เรื่องสั้นแปล / โนเบล
แปลจาก Samson Garcia, Traveling Photographer ของ คามิโล โฮเซ่ เซลา
นิรัติศัย หล่ออรุโณทัย แปล

เมื่อไหร่ก็ตามที่แซมซัน การ์เซีย เซอร์เซรา วาย เอ็กซ์โพสซิโต เด อัลบาเซเตแนบใบหน้าเข้ากับกล้องถ่ายภาพ เขาจะใช้ตาข้างขวาในการเล็งผ่านช่องเลนส์ เพราะตาข้างซ้ายของเขาซึ่งแม่นยำ ในการเล็งระหว่างถ่ายภาพถูกควักทิ้งที่โซริอูเอลา เขตฆาแอง ในวันที่มีงานเฉลิมฉลองประจำปีของท้องถิ่นซาน คลอดิโอ ( ตรงกับวันที่ 30 ตุลาคม เพื่อรำลึกถึงนักบุญคลอเดียส ผู้พลีชีพเพื่อศาสนจักรคาทอลิกและออร์โธดอกซ์— ผู้แปล ) ปีที่เผด็จการครองเมือง แต่โชคร้ายเมื่อเขาเกิดโต้เถียงกับชายชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อฮวนนิโต เคลียร์มงต์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า อริสตีด บรียอง ที่ 2
แซม การ์เซียหลงใหลการถ่ายภาพคนตั้งแต่เยาว์วัย นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ดอน อิบริโด การ์เซีย เอ๊กซ์โพสซิโตผู้เป็นพ่อเฆี่ยนตีเขาจนเนื้อตัวฟกช้ำดำเขียว เขาอยากรู้เหตุผลในเรื่องนี้อย่างชัดเจน เพราะแกยืนยันเสมอว่าการถ่ายภาพคนไม่ใช่อาชีพของลูกผู้ชาย
“ผมอยากจะถามพ่อหน่อย” แซมซันเถียงในขณะที่พยายามเรียกร้องความเห็นใจ “ตั้งแต่เมื่อไหร่กันเล่าที่นักถ่ายภาพผู้เดินทางจากเมืองนี้ไปเมืองโน้นเป็นผู้หญิง”
ต่อจากนั้นดอน อิบริโดก็จะออกอาการเดือดดาลและเริ่มส่งเสียงคำราม
“ฉันบอกให้หุบปาก ! คน อกตัญญู ! สิ่งที่แกจำเป็นต้องทำคือการให้ความนับถือพ่อให้มากกว่านี้ มีความเคารพและมีหลักศีลธรรมให้มากกว่านี้หน่อย เด็กบ้าอะไร !”
ดอน อิบริโดนักตรรกวิทยาผู้ไม่มีวันที่จะเปลี่ยนความคิดยึดมั่นถือมั่นของเขาจากที่เป็นอยู่ ส่วนแซมซัน เมื่อไหร่ที่เห็นพ่อบังเกิดเกล้าของเขาออกอาการเหมือนตัวตลกเขาก็จะเงียบ เพราะหากไม่เช่นนั้นแล้ว อะไร ๆ ก็มีแต่จะเลวร้ายลง
“ใจเย็นพ่อ ใจเย็น ๆ ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้เกิดความขุ่นข้องเสียหาย”
“ก็ได้ ก็ได้ …”
โดยอาชีพ ดอน อิบริโด การ์เซีย เอ๊กซ์โพสซิโตเป็นเจ้าของโรงแรมผู้ปลดระวางตัวเอง เขาบริหารกิจการโรงแรมนานถึงสามสิบปีหรือมากกว่านั้นที่คาเบซซาลาดอซ ใน ลา มันชา บริเวณตีนเขาเซียรา กอร์ดา ไม่ไกลจากทะเลการ์ริซโซซาและเปร์ดิกูเอรา เขามีรายได้เป็นเงินเพียงไม่มาก นับจากวันเวลาที่เขาเป็นเจ้าของโรงแรม แต่ดอน อิบริโดได้สั่งสมนิสัยการชอบออกคำสั่งแบบเผด็จการอย่างที่เขาชอบพรั่งพรูออกมาให้ได้ยิน
“ฉันชอบคนที่มีนิสัยแบบเผด็จการ ชอบคนที่ใช้คำพูดเด็ดขาดว่า ‘แบบนี้’ ทุกคนต้องเป็นแบบนี้ ไม่ว่าเขาจะชอบหรือไม่ก็ตาม คนเหล่านี้แหละที่ฉันเรียกเขาได้เต็มปากว่าเป็นคนจริง ! ปัญหาในทุกวันนี้คือหาคนที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเป็นเผด็จการไม่เจอ หากพูดถึงคนที่เป็นเผด็จการ ให้ดูตัวอย่างพระคาร์ดินัล ซิสเนรอส และวีรสตรีอกุสตินา เด อาเรกอน นั่นคือความหมายของเผด็จการ ที่แท้จริงตามที่ฉันพูด ไม่ใช่พวกที่เราเห็นกันอยู่จนชินตา พวกที่แค่เห็นคนบาดเจ็บสาหัสเพียงโหลครึ่งโหลก็พาลจะเป็นลมให้ได้ ! ฉันไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าโลกจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร”
…..

ด้วยความที่มีนิสัยเผด็จการ พูดหรือทำสิ่งที่คาดไม่ถึงอย่างนี้นี่เอง ดอน อิบริโดจึงทำให้คนรอบข้างตัวเขาขาดความมั่นใจที่จะพูดหรือกระทำสิ่งต่าง ๆ ยกเว้นภรรยาของเขาผู้มาจากดินแดนละตินเพียงคนเดียว วันหนึ่งหลังจากที่แต่งงานได้ไม่นาน เขาถูกหล่อนตบบ้องหูด้วยเตารีดโบราณ จนทิ้งร่องรอยเหี่ยวย่นและยับยู่ยี่เหมือนริ้วรอยบนหัวกะหล่ำปลีมาจนถึงปัจจุบันนี้
แซมซันซึ่งเป็นคนง่าย ๆ จึงทำให้ดอน อิบริโดวิตกกังวลไม่สิ้นไม่สุด แกนึกไม่ออกว่าลูกชายจะเจริญรอยตามใคร รู้สึกเจ็บปวดมหาศาล เมื่อสงครามสิ้นสุดแกได้อ่านคำแถลงบางอย่าง จากรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเกี่ยวกับเรื่องการใช้อำนาจปกครองอย่างเด็ดขาด นั่นทำให้แกเริ่มเกิดอาการตัวสั่นและชักดิ้นชักงอด้วยความปวดร้าว สถานการณ์ที่ยุ่งเหยิงและละเอียดอ่อน ! แกคิด เราจะถูกจับผิดอย่างรุนแรงก็คราวนี้ละ แซมซัน การ์เซียพร้อมด้วยกล้องถ่ายรูปแบบโบราณที่มีขาตั้ง 3 ขาและฮูดบังแสงลักษณะคล้ายแอคคอร์เดียน ดวงตาที่เหลือเพียงข้างเดียวและคำพูดที่ว่า “การใช้อำนาจปกครองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด” สร้างความหงุดหงิดในหัวใจให้กับเขาไม่น้อย
เขาตระเวนทำข่าวหลากหลายรูปแบบในสเปน ข่าวที่เขาทำ เช่น ถ่ายภาพเด็ก ๆ หน้าตาน่ารัก ทรงผมหน้าม้า สวมรองเท้าแตะที่ทหารราบส่งเป็นของขวัญมอบให้พวกเด็กที่อยู่ห่างไกล ทำข่าวสาวใช้ผู้มีขนเหมือนหญ้างอกขึ้นตามลำคอ แถมด้วยกลุ่มเด็กสาวในเมืองเล็ก ๆ ซึ่งความสวยที่คาดไม่ถึงของพวกหล่อนปรากฏออกมาให้เห็น ขอบคุณไวน์ขาวและพิธีการที่น่าผิดหวังของการแต่งงาน ด้วยความร่าเริงอย่างที่สุด และด้วยความเป็นกวีที่แท้จริง แซมซัน การ์เซียรู้สึกมีความสุขต่อการงานที่ได้เดินทางท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่าง ๆ
“นี่คือความคุ้มค่าน่าพอใจ” เขาคิดแบบนี้ในบางโอกาสหลังรับประทานอาหาร “ที่สามารถทำมาหากินจากการยิ้มของผู้คน ! ฉันคิดว่าไม่มีการงานที่ไหนในโลกเหมือนการงานแบบนี้อีกแล้ว ไม่มีเลย ไม่มีแม้แต่งานเดียว แม้แต่คนทำขนมปังอบก็ไม่เอมอิ่มเท่ามันด้วยซ้ำ !”
แซมซัน การ์เซียรักธรรมชาติ รักเด็กชายและเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ รักสัตว์และพืช และสาเหตุที่อริสตีด บรียอง ที่ 2 ควักดวงตาของเขาออกมาก็เพราะเหตุว่าแซมซันไปต่อว่าชายชาวฝรั่งเศสคนนี้ในวันหนึ่งตอนที่ชายผู้นี้พยายามทดลองเครื่องประหารชีวิตแบบใหม่กับบรรดาแมวลองยาที่น่าสงสาร
…..
อริสตีด บรียอง ที่ 2 พูดว่า :
“ฉันรักความก้าวหน้าและรู้สึกภูมิใจที่สามารถให้ความช่วยเหลือพัฒนาบ้านเมืองด้านกลศาสตร์ นอกจากนี้ฉันเป็นคนต่างชาติซึ่งอยู่ภายใต้การคุ้มครองโดยกฎหมายประเทศฉัน”
แซมซัน การ์เซียโต้เถียงว่า แม้เขาเป็นชาวต่างชาติที่ได้รับสิทธิพิเศษแต่แมวนั้นเป็นแมวสเปน เขาจะไม่ยอมให้พวกมันถูกกระทำการทารุณ ด้วยคำโต้แย้งแบบนี้ทำให้อริสตีด บรียอง ที่ 2 ร้องตะโกนขึ้น :
“ไอ้สารเลว ไอ้ทุเรศ !”
แซมซัน การ์เซียตอบกลับว่าอริสตีดเป็นไอ้ตัวสารเลวเป็นไอ้ทุเรศยิ่งกว่าเสียอีก จากนั้นชายชาวฝรั่งเศสคนนี้ได้เข้าไปทำร้ายเขาอย่างรุนแรง เขาเหลือดวงตาเพียงข้างเดียว ดวงตาข้างเดียวตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของเขา เมื่อรักษาแผลหายดีแล้ว แซมซันใช้แผ่นปิดตาสีดำปิดทับดวงตาข้างที่หายไป ส่วนอริสตีด บรียอง ที่ 2 รีบเดินทางออกไปทันทีพร้อมด้วยเครื่องประหารชีวิตแบบใหม่ของเขาเพื่อทำการทดลองครั้งใหม่ต่อไป ชาวเมืองโซริอูเอลาส่วนใหญ่เข้าข้างแซมซัน การ์เซีย และต้องการที่จะรุมล้อมประชาทัณฑ์เอากับอริสตีด แต่มีบางคนเหมือนกันที่คิดตรงกันข้าม
“คนที่นายเห็นอยู่ตรงนี้” แซมซัน การ์เซียบอกพร้อมกับให้ดูภาพหญิงสาวรูปร่างดีในภาพถ่าย “เธอชื่อจีโนเววิตา มูนอซ นักร้องประสานเสียง เป็นคนพื้นเมืองบาเลนเซีย เดล มอมบวย เขตบาลาฆอซ ใกล้พรมแดนโปรตุเกส หันหน้าไปทางเซร์โร เมนติราส เด็กสาวซึ่งฉันหลงรักเธอในช่วงเวลาหนึ่ง”

แซมซัน การ์เซียดื่มอึกใหญ่พร้อมกับแสดงท่าทางแบบดอน ฮวนผู้มีประสบการณ์ ก่อนจะพูดต่อ :
“เพียงแต่ว่าเมื่อเธอต้องการเป็นที่รักใคร่ของใคร จีโนเววิตา มูนอซจะขี้โมโหมากทีเดียวมีเรี่ยวแรงมหาศาล แต่ไร้สมองโดยสิ้นเชิง ดังนั้นเมื่อเธอโกรธเคืองขึ้นมา ซึ่งจะเกิดขึ้นเดือนละครั้ง พวกเราต้องหลบเลี่ยงเธอเหมือนหนีโรคระบาด แม้แต่คนที่สนิทกับเธอมากที่สุดก็ตาม เขาคนนั้นซึ่งก็คือไอ้งั่งที่กำลังเล่าเรื่องอยู่นี่แหละวิ่งไปไม่ไกลนัก (วันหนึ่งเมื่อเขาวิ่งหนีไม่ทัน) จึงมีหลุมลึกฝากไว้เป็นอนุสรณ์บนผิวหนังของเขา มันเกิดจากเหล็กปลายแหลมของช่างทำรองเท้าที่จีโนเววิตา มูนอซเก็บไว้ในกระเป๋าเดินทางของเธอ พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าทำไม ดูซิเนี่ย—จับดูสิ !”
…..

หลุมลึกซึ่งแซมซันเปิดให้เห็นอย่างเด่นชัดบริเวณด้านหลังต้นคอโตพอที่จะซ่อนเหรียญขนาดใหญ่ไว้ในนั้นได้สบาย ๆ
“แต่ทว่าฉันอยากจะบอกให้นายรู้ จีโนเววิตาน่ะมีเสน่ห์และความเฉลียวฉลาดตามธรรมชาติหลายอย่าง เป็นหญิงสาวผู้เป็นที่ปรารถนาอย่างยิ่งจริง ๆ จากทุกคนที่ได้พบเธอ เธอไม่เคยถามว่านายเป็นคนกระเป๋าหนักไหม ในขณะที่คนอื่นมักจะให้ความสำคัญเป็นอย่างแรก แต่ผู้ชายแบบไหนล่ะที่จะเป็นคู่รักของเธอ ก่อนที่เธอจะเริ่มพูดคุย เธอจะต้องแน่ใจว่าคนรักของเธอเป็นคนสเปน ‘ฉันเป็นคนสเปนเหมือนพระแม่มารีแห่งพิลาร์’ เธอบอกอย่างนั้น ‘และฉันจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกับผู้ชายฝรั่งเศส’ บางทีเธออาจจะมีเหตุผลของเธอ”
…..

แซมซัน การ์เซียกระดกแก้วของเขาจนก้นแก้วชี้ฟ้าแล้วเรียกพนักงานบริการ
“ไวน์ขาวสอง”
“รอแป๊บนึงครับ”
เมื่อแซมซันโศกเศร้าเสียใจและมีอารมณ์อ่อนไหว แผ่นสีดำซึ่งปิดทับดวงตาข้างที่หายไปจะเปลี่ยนเป็นสีปีกแมลงวัน พร้อมกับการสะท้อนของสีเขียวเหมือนสีงานศพ
“อย่างไรก็ตาม หากจะเล่าเรื่องต่อนะ—จีโนเววิตา มูนอซเริ่มเป็นสาวใช้ในขณะที่เธอยังแรกรุ่นดรุณี เธอรับใช้ในบ้านของคนที่มาจากบาร์คาร์โรตา เมืองสนามสู้วัวกระทิงอยู่ภายในปราสาทเหมือนเท้าที่อยู่ในถุงเท้าไม่มีผิด เมื่อค่าจ้างรายเดือนไม่พอเพียง งานหนัก การทำงานในแบบ ‘สาวใช้ครอบจักรวาล’ ให้กับนายจ้างหนุ่มของเธอนั้นหนักเกินกว่าจะรับได้ จีโนเววิตาจึงหลบหนีออกมาจากบ้านหลังนั้น นับเป็นครั้งแรกที่เธอทำ จากนั้นจึงเดินทางไปสู่บาลเบอร์เด เดล คามิโน เขตอูเอลบา แถบเนินเขาเซกันดาราเลโฆ ที่ซึ่งเธอเข้าร่วมกับกลุ่มนัดแสดงตำนานพื้นเมืองที่มีชื่อว่า ‘อันดาลูเชียน ออริแฟลม’ ซึ่งจวนจะตายแหล่มิตายแหล่จากงานหนักและอดอาหารจากเวทีหนึ่งสู่อีกเวทีหนึ่งตลอดการแสดง ด้วยเหตุที่เธอไม่สามารถร้องหรือเต้นได้ สิ่งที่ผู้จัดการคณะกระทำคือลากตัวเธอออกสู่เวทีทั้งกระโปรงชั้นในแล้วให้เธอเดินก้าวไปช้า ๆ รอบเวที เธอโปรยเสน่ห์เยี่ยมยอดและอ่อนช้อยมาก
จริง ๆ เครื่องแต่งตัวที่มีชื่อว่า ‘ชุดว่ายน้ำนิวยอร์ค’ ได้รับการชื่นชมจากมหาชน ในไม่ช้า ‘ลา จีโนเววิตา เริ่มมีชื่อเสียงพอสมควรทีเดียว และสามารถเป็นที่หวังสำหรับงานที่ดีกว่า”
…..

พนักงานบริการในชุดเสื้อเชิ้ตมีรอยสกปรกตรงตะเข็บเสื้อ กางเกงผ้าลูกฟูก ผ้ากันเปื้อน แถบสีเขียวสลับดำ นำไวน์ขาวมาวางบนโต๊ะ ควบคู่กับจานรองถ้วยใส่ผลมะกอกสีซีดสองผล พร้อมก้านผลวางอย่างโดดเดี่ยวอยู่ตรงกลาง
“เขาคนนั้นเจอ ลา จีโนเววิตาที่ซาน มาร์ติน เด วาเลกเลซเชีย เมืองใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ ตั้งอยู่บนที่ราบสูงมาดริด มองดูเหมือนมีลิ่มตรึงอยู่ระหว่างเขตอาบิลากับโตเลโด ในช่วงเวลานั้นลา จีโนเววิตาเป็นนักร้องประสานเสียงในชุดแต่งกายที่เรียกว่า ‘ฮ๊อตเอ็คโค่ จากแคริบเบียน’ เต้นจังหวะรุมบาและแดนซอน ค่อนข้างอยู่นอกเหนือจุดสนใจ อยากบอกนายตามตรง การเลียนแบบกิริยาท่าทางของเพลงเบเลน บาราคัว ‘The voice of fire from Camaguey’ เด็กสาวลูกครึ่งคนผิวขาวกับผิวดำ รูปร่างค่อนข้างจ้ำม่ำจากเบตัลโซส แกล้งดัดสำเนียงกาลิเชียนของเธอให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันยืนยันด้วยสิ่งใดก็ตามที่มีความสำคัญสำหรับฉันในโลกใบนี้ การได้พบเธอและหลงรักเธอคือสิ่งเดียวกัน ฉันบอกเธออย่างนั้นตามที่ฉันรู้ว่าจะทำอย่างไรถึงจะดีที่สุด เธอตอบ ‘ตกลง’ ด้วยความปรารถนา เนื่องจากไม่มีที่ว่างสำหรับเขาคนนั้นใน ‘ฮ๊อคเอ็คโค่ จากแคริบเบียน’ เราจึงเดินทางไปยังเมืองหลวงของสเปนเพื่อยังชีวิตให้อยู่รอดจากสิ่งที่พอจะหาได้ตระเวนเหมือนทหารราบ คิดดูว่าเราน่าสงสารแค่ไหน ! ในเมืองหลวงของสเปนขนาดสุนัขยังถูกล่ามไว้กับไส้กรอก เราจึงรู้ถึงความผิดพลาดอย่างมหันต์ของเราในตอนนั้น ลองถ้าสุนัขถูกล่ามไว้กับไส้กรอก ในไม่ช้ามันก็จะเข้าไปอยู่

ในท้องของเจ้าของพวกมันอย่างไม่ต้องสงสัย หลังจากคิดบวกลบคูณหารแล้วเราจึงตัดสินใจออกเรืออีกครั้ง ลอยลำไปกับสายลม จินตนาการว่าตายอยู่ในป่าเหมือนกระต่ายดีกว่านอนตายอยู่ในที่ว่างเปล่าเหมือนแมว ไวน์ขาวอีกสอง !”
“อะไรนะ !”
“เปล่า ไม่ใช่นาย ฉันเรียกบ๋อยที่เคาน์เตอร์ ดูซิ หมอเหม่อเสียแล้ว บ๋อย ไวน์ขาวอีกสอง !”
“มาแล้วครับ !”
“นั่นละ อย่างที่ฉันพูด เขาคนนั้นเป็นผู้ที่หวาดระแวงโดยธรรมชาติ เขาไม่ชอบสักเท่าไหร่เกี่ยวอาชีพนักแสดงของลา จีโนเววิตา เพราะอย่างที่นายรู้ว่านักแสดงหญิงมีชื่อเสียงมันไม่ค่อยดี ดังนั้นวันหนึ่งฉันจึงรวบรวมความกล้าเข้าไปหาเธอและบอกเธอ :
‘ตั้งใจฟังให้ดีนะจีโนเววิตาที่รัก’ ฉันเริ่มต้น ‘เธอไม่คิดหรือว่าเธอน่าจะลองหางานใหม่ดู ไม่ใช่อะไรหรอก ผมค่อนข้างรู้สึกว่าเธอล้มเหลวในการเป็นนักแสดง’ อัยยะ แค่นั่นแหละเธอโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง ! อารมณ์ของจีโนเววิตาตีขึ้นจนเดือดเลย เธอกระโจนเข้าใส่ฉันและตบตีฉันอย่างไม่มียั้ง นี่ถ้าหากว่าเธอไม่หยุดในเวลานั้นนะ (ฉันไม่อายหรอกที่ยอมรับความจริง) ฉันคงไม่เหลือชีวิตมานั่งเล่าเรื่องให้นายฟังอยู่ตรงนี้เป็นแน่”
แซมซัน การ์เซียจุดบุหรี่พร้อมกับยิ้มอย่างไม่เต็มใจ
“ลา จีโนเววิตา จะมองดูสวยมากเวลาเธอทำให้ผมของเธอฟูยุ่ง ดวงตาของเธอเหมือนดวงตาเสือ ! พับผ่าเถอะ… อภัยให้ฉันด้วย ฉันนึกเกี่ยวกับตัวเธอไม่ค่อยออกหรอกถ้าหากฉันไม่รู้สึกหงอยเศร้าเสียบ้าง เรื่องแบบนี้เป็นนายก็คงจะเหมือนกัน เอาละ..เราค่อยพูดเรื่องของเธอกันต่อในวันอื่น”
“ตามสบายเลย”
“ขอบใจ ตอนนี้ฉันเล่าต่อไม่ได้แล้วล่ะ บ๋อย รวมทั้งหมดสี่ขวด !”
วันถัดไป
แซมซัน การ์เซียดูเหมือนจะไม่อยากเล่าเรื่องเกี่ยวกับลา จีโนเววิตาต่ออีก
“ทำไมนายไม่เล่าเรื่องเกี่ยวกับลา จีโนเววิตาให้จบล่ะ”
…..

แซมซัน การ์เซียทำหน้าตาเบื่อหน่าย
“ไม่เล่าแล้วล่ะ ปล่อยเอาไว้ดีกว่า ตอนจบมันไม่ค่อยดี ฉันตั้งใจให้มันไม่ดี ! ลา จีโนเววิตาเป็นคนสวย เรื่องนี้ฉันไม่ปฏิเสธ แต่เธอมีอารมณ์ฉุนเฉียงที่ไม่มีใครจะทนได้ ตัวเธอเองก็ดูจะถูกทำให้สับสน บางครั้งเธอก็ถามฉัน : ‘คุณไม่คิดว่าคนเราน่ะน่าเบื่อมากใช่ไหม?’
แน่นอนว่าเขาคนนั้นจะปฏิเสธ : ‘ไม่หรอกที่รัก ไม่—แค่พอมีบ้างเท่านั้นเอง’ แต่นั่นไม่ใช่ความจริงหรอก ฉันให้ความมั่นใจกับนายได้เลย–ลา จีโนเววิตาน่าเบื่อมากกว่านั้นเสียอีก นี่เราพูดเรื่องอื่นกันเถอะ”
“นายเป็นคนนำสิ”
แซมซัน การ์เซียเงียบเสียงลง
“ขอบใจ ให้ฉันเล่าเรื่องนี้ไหม? เกี่ยวกับแซนญอริตา ทิเบอร์เซีย เดล โอโด วาย โกมีซ พยาบาลสาวสุภาพเรียบร้อย ผู้เข้ามาแทนที่ลา จีโนเววิตาในใจฉัน”
“ได้เลย เล่าให้ฉันฟังซิ”
แซมซัน การ์เซียดันเก้าอี้ไปข้างหลังเล็กน้อยเพื่อให้มีช่องว่างก่อนจะเริ่มต้น :
“เอาละ—แซนญอริตา ทิเบอร์เซีย เดล โอโด แม้ว่าชื่อของเธอจะเหมือนมาทาดอร์หญิงนักสู้วัวกระทิง แต่เธอเป็นหญิงสาวที่มีหลักการ เธอได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ขยันหมั่นเพียรและมีการศึกษา ลา ทิเบอร์เซีย เดล โอโด (ขออภัยที่ต้องเรียกชื่อยาว แต่หากเรียกเพียงทิเบอร์เซียดูเหมือนจะเป็นการไม่ให้ความนับถือ) ฉันพบเธอที่เควนกา เมืองศูนย์กลางแห่งภูมิภาค เธอทำงานเป็นคนเลี้ยงดูบรรดาลูกของคนร่ำรวยซึ่งรับประทานซุปโดยการใช้นิ้วและชอบทำตัวโลดโผนในการป่ายปีนเดินอวดบริเวณด้านนอกของหลังคา ‘ห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง’ ทิเบอร์เซียบอกฉัน ‘ทางที่ดีที่สุดคือปล่อยพวกเขาตามตามลำพังและคอยดูว่าพวกเขาจะตกลงมาหรือไม่’ สองสามวันหลังจากนั้นเขาคนก็ได้พบเธอและมีเพศสัมพันธ์กับเธอ—จะว่าเช่นนั้นก็ได้—นายฟังฉันอยู่รึเปล่า ?”
“ฟังอยู่ ฟังอยู่ เล่าต่อไปเลย”
“ดีละ อีกสองสามวันหลังจากเขาคนนั้นรู้จักเธอ มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อฮูลิโตพลัดตกลงมาจากหลังคาเสียชีวิต ไอ้เด็กเปรต !”
แซมซัน การ์เซียสงบเสียงลงครู่หนึ่ง
“ดังนั้น พ่อแม่ของเด็กจึงไล่ลา ทิเบอร์เซียออกและไม่จ่ายเงินที่ค้างอยู่หนึ่งเดือนให้เธอด้วย หลังจากนั้น ลา ทิเบอร์เซีย เดล โอโดเดินทางมายังโรงแรมที่เขาคนนั้นพักอยู่ในตรอกคาร์เนชัน เป็นฉากที่น่าสงสารมากจริง ๆ เขาคนนั้น พร้อมด้วยลา ทิเบอร์เซีย เดล โอโด หญิงเจ้าของโรงแรม (ชื่อของหล่อนคือโดนา เอสเทอร์) เซลล์แมนนักเดินทางผู้มีผิวหนังเป็นหลุมที่เกิดจากรอยแผลชื่อเซมิญอนซิโต แม้ว่าเขาจะตัวใหญ่โตมากก็ตาม และอีกคนหนึ่งเป็นตำรวจผู้แยกทางกับภรรยามาอยู่กับเรา ทุกคนล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ลา ทิเบอร์เซีย เดล โอโดน้ำตานองหน้า เธอไม่พูดอะไรเลยนอกจาก ‘เออ เออ เออ อะไรจะโชคร้ายอย่างนี้ ! อะไรจะโชคร้ายอย่างนี้ !’ เพื่อเป็นการปลอบโยนเธอ เราทุกคนจึงช่วยกันพูด “เธอไม่ได้โชคร้ายหรอกสาวน้อย ฮูลิโตยังโชคร้ายกว่าเธออีก เธอต้องสงบจิตสงบใจตัวเองหน่อย’ แล้วก็เป็นอย่างที่นายเห็นนั่นแหละ เราไม่ได้พูดอะไรมากต่อสิ่งที่ได้รับความประทับใจในตัวทิเบอร์เซีย เดล โอโด มันเป็นเรื่องสุดยอดมาก”
แซมซัน การ์เซียหยุดเล่าอีกครั้ง เขามองดูคนกลุ่มหนึ่งซึ่งขึ้นไปอยู่บนหลังคา
“มองดูเหมือนพวกเด็กใช่มั้ย ? เด็กกำลังตกจากหลังคา”
“โอ้ย !”
แซมซันหันมาเล่าเรื่องของพยาบาลต่อ
“ตำรวจผู้รู้เรื่องกฎหมายมากกว่าใครแนะนำว่าจะเป็นการดีที่สุดสำหรับลา ทิเบอร์เซีย เดล โอโดหากเธอรีบหนีไป ‘ถ้าคุณต้องการละก็ ไปกับเธอได้เลย เผื่อว่าคุณจะได้ช่วยเหลือเธอ’ เขาบอกฉัน ‘แต่สำหรับตอนนี้เธอควรจะออกไปให้เร็วที่สุดก่อนที่อะไร ๆ จะเลวร้ายกว่านี้’ หญิงเจ้าของโรงแรมและเซมิญอนซิโตเห็นด้วยว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการออกเดินทาง ดังนั้นลา ทิเบอร์เซีย เดล โอโดกับเขาคนนั้นจึงซื้อตั๋วรถไฟชั้นสามไปยังบาเลนเซีย เมืองบนฝั่งแม่น้ำตูเดียตามที่เรียกกัน ที่นั่นเขาคนนั้นได้งานในสตูดิโอถ่ายภาพชื่อ ‘เฑอะเรนโบว์’ มีหน้าที่ทำการขยายภาพสีของคนตาย เนื่องจากเป็นช่วงที่สงครามเพิ่งสิ้นสุด ทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับผู้ที่เสียชีวิตยังคงประทับอยู่ในใจของทุกครอบครัว ‘เฑอะเรนโบว์’ มีออร์เดอร์เป็นจำนวนมาก นั่นทำให้เขาคนนั้นมีเงินเก็บก้อนเล็ก ๆ จำนวนหนึ่ง
…..

“อืมม”
“ดังนั้น ที่เมืองซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งตูเดียตามที่ฉันบอกนาย ลา ทิเบอร์เซีย เดล โอโดและเขาคนนั้นต่างมีความสุขด้วยกัน ลา ทิเบอร์เซียซื้อกล่องสำหรับใส่ผ้าเช็ดหน้าและลูกไม้ถักขายให้เพื่อนบ้าน กำไรของหล่อนนำมารวมกับรายได้ที่เขาคนนั้นสามารถหาได้เพื่อดูแลค่าใช้จ่ายของเรา วันหนึ่งเราไปดูภาพยนตร์ด้วยกัน เราซื้อดื่มไวน์ขาวหนึ่งลิตร โดยไม่ต้อง ‘ซื้อแบบเงินเชื่อ’ ซึ่งทำให้เจ็บปวดต่อชื่อเสียงเสมอ นายเชื่อมั้ย เนื้อหนังมังสาของฉันนี่เสียวซ่าด้วยความพอใจเสียไม่มี !”
“แล้ว ลา ทิเบอร์เซีย เดล โอโดล่ะ เกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้าง ?”
“เกิดอะไรขึ้นกับเธอรึ ?” นายอย่าทำให้ฉันคิดถึงเธอเลยน่า อย่าทำให้ฉันคิดถึงเธอเลย ! ในตอนที่เรามีความสุขอย่างที่สุด ดูเหมือนเมื่อไม่มีอะไรหรือใครจะทำลายความรักของเราได้ เธอถูกสุนัขเลวชาติกัด เชี่ยเอ๊ย ! ขอโทษด้วยที่ฉันพูดอย่างนี้ ไอ้สุนัขเลวชาติที่มีแผงขนเต็มตัวและมีกำลังไม่ใช่เล่น แต่เพิ่งจะรู้ในตอนหลังว่า มันเป็นเพียงกระต่าย ทิเบอร์เซีย เดล โอโดผู้น่าสงสาร แม้จะได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี ไม่เคยมีใครได้ยินเธอใช้คำพูดที่ไม่มีลักษณะของกุลสตรีเลยสักนิด เธอติดเชื้อร้ายแรงแบบที่ปาสเตอร์เป็นผู้ค้นพบนั่นแหละ น่าสงสารจริง ๆ” (Louis Pasteur : หลุยส์ ปาสเตอร์ นักเคมีและนักจุลชีววิทยาชาวฝรั่งเศสผู้ค้นพบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า—ผู้แปล)
“น่าสงสารจริง ๆ ขอโทษที่ฉันทำให้นายต้องกลับไปคิดถึงความเจ็บปวดเช่นนั้น”
“ไม่หรอก—มันต่างกันตรงไหน ?”
แซมซัน การ์เซียลุกขึ้นค้นกระเป๋าเอกสาร วางภาพถ่ายของทิเบอร์เซีย เดล โอโดลงบนโต๊ะราวสามสิบกว่าภาพหรือมากกว่านั้น
“ดูเธอสิ ลีลา ท่าทาง ลักษณะ งดงามอะไรอย่างนี้ !”

วันต่อไป
แซมซัน การ์เซียรื้อค้นภาพถ่ายของเขาอีกครั้ง
“ชายคนนี้ช่างตลกเป็นบ้า !” ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฉันจะตายเพราะหัวเราะเสียให้ได้เมื่อไหร่ที่ฉันนำภาพเขาออกมา นายไม่รู้จักเขาหรือ ?”
“บอกตามตรงเลย ฉันไม่รู้จักเขาหรอก ใครหรือนั่น ?”
“นายไม่รู้จักเขาจริง ๆ นิ”
“ไม่ ฉันไม่รู้จัก—นายไม่เชื่อฉันหรือ ? หมอนี่เป็นใคร ?”
แซมซัน การ์เซียยกไวน์ขึ้นจิบ ดูดริมฝีปากซ้ำ ๆ ช้า ๆ จนเกิดเสียงดัง แล้วกลั้วคอเล็กน้อย
“ถ้างั้นได้เลย ฉันจะเล่าให้ฟัง …”

เรื่องสั้นแปล / โนเบล : รอยยิ้มและความรักในภาพถ่ายของการ์เซีย

: พิเศษ​!!!!สุดในยุคอยู่บ้านต้านโควิด จาก ราคา  ปกติ 320 บาท ลดเหลือ 256 รวมค่าจัดส่ง สนใจอินบ๊อก สนพ.นาคร