คอลัมน์ : เปลือยความคิดบนเส้นทางนักเขียนสารคดีที่ชื่อ ธีรภาพ โลหิตกุล
Writer Magazine ฉบับที่ ๔๗ เมษายน ๒๕๔๐
โดย: ปณิธิ-พจนาถ พจนาพิทักษ์

(ต่อจากเมื่อวาน)
จากพงไพรถึงสายน้ำ


ฝันอยากทำงานแบบไหนอยู่บ้าง?
ธีรภาพ
: อยากทำสารคดีที่เป็นอัลบั้มภาพ ใช้ภาพนำเสนอเรื่องราว พูดไปนี่ก็ถือว่าเป็นความใฝ่ฝันของนักสารคดีแทบทุกคน ภาพของผมไม่ใช่ภาพที่สวยแบบส่งประกวด แต่มันได้เรื่องมันบอกเล่าอะไรได้พอสมควร คิดว่าหนังสือของผมนี่ภาพช่วยได้เยอะภาพทำให้เรื่องเด่น ในขณะที่เรื่องก็มีส่วนทำให้ภาพเด่นขึ้นด้วย มันหนุนช่วยซึ่งกันและกัน หากเอาภาพผมไปวางไว้โดด ๆ มันอาจไม่มีความหมายมากเท่าไหร่


ทุกวันนี้อุปกรณ์ ในการถ่ายภาพเยอะไหม?
ธีรภาพ : น้อยมาก…หลัง ๆ มีพวกฟิเตอร์(Filter) เพราะเจอปัญหาอย่างฟ้าขาวจังเว้ย ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ก็ไม่ถึงกับติดเลนส์ที่มีรุ้งขึ้นมาได้ เรายังติดอยู่กับความเป็นจริง

พูดถึงเรื่องภาพ ภาพของคุณมักจะมีผู้หญิงมีอะไรพิเศษไหม?
ธีรภาพ : ผู้หญิงหรือ ในทุก ๆ ชนชาติ ผู้หญิงจะเป็นผู้รักษาวัฒนธรรมของตัวเองไว้ได้มากที่สุด ผู้ชายหันไปนุ่งยีนส์ แต่ผู้หญิงยังนุ่งผ้าซิ่นอยู่ ยังมีผ้าคลุมผม ทาหน้า ทาอะไรอยู่ จึงช่วยไม่ได้ที่ผมจะถ่ายผู้หญิง ผมก็ส่งไปให้เขาเลือกนะ(หมายถึงหนังสือ-นิตยสารต่าง ๆ ) ทั้งภาพผู้หญิงผู้ชายแต่เขาเลือกผู้หญิงทุกที ผมไปบังคับฝ่ายศิลป์เขาไม่ได้…


ดูเหมือนหมู่ประเทศทางใต้ ไม่ค่อยปรากฏในงานสารคดีของคุณ ที่เคยเห็นชิ้นหนึ่งมีเพียงอินโดนีเซีย ทำไมประเทศอย่างมาเลย์เซียหรือสิงคโปร์ บรูไน ไม่มีอะไรน่าสนใจหรือ?
ธีรภาพ : ผมมุ่งไปทางอินโดจีนมากกว่าเพราะมีการเยอะ มีการต่อสู้ มีชนเผ่า มีอะไรมากกว่า อีกอย่างหนึ่งต้องยอมรับข้อจำกัดทางศาสนาอิสลามมีมาก ซึ่งเราต้องระมัดระวัง ทำให้เกร็ง การจะไปเจาะเอาความรู้สึกนึกคิดค่อนข้างลำบาก หรือการไปถ่ายรูปสาวมุสลิมนี่ยากมากเกร็งชะมัด

เคยลองถ่ายแล้วหรือ?
ธีรภาพ : เคย อย่างที่นราธิวาสก็ยังอยากอยู่

งานของคุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเดินทาง ?
ธีรภาพ : มันเป็นเรื่องจำเป็น และผมก็มีความสุขกับมัน ซึ่งประสบการณ์ในการเดินทางก็ไม่ใช่แค่เอามาเขียนในวันนี้ วันข้างหน้าก็ยังใช้ได้ไม่รู้จบสิ้น ยกตัวอย่างไปเยรูซาเล็ม สมมุติอีก ๒๐ -๓๐ ปีข้างหน้ายิวกับปาเลสไตน์เลิกรบกัน จะไม่เขียนได้ไง มันก็ต้องเขียน… เขียนจากประสบการณ์ที่ครั้งหนึ่งเคยไปมาตอนที่กำลังรบกันอีรุงตุงนัง ฆ่ากันอย่างกับเป็นผักเป็นปลา ภาพที่เรามีอยู่นี่ อีก ๒๐-๓๐ ปีต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่ดำรงอยู่คือความคิด แล้วภาพนั้นสามารถดึงมาใช้ได้ ที่สำคัญคือความคิดที่มีต่อรูปภาพนั้นต้องไม่หยุดนิ่ง นั่นคือเราต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงของโลก ของสังคมอยู่เสมอ ไดบริหารความคิด ได้ใช้มุมมองอยู่เสมอ


เมื่อวันที่ต้องหยุดเดินทางงานเขียนของคุณจะออกมารูปแบบไหน?
ธีรภาพ : ก็ยังเป็นงานสารคดี แต่อาจเป็นเชิงมุมมอง เชิงวิวพ้อยต์(View point) ต่อโลก ต่อเศรษฐกิจ การเมืองเท่าที่เคยเห็นมาจากประสบการณ์ในการเดินทาง เป็นมุมมองเชิงสังคมของคนทำสารคดี ซึ่งในอนาคตมองว่าเราต้องการทัศนะอันหลากหลาย ถ้าเรายังใช้ความคิด ยังติดตามโลก ยังไม่ตัดขาดจากข่าวสาร ก็มีแง่มุมให้เขียนมากมายไม่รู้จบ

ถ้าเปรียบเทียบ ธีรภาพ โลหิตกุล กับเมืองสักเมืองที่ตัวเองได้เดินทางมาถึงวันนี้ในทางนามธรรมคุณคิดว่าวิถีชีวิต และอุปนิสัยของคุณ น่าจะเป็นเมืองใด ?
ธีรภาพ : ถ้าโดยพื้นฐานของผมเอง ผมปิ๊งอันหนึ่งนะ คือผมชอบบาหลี ไม่ได้ชอบในฐานะเมืองตากอากาศระดับโลก ผมคิดว่ามันเหมือนผมอย่างหนึ่งตรงที่ว่า…พวกแปซิฟิค เขาจะชอบแซวว่า ผมเป็นพวกชอบกินเคเอฟซี คือจริง ๆผมก็ไม่ได้ชอบพวกฟาส์ตฟู๊ด แต่คล้ายกับว่า จากอาหารปกติในสัปดาห์ จะมีวันหนึ่งไปกินไอ้พวกนี้บ้าง เติมสีสันให้ชีวิตบ้าง และมันง่าย สะดวกเพราะมันใกล้กับแหล่งที่เราไปดูหนัง แต่โดยวิถีชีวิตปกติชอบอะไรที่เป็นพื้นถิ่น พื้นบ้าน สนใจเรื่องศิลปวัฒนธรรม แต่ก็ไม่ปฏิเสธเทคโนโลยี ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วตัวเองก็ไม่ค่อยประสีประสากับมันเท่าไหร่นักหรอกนะ ไม่ถึงกับมีมือถือใช้ แต่คิดว่าระดับความจำเป็นของเรามีเพจสักตัวก็ไม่ถึงกับปฏิเสธ แต่ก็ไม่ถึงกับเห่อตามแฟชั่น ผมจะไม่วิ่งตามตรงนี้เด็ดขาด คิดว่าแค่เรื่องความจำเป็นของการใช้สอยและสถานะของเราที่จะมีได้

บาหลีก็เป็นแบบนั้น ยังดำรงพื้นฐานของความเป็นพื้นถิ่นของตัวเองอยู่ ยังรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของตัวเองอยู่ แต่บาหลีก็มีเคเอฟซี มีแมคโดนัลด์ มีจานดาวเทียมที่ทันสมัย ผมรู้สึกว่าผมชอบ บาหลีเป็นการผสมผสานที่ดีเช่นแมคโดนัลด์ ในตึกที่ไม่สูงเกินยอดมะพร้าว และตึกนั้นจะต้องตกแต่งด้วยศิลปะสไตล์บาหลี ผมคิดว่ามันอยู่ด้วยกันได้นะ ผมชอบภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่อาจเขียนด้วยคอมพิวเตอร์อะไรอย่างนั้น เอาเทคโนโลยีมาใช้แต่ไม่เป็นทาสมัน ซึ่งบาหลีก็เป็นอย่างนั้น


คุณเป็นคนประทับใจอะไรง่ายไปหรือเปล่า?
ธีรภาพ : คิดว่าอย่างนั้น จนหลาย ๆ คนเขามีความรู้สึกว่าผมรักใครง่ายและก็อกหักง่าย แต่ก็เป็นคนที่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงและสภาพความเป็นจริงได้ อาจมีเรื่องต้องเสียใจ แต่ผมก็ใช้เวลาไม่นานในการทำความเข้าใจ

เช่นเดียวกับคุณก็เป็นคนที่ประทับใจเมื่อใคร ๆ ได้ รู้จัก คุณวางน้ำหนักของมิตรภาพในการมีชีวิตไว้อย่างไร ?
ธีรภาพ : ก็ให้ความสำคัญแต่ไม่ถึงกับมีมาตรฐานเข้มงวด และเคร่งครัดสำหรับคนที่จะมาเป็นมิตร หรือคำว่ามิตรภาพต้องหมายถึงต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แต่โดยนัยยะ ในความคาดหวังนั้น เราจะมีเพื่อนบางคนที่เรานึกถึงเขาก่อน


สมมุติว่าคุณต้องไปในสถานที่ใดสักแห่งหนึ่งที่เขาบังคับให้บันทึกเรื่องราว ที่นั่นด้วยวิธีการเพียงวิธีเดียว ระหว่างภาพถ่ายกับภาพเขียนคุณเลือกอะไร?
ธีรภาพ :เขียนหนังสือแน่นอน เพราะว่าต่อให้ภาพมันแทนคำได้นับพันคำยังไง มันก็แทนอารมณ์ผมบางอารมณ์ไม่ได้ แต่งานเขียนมันถ่ายทอดใจผมออกมาได้หมดทุกอย่าง งานเขียนถ้าเปรียบเป็นเกษตรกร ก็เป็นเกษตรกรแบบยั่งยืน ผมไม่ได้ดูถูกการถ่ายภาพนะ แต่ต้องยอมรับว่าผมไม่ได้โตมากับการถ่ายภาพ ผมไม่ได้เป็นคนที่มีพื้นฐานมากับการถ่ายภาพ และผมก็ให้คุณค่ากับนักถ่ายภาพที่แท้ด้วย เพราะเขาเป็นคนที่มีความสามารถ เป็นงานศิลปะแขนงหนึ่ง เพียงแต่ผมไม่คาดหวังว่าผมจะเติบโตไปในทางสายนั้น

วันข้างหน้าผมถ่ายรูปไม่ไหว ก็เขียนหนังสือได้ สมมุติว่าไม่มีคอมพิวเตอร์ ดินสอสักอันก็ใช้ได้แล้ว ใช่ไหม แต่ว่าการถ่ายภาพมันต้องใช้ศิลปะ ต้องใช้ใจและต้องใช้ศักยภาพทางร่างกายด้วย แต่การเขียนหนังสือนั้นขอเพียงคุณมีจิตใจที่เข้มแข็ง แม้ร่างกายจะโรยราไปหน่อยก็ยังเขียนหนังสือได้ มันเป็นสิ่งที่ยั่งยืนในใจเรา เพราะฉะนั้นผมยังฝันที่จะเห็นภาพในอนาคตของผมเขียนหนังสือโดยมีลูก ๆ อยู่ข้าง ๆ อะไรอย่างนี้…


จบ“ ลูกผู้ชายสายน้ำ”