เรื่องและภาพ : ธีรภาพ โลหิตกุล
รวมเล่ม : สามทศวรรษสายน้ำและความทรงจำ


๓.
วันหนึ่ง ข้าพเจ้ามีโอกาสสนทนากับอาจารย์เปรมฤดี มุสิกะนันทน์ แห่งสถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ผู้ซาบซึ้งในอรรถรสวรรณคดีไทย ขนาดจดจำวรรคทองของงานวรรณกรรมคลาสสิกได้หลายเรื่อง ถึงได้ทราบว่า แท้ที่จริงปลาเสือพ่นน้ำเป็นปลาที่คนไทยรู้จักกันมานานแล้ว ดังปรากฏในงานพระราชนิพนธ์เรื่อง “เงาะป่า” ในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ เพียงแต่ไม่ได้ระบุชื่อ “ปลาพ่นน้ำ” เช่นทุกวันนี้

“ดิฉันอ่านแล้วก็ยังงงๆ เพราะไม่เคยรู้ว่าเมืองไทยเรามีปลาที่พ่นน้ำได้ ทีแรกยังคิดว่าเป็นเพียงจินตนาการของในหลวงรัชกาลที่ ๕ พระราชนิพนธ์ไว้ให้เกิดรสทางวรรณคดีเท่านั้น เพิ่งมารู้วันนี้ ว่าเราเองต่างหากที่อ่านงานของท่านไม่แตกฉานพอ” อาจารย์เปรมฤดีปรารภ แล้วก็ท่องวรรคทองในวรรณคดีเงาะป่าที่ค้างคาในใจท่านมานานให้ฟังอย่างไพเราะและแม่นยำ

“ที่น้ำอับลับช่องมองเห็นพื้น
ปลาน้อยๆ ลอยดื่นอยู่หลากหลาย
พ่นน้ำฟูเป็นละอองต้องแมลงตาย
ตกเรี่ยรายเป็นภักษาน่าเอ็นดู”
(พระราชนิพนธ์ “เงาะป่า” ตอน “ลำหับชมป่า”)


จำได้ว่า เมื่อมีโอกาสไปคารวะศาสตราจารย์อดุล วิเชียรเจริญ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ถึงที่บ้าน ด้วยท่านเป็นนักการศึกษาที่มีงานอดิเรกไม่ซ้ำใครเลย คือท่านใช้เวลาว่างด้วยการแต่งชุดเวิร์คช็อปแล้วหายเข้าไปในห้องเล็กๆ แคบๆ ส่วนตัวของท่านได้เป็นวันๆ เพื่อง่วนกับงานศิลปะจากการตัดเหล็กแผ่นหนาๆ เป็นรูปทรงต่างๆ อาทิ ม้า และอีกสารพัดแบบ

ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังมีสัตว์เลี้ยงที่ไม่เหมือนใครอีก คือท่านเลี้ยงปลาเสือพ่นน้ำ ซึ่งคุ้นเคยขนาดเพียงได้ยินเสียงท่านเดินมา ก็จะว่ายมาหา ครั้นท่านยกมือขึ้น เจ้าปลาก็จะพ่นน้ำสูงปี๊ดขึ้นมาทักทายท่านทันที เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นวันนั้น ที่คนสามารถสื่อสารกับจอมขมังธนูแห่งลุ่มเจ้าพระยาได้ หากมองในแง่สมดุลทางธรรมชาติ ก็นับว่าปลาเสือพ่นน้ำในสมัยโบราณ มีบทบาทสำคัญในการจำกัดจำนวนแมลงศัตรูพืช ไม่ให้มีมากเกินไปจนทำความเสียหายให้ชาวนาชาวไร่ เพราะฤดูน้ำหลากในลุ่มเจ้าพระยาสมัยก่อนนั้นยาวนานถึง ๖ เดือน นานพอจะให้ปลาเสือพ่นน้ำขึ้นมาวางไข่ในกอข้าวริมคันนา และกว่าที่ลูกน้อยของมันจะแข็งแรงพอจะไปเผชิญชีวิตในแม่น้ำใหญ่ได้ มันก็ช่วยจัดการกับเพลี้ย ตั๊กแตน และแมลงศัตรูพืชอีกสารพัด ที่มักเกาะตามต้นข้าวในระดับ ๒-๓ นิ้วจากผิวน้ำ ซึ่งไม่เหลือบ่ากว่าแรงจอมขมังธนูเลย

แต่วันนี้ เมื่อไม่มีน้ำมากพอจะหลากไปท่วมทุ่งนาในที่ราบลุ่มเจ้าพระยาอีกแล้ว ปรากฏการณ์เสมือนวงจรอุบาทว์ก็บังเกิดขึ้น เริ่มจากแหล่งวางไข่ขยายพันธุ์ปลาเสือพ่นน้ำหดแคบลง จนกล่าวได้ว่าเป็นปลาที่สูญพันธุ์ไปแล้วพร้อมๆ กับปลาไทยพื้นถิ่นอีกหลายชนิด แมลงศัตรูพืชจึงตีปีกเริงร่า เพราะไม่ว่าชาวนาจะเอายาฆ่าแมลงชนิดเฉียบขาดแค่ไหน พวกมันก็แทบไม่ยี่หระ เรียกว่าปีไหนที่เพลี้ยนัดรวมพลเข้าโจมตีนาข้าว ปีนั้นรายได้มวลรวมประชาชาติกระเทือนทันที ก็ใครจะเชื่อ วิกฤตการณ์เพลี้ยระบาดใหญ่ปี ๒๕๓๓ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวในลุ่มเจ้าพระยาลดลงทันที ๔๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญ เพลี้ยมันตัวเล็กเกินว่าจะจับมาทอดกรอบกินเหมือนตั๊กแตนปาทังกาเสียด้วยสิ

เรื่องที่น่าขำ แต่ขำไม่ออก คือหลังจากปีที่เพลี้ยลงหนักยิ่งกว่าโรคห่าแล้ว นักวิชาการกรมประมงได้ทำโครงการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ปลาเสือพ่นน้ำไปปราบศัตรูพืช โดยมีสถานีประมงชัยนาทเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ซึ่งผลการทดลองในขั้นต้นก็เป็นที่น่าพอใจ เพราะจอมขมังธนูยังโชว์ฟอร์มได้ไม่ด้อยไปกว่าบรรพบุรุษของเขา ทว่าการทดลองทำในตู้ที่จัดเป็นนาข้าวจำลอง ครั้นปล่อยเขาลงไปในนาข้าวจริงๆ ซึ่งเปรอะไปด้วยสารเคมีร้ายแรงสารพัดสูตร ปรากฏว่าปลาเสือพ่นน้ำแผลงฤทธิ์ไม่ออก เพราะแค่เอาตัวเองให้รอดจากสารพิษก็แทบแย่ งานนี้ต่อให้จอมขมังธนูของเราแปลงกายเป็นเฮอร์คิวลิส บวกแรมโบ้ ผสมคนเหล็ก ก็มีอันต้องหงายท้องล่องจุ๊นไม่เป็นท่า…อย่างน่าเศร้าใจนัก

**********************