหมือนกับนั่งดูการแสดงกายกรรมทางน้ำเลยทีเดียว

อาจารย์สุเมธยังบันทึกไว้อย่างน่าสนใจอีกว่า อองรี มูโอต์ นักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ชาวฝรั่งเศส ถึงกับบอกว่า “คนไทยขี้เกียจ จะไปไหนก็ต้องนั่งแจวเรือไป หรือหากอยู่กับบ้าน (เรือนแพ) ก็นั่งเฉยๆ ไม่มีเลยที่จะออกกำลังกายขี่ม้าหรือเดินเหิน ถ้าถูกบังคับให้ทำสิ่งเหล่านี้แล้ว เห็นจะต้องงงกันไปหมด ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี แต่อย่างไรก็ตาม คนไทยถือว่ามีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะเดินไปไหนต่อไหน ในเมื่อทุกคนสามารถแจวเรือไปได้อย่างสบาย…

ฟังน้ำเสียงมูโอต์แล้วจะเห็นว่าเขาพูดเองเออเอง ในเมื่อมันเป็นความจริงที่ว่า เมื่อพายเรือไปได้สบายๆ แล้ว ใครจะบ้าเดินไปให้เมื่อย แล้วการพายหรือแจวเรือก็คือการออกกำลังกายไปในตัวนั่นเอง มิพักต้องไปขี่ม้าล่าสัตว์ให้สิ้นเปลืองกำลังไปทำไม ไม่ใช่เพราะคนไทยขี้เกียจแต่อย่างใดเลย เช่นเดียวกับโยคิม บูเว่ บาทหลวงฝรั่งเศสอีกท่านหนึ่งบันทึกว่า…
คน (ไทย) เหล่านี้เป็นคนดี ไม่มีอะไรที่จะต้องติ เพียงแต่ว่าชอบอยู่เฉยๆ ไม่ทำงาน อย่างไรก็ตามถ้าต้องพายเรือแล้ว พวกเขาจะเห่เรือกันอย่างสุดเสียง ทั้งยังพายเรือด้วยความสง่างามเหมือนกับเป็นของง่าย…ส่วนผู้หญิงก็คัดท้ายอย่างทะมัดทะแมง…”

จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่ยังมีฝรั่งอีกคนบันทึกไว้ว่า กรุงศรีอยุธยามีเรืออยู่ทั้งสิ้นถึงสองแสนลำ โดย บาทหลวงตาชาร์ด บันทึกว่า “ในปี พ.ศ.๒๒๒๘ มีพิธีต้อนรับทูตในแม่น้ำ มีชาวบ้านกว่า ๖๐๐,๐๐๐ คน พายเรือกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ลำ มาร่วมพิธี มาถึงวันนี้ เมื่อได้ประจักษ์ตาในจำนวนเรือมากมายของชาวคลองเจ้าเจ็ด ที่ทั้งพาย ทั้งแจว และทั้งขับเรือมาร่วมงานบุญเข้าพรรษาแล้ว ก็ประจักษ์แก่ใจตนว่า บันทึกของบาทหลวงชาวตะวันตกที่อ้างอิงมานั้น ไม่ได้เกินเลยไปแม้แต่น้อย”

ภูมิปัญญาของไทยในการใช้เรือเป็นยานพาหนะแต่โบร่ำโบราณนั้น มีให้เห็นเป็นหลักฐานเด่นชัดที่พิพิธภัณฑ์เรือ ภายในวัดยาง ณ รังสี จังหวัดลพบุรี ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจบทบาทหน้าที่ของเรือแต่ละประเภท ไม่ต่างจากรถแต่ละชนิด อย่าง “เรือหมู” ใช้บรรทุกข้าวได้เหมือนรถกระบะ “เรือเอี้ยมจุ๊น” ซึ่งแปลว่าเรือเกลือ ก็เทียบได้กับรถสิบล้อ ใช้บรรทุกสินค้าได้ทีละมากๆ “เรือสำปั้น” ใช้ทำเป็นเรือขายกาแฟหรือก๋วยเตี๋ยว ส่วน “เรือผีหลอก” เป็นเรือหาปลาของชาวลุ่มน้ำภาคกลาง รูปทรงเหมือนเรือบดหรือเรือสำปั้นนั่นแหละ แต่เพิ่มกระดานหน้ากว้างสักสามคืบ ความยาวเท่าลำเรือ ที่สำคัญคือต้องเป็นกระดานทาสีขาว แนบไว้ข้างลำเรือ เพราะเพื่อเมื่อพายออกไปหาปลาในคืนเดือนมืด สีขาวของไม้กระดานจะสว่างวาบเป็นจุดเด่น ล่อปลาขึ้นมาเล่นแสง และให้จับได้โดยง่าย แต่เพราะต้องออกหาปลาในคืนเดือนมืด พอเรือผ่านบ้านไหน หมาบ้านนั้นก็จะออกมาเห่าหอนกันเกลียว เลยถูกเรียกมาแต่ไหนแต่ไรว่า “เรือผีหลอก”

ที่น่าสนใจอีกลำหนึ่งคือ “เรือเข็ม” ลำเล็กนิดเดียว หัวแหลมเฟี้ยวสมชื่อ ว่ากันว่าอุปมาเหมือนรถมอเตอร์ไซค์ เอาไว้ซิ่งไปอวดหรือไปจีบสาว เพราะเป็นเรือเล็ก ต่อด้วยไม้เบา หัวและท้ายเรือจะเพรียว มีพนักพิงสำหรับนั่งพายได้คนเดียวอย่างเท่ ทำให้เคลื่อนตัวได้เร็ว แถมใบพายเป็นใบพายสองใบอย่างฝรั่งพายเรือแคนู อันเป็นข้อยืนยันว่า วัฒนธรรมการพายเรือสองใบพายไม่ได้มีเฉพาะตะวันตกเท่านั้น ที่สำคัญ คือเจ้าเรือเข็มปราดเปรียวลำนี้ เวลาพายไปติดดอนหรืออะไรก็ตาม สามารถเอากระเดียดเอวอุ้มเดินไปได้สะดวกสบายทีเดียว นับเป็นเรือสำหรับหนุ่มวัยรุ่นวัยซิ่งโดยแท้

มีบันทึกว่า “ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการจัดแข่งขันเรือเข็มอวดแขกบ้านแขกเมืองเป็นที่เอิกเกริกยิ่งนัก แต่ภายหลังเมื่อเทคโนโลยีสูงขึ้น เรือเครื่องใหญ่ๆ ที่แล่นไปทีก็ทำคลื่นลูกโตเท่าบ้าน ได้ทำให้เรือเล็กๆ อย่างเรือบด เรือเข็มหายไปจากแม่น้ำลำคลองโดยปริยาย
โถ…ก็อุตส่าห์อาบน้ำประแป้งแต่งตัวเสียเรี่ยมไปอวดสาว โดนเรือเครื่องทำคลื่นซัดเรือเข็มจมคว่ำหมดหล่อ แล้วใครจะทู่ซี้ใช้ต่อไป สู้หันไปซิ่งเรือหางยาวส่งเสียงแสบแก้วหูแม่โฉมตรู…สะใจกว่าเป็นไหนๆ

*************************
หมายเหตุ ชื่อเรื่อง “ปีทองอันแสนสุขที่ไม่อาจหวนคืน” แรงบันดาลใจจากหนังสือ “ปีทองอันแสนสุข” วรรณกรรมเยาวชนในชุด ”บ้านเล็กในป่าใหญ่” โดย ลอร่า อิงกัลส์ ไวล์เดอร์ แปลและเรียบเรียงโดย “สุคนธรส” ที่น่าประทับใจในวัยเด็ก