คอลัมน์ : เปลือยความคิดบนเส้นทางนักเขียนสารคดีที่ชื่อ ธีรภาพ โลหิตกุล
Writer Magazine ฉบับที่ ๔๗ เมษายน ๒๕๔๐
โดย: ปณิธิ-พจนาถ พจนาพิทักษ์


จากพงไพรถึงสายน้ำ (ต่อจากเมื่อวาน)

ในการเขียนสารคดีแต่ละเรื่องคุณมีกระบวนการทำงานอย่างไร?
ธีรภาพ : ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร คงเหมือน ๆ งานเขียนทั่ว ๆ ไป เริ่มต้นจากการวางพล็อตก่อน ไม่ใช่ว่าพอเป็นสารคดีแล้วเดินดุ่ม ๆ ไปหาเรื่องเอาในพื้นที่ ต้องวาสงพล็อต ศึกษาข้อมูลเอกสาร แล้วลงพื้นที่ไปคุยกับชาวบ้าน มองเหตุการณ์ มองความเคลื่อนไหว เราคิดอย่างไรต่อเหตุการณ์นั้น จุดสเะทือนใจมันอยู่มันอยู่ที่ตรงไหน ผมพูดอยู่เสมอว่าเมื่อลงพื้นที่ มันเหมือนโต๊ะทำงานรกสุดขีด มีอะไรประเดประดังเข้ามา เดี๋ยวคนโน้นพูดอย่างนี้ เดี๋ยวคนนี้พูดอย่างนี้ อยู่ที่เราจะนำจุดเด่นขึ้นมานำเสนอ

ถ้าเช่นนั้นความลงตัวของงานสารคดีดูจากตรงไหน?
ธีรภาพ : ไม่ยัดเยียดข้อมูลจนเกินไปจนกลายเป็นแบบเรียน ขณะเดียวกันก็ไม่ยัดเยียดความรู้สึกนึกคิด เข้าไปจนเกินเลย ไม่งั้นคนอ่านเขาจะรู้สึกว่าถูกบังคับให้พลอยรู้สึกไปกับเราด้วย หลักสำคัญที่ต้องคิดอยู่เสมอก็คือจะใส่ศิลปะอย่างไรให้ความจริงนั้นถูกนำเสนอออกมาแล้ว ผู้เสพก็เสพอย่างรื่นรมย์ ซึ่งก็หมายถึงการดำเนินเรื่อง การใส่อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครจากพื้นที่จริง ภาษาสำนวนไม่วิลิศมาหราเกินความเป็นสารคดี แต่มีการใช้ถ้อยคำให้หลากหลายเพื่อก่อให้เกิดน้ำหนักและความสละสลวย เช่นเมื่อพูดถึง “ตังเก” ก็อาจมีคำอื่นมาใช้อาจเป็น “ คนหาปลา”มันก็อาจให้อีกฟิลลิ่งหนึ่ง “ชาวประมง”ก็อีกฟิลลิ่งหนึ่ง บางครั้งก็มีความรู้สึกเหมือนกำลังเขียนเรื่องสั้นนะ เพียงแต่เป็นเรื่องสั้นที่มาจากชีวิตจริง ๆ

แสดงว่าคนทำสารคดี ต้องมีมิติทางอารมณ์ด้วย ?
ธีรภาพ : ใช่…งานสารคดีไม่ควรจะมีข้อมูลแต่ทางกายภาพหรือชีวภาพทางขั้นมูลถ่ายเดียว ต้องมีข้อมูลทางหรือจิตวิญญาณด้วย จะทำให้มีมิติที่ลึก มิใช่แค่กว้างหรือรอบด้านอย่างเดียว


ปัจจุบันดูเหมือนการเขียนสารคดี อาจจะไม่ใช่เรื่องยากสักเท่าไหร่ เพราะถ้าเราดูตามแผงหนังสือในนิตยสารจะมีคนเขียนมีงานคล้าย ๆ ลักษณะนี้กันเยอะ คือไปเที่ยวที่ไหน กลับมาก็เขียนโดยใช้อารมณ์ และความรู้นึกคิดของตัวเองบรรยายมากกว่าข้อมูล
ธีรภาพ : ยุคนี้เป็นยุคบูมของสารคดี แต่พอบูมมาก ๆ มันก็เกิดปรากฏการณ์ที่ว่าไม่ค่อยพัฒนาแนวทางในการนำเสนอ ทำให้แนวการเขียนสารคดีมันเป็นสารคดีท่องเที่ยว ผมมักจะใช้คำว่าเป็นชักม้าชมเมืองไปเรื่อย ๆ จะได้ประโยชน์แต่เพียงคู่มือนักเดินทาง ผมมองว่าสารคดีมันไม่น่าจะมีประโยชน์เพียงเท่านั้น มันควรจะบอกประโยชน์กับคนที่ไม่มีโอกาสได้ไป อ่านแล้วรู้สึกเหมือนได้ไป ได้อรรถรสจากการอ่าน สารคดีท่องเที่ยวจำนวนมากดูเหมือนกับว่า ถ้าไม่คิดจะเดินทางอ่านแล้วก็ไม่ได้อะไรเลย เป็นข้อมูลที่แห้ง ๆ หรือว่าพูดรายละเอียดของการเดินทางมากเสียจนไม่มีประโยชน์อะไร บางคนก็เริ่มเขียนตั้งแต่นัดเจอกันที่ บขส. อะไรอย่างนี้ คือการเล่ารายละเอียดการเดินทาง ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ ผมเองบางครั้งก็เล่า แต่ว่ามันต้องเป็นการเดินทางที่มีอะไรพิเศษจริง ๆ เช่นนั่งเกวียนระหกระเหิน อันนี้น่าสนใจไม่ธรรมดา แต่ว่าเจอกันที่ บขส. เช้าขึ้นกินไข่เจียว มันไม่จำเป็น คนเริ่มต้นเขียนใหม่ ๆ มักจะเขียนแบบนี้ ซึ่งผมว่าบาทีก็น่าห่วงเหมือนกันว่า ในที่สุดแล้วสารคดีกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ กลายสถานะเป็นคู่มือการท่องเที่ยว


เวลาคุณอ่านงานเขียนสารคดีของคนอื่น คาดหวังอะไรในฐานะนักอ่านคนหนึ่ง?
ธีรภาพ : อรรถรสจากการอ่านอันนี้แน่นอนคือหมายความว่านอกจากเขาจะพาเราไปเที่ยว สมมุติว่า ไปเที่ยวเขาใหญ่ นอกจากจะให้ผมได้สาระความรู้เกี่ยวกับนิเวศน์วิทยาของเขาใหญ่ ผมยังอยากได้อรรถรสในการร้อยเรียงเรื่องราวของเขา ผมยังอยากได้ความสนุกรื่นรมย์ หรือความหวนหาอาลัยที่มันลึกลงไปในความรู้สึกนึกคิดมากกว่าข้อมูลล้วน ๆ นักเขียนรุ่นใหม่ที่ผมชอบถือว่ามีวี่แววและมาแรงมากที่สุดในขณะนี้ คือ นัทสุมน เตมีย์ เหมือนเป็นนักถ่ายภาพใต้น้ำที่ถือได้ว่าเป็นท็อปโฟว์ของเมืองไทย แต่เขียนอารมณ์ ความรู้สึกภาษาดี การอุปมาอุปไมย การใส่ความรู้สึก ซึ่งมันทำให้คุณค่าของการเดินทางของเขามีความหมายมากกว่าการแนะนำว่า…ตามผมมาสิ จะพาไปโน่นไปนี่ธรรมดา

แล้วสิ่งที่นักอ่านไม่เคยอ่านงานของคุณมากก่อน ไม่ควรคาดหวังจากงานของคุณ?
ธีรภาพ :ข้อแรกคือข้อมูลการท่องเที่ยว เพราะว่ามันไม่ใช่วารคดีล้วน ๆ แต่ก็มีเหมือนกันนะที่บางเรื่องถูกขอร้อง ให้เขียนอย่างนั้น ก็จะแนะนำเป็นการท่องเที่ยวจริง ๆ แต่ ๘๐ % ผมยืนยันว่างานเขียนของผมไม่ใช่งานสารคดีท่องเที่ยว ข้อต่อไปไม่ต้องคาดหวังว่ามันต้องตื่นเต้นเร้าใจ ราวกับนิยายผจญภัย เพราะว่าถึงที่สุดเราก็ยืนยันในเรื่องของสารคดีที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง อาจจะมีบางเรื่องที่เศร้ากว่านิวนิยาย แต่มันก็ไม่ใช่ทุกเรื่อง และผมยังยืนยันตรงนี้ ผมคงจะเขียนได้เท่าที่ผมไปเห็นและสร้างสรรค์ เอามานำเสนอได้


ผลงานรวมเล่มของตัวเองทั้งหมด พอใจกับเล่มไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า?
ธีรภาพ : ถ้าเป็นเชิงทัศนะความคิด ผมพอใจกับ “สายน้ำและความทรงจำ” แต่ถ้าเชิงประวัติศาสตร์ ก็ “กบฏเกือก” เล่มนี้เป็นงานที่หนักมากในแง่การคิดพล้อต สร้าพล็อตในแง่ของประเด็นอาจจะพอ ๆ หรือด้อยกว่าสายน้ำฯ แต่พูดถึงการค้นคว้าแล้วหนักกว่ามากถึง ๒ ถึง ๓ เท่า

ฝันอยากทำงานแบบไหนอยู่บ้าง?
ธีรภาพ : …………..



ติดตาม “ ลูกผู้ชายสายน้ำ” ตอนต่อไป