คอลัมน์ : เปลือยความคิดบนเส้นทางนักเขียนสารคดี ที่ชื่อ ‘ธีรภาพ โลหิตกุล’
Writer Magazine ฉบับที่ ๔๗ เมษายน ๒๕๔๐
โดย:ปณิธิ-พจนาถ พจนาพิทักษ์
ภาพประกอบ: ธีรภาพ โลหิตกุล

จากพงไพรถึงสายน้ำ…(ต่อจากเมื่อวาน)
ทำไมถึงพอใจเรียกตนเองว่า “คนเขียนหนังสือ”มากกว่า “นักเขียนสารคดี”?
ธีรภาพ : มีที่มาจาการที่ผมทำงานหลายอย่าง นักข่าวก็เคย กองบรรณาธิการนิตยสารก็ทำมาแล้ว สคริปต์ทีวี โปรดิวเซอร์ เคยอัดรายการวิทยุแต่ในความหลายอย่างทั้งหมด สิ่งที่ยืนยันและรู้สึกว่าจะอยู่กับเราไปตลอด ก็คืองานเขียนหนังสือ เลยรู้สึกว่าผมเป็นคนเขียนหนังสือ

จะให้พูดว่าเป็นนักเขียนสารคดี นี่รู้สึกว่ามันจะเฉพาะด้านเกินไป ?
ธีรภาพ : ครับ… เพราะบางทีอย่างผมมีคอลัมน์ “มองผ่านจอ” ในทีวีไดเจสต์เป็นคอลัมน์วิจารณ์สื่อทีวีและก็มีอย่างอื่นที่ไม่ใช่สารคดี อย่างเคยเขียนบทสัมภาษณ์ เขียนบทอะไรมาเยอะ เลยมองว่าคำว่า “คนเขียนหนังสือ” เป็นคำกลาง ๆ ที่อาจเขียนอะไรก็ได้ วันหน้าผมอาจนึกสนุกเขียนเรื่องสั้นกับเขาบ้าง หลังจากเคยทดลองมาแล้วแต่ไม่สำเร็จ…

ภาพลักษณ์ที่คนส่วนใหญ่มองธีรภาพ โลหิตกุล คือ นักเขียนสารคดี ทำให้อึดอัดกับการทำงานบ้างไหม ?
ธีรภาพ : ไม่…ผมยืนยันตัวเองตรงนั้นด้วย

พบว่าชอบสารคดีเมื่อไหร่?
ธีรภาพ : คิดว่าเป็นตอนที่ประจำกอง ” ไฮ-คลาส” ตอนนั้นผมได้รับมอบหมายให้ทำหลายอย่าง ทำโปรไฟล์สัมภาษณ์บุคคล รีไรท์ต้นฉบับแปลจากภาษาต่างประเทศที่มันกระด้าง ยังติดกลิ่นนมเนยมา แต่งานที่รู้สึกว่าจะตื่นเต้น กระตือรือร้น จะมีความสุขกับมันคือการทำสกู๊ปชิ้นใหญ่ๆ แรก ๆ อาจจะเป็นสกู๊ปเชิงเศรษฐกิจ แล้วก็ค่อย ๆ ขยายไปสารคดีเชิงธรรมชาติวิทยา เชิงศิลปวัฒนธรรรม ยิ่งตอนไปอยู่กับคุณปกรณ์(พงศ์วราภา) หนังสือหนุ่ม-สาวซึ่งจะเน้นสารคดีมัน ๆ เน้นภาพสวย ๆ มีคุณภาพ ตรงนั้นเองที่จะรู้สึกมันกับการทำสารคดีมาก ๆ

คลุกคลีอยู่กับวงการสารคดีมานาน “สารคดี” ในความหมายของคุณคืออะไร?

ธีรภาพ : ผมไม่เคยคิดจะให้คำจำกัดความ เพียงแต่รู้สึกชอบเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง แต่ไม่ใช่ลักษณะข่าวอย่างเรื่องของคุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ หรือ “ลูกอีสาน” ของคุณคำพูน บุญทวี ซึ่งมันต้องผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ด้วย ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับนักวิชาการอังกฤษที่ว่า สารคดีคือการนำเสนอความจริงเชิงสร้างสรรค์ แน่นอนที่สุด…สิ่งที่นำเสนอต้องอยู่บนพื้นฐานความจริง คุณจะปั้นแต่งเองขึ้นไม่ได้ แต่กลวิธีการนำเสนอ คุณสามารถที่จะใส่ศิลปะลงไปได้ อาจนำคุณสามารถที่จะใส่ศิลปะลงไปได้ อาจนำเสนออย่างเรื่อง มีการหักมุมขมวดปม การใช้สำนวนภาษาที่ได้อรรถรส ตรงนี้เป็นหลักที่ผมยึดในการสร้างสารคดี

โดยส่วนใหญ่ ผู้คนมักมองสารคดีเป็นงานวิชาการ ตรงนี้คุณมีความคิดเห็นว่าอย่างไร?
ธีรภาพ : มันเป็นแรงผลักดันอย่างหนึ่งให้เราตั้งใจทำงานสารคดี ดี ๆ ออกมาผมคิดมาตลอดเลยว่า-เฮ้ย! คุณจะทื่อ ๆ ด้าน ๆ จะเอาข้อมูลเฉย ๆ ไม่ได้มันต้องคิดพล็อต ประเด็นที่ต้องลงไปเจาะก็ต้องไม่ซ้ำกับที่เขียน ๆ กันมา สารคดีไม่ใช่แบบเรียน แต่เป็นส่วนหนึ่งของความบันเทิง แต่เป็นความบันเทิงที่ได้สาระ เพราะฉะนั้นกลวิธีที่ง่ายที่สุดในการเขียนคือคิดถึงใจผู้รับสื่อ อย่างตรงนี้คนอ่านเขาอาจจะเบื่อแล้วนะ เราก็น่าจะมีลูกเล่น ในแอคชั่นเติมสีสัน

ระหว่างงานเขียนสารคดีเป็นชิ้น ๆ ในนิตยสารกับงานเขียนสคริปต์ทีวี อย่างไหนอยากง่ายกว่ากัน ?
ธีรภาพ : สคริปต์ทีวียากแน่นอนเพราะว่าเป็นหนังสือไม่มีกรอบ ข้อจำกัดมีน้อย ขึ้นอยู่กับจินตนาการของเรา แต่สคริปต์ทีวีนี่ต้องบอกว่าน้ำที่ไปตักเป็นน้ำอะไร สำคัญอย่างไรถึงต้องไปตัก กับหนังสือเราคอนโทรลได้ มันง่ายกว่า ภาพประกอบเป็นภาพประกอบจริง ๆ แต่สารคดีนี้ภาพเป็นตัวดำเนินเรื่อง โดยบททำหน้าที่เพียงไปร้อยเรียงภาพนั้นเดินไปได้ แต่ถามว่าต้องเขียนบทไหม แน่นอนต้องเขียน เพื่อบอกว่าฉากนี้แล้วไปฉากไหนต่อ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องยากเหมือนกัน

แล้วข้อจำกัดในการเขียนงานสารคดีเป็นชิ้น ๆ คืออะไร?
ธีรภาพ : เป็นเรื่องภายนอกมากกว่าที่เห็นเด่นชัด ก็คือทุนในการหาข้อมูล สารคดีมันต้องใช้ข้อมูล แต่หากคุณทำงานโดยอิสระ ไม่ขึ้นกับหน่วยงานใด คุณจะลุยหาข้อมูลอย่างไรในขณะที่มีทุนจำกัดก้อนหนึ่ง แต่ถ้ามีคนออกค่าใช้จ่ายให้มันก็เป็นอีกเรื่อง คือเราต้องลงไปอยู่ในกรอบของเขา เช่นว่า อ.ส.ท. กำหนดให้คุณทำเรื่อง “ภาพรวมของกาฬสินธุ์” สมมุติคุณชอบโปงลาง จะเขียนเรื่องโปงลางอย่างเดียวก็ไม่ได้ คุณต้องเขียนเรื่องไหมแพรวาด้วย เขียนเรื่องไดโนเสาร์ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำใจ


ชื่อ “ธีรภาพ โลหิตกุล” ดูจะโดดเด่นมากในเรื่องแม่น้ำ ,สายน้ำ , มีเหตุผลอะไรพิเศษ?
ธีรภาพ :แม่น้ำเป็นบ่อเกิดแห่งชีวิตและวัฒนธรรม โดยเฉพาะในเอเชียอาคเนย์เขาเรียกขานกันว่าชาวลุ่มน้ำ เพราะชอบตั้งถิ่นฐานกันตามลุ่มน้ำ เมืองสำคัญเกาะติดแม่น้ำทั้งหมด ยิ่งเฉพาะไทยราชธานี ทุกแห่งติดแม่น้ำ อารยธรรมเกี่ยวกับแม่น้ำก็มีเยอะ นี่ว่ากันในระดับมหภาค แต่ถ้าหากเป็นระดับจุลภาค คงเป็นเรื่องพื้นฐานสุด เวลาที่ไปริมแม่น้ำจะรู้สึกเย็นสบาย เกิดความรู้สึกที่ดี เวลาจะไปเมืองไหน ๆ ก็แล้วแต่ ผมชอบเดินไปดูแม่น้ำ ดูวัฒนธรรมชาวลุ่มน้ำ หรือไม่ก็อาจอีกเหตุผลหนึ่ง คือผมว่ายน้ำไม่เป็น เป็นปมอยู่ในใจลึก ๆ อยากซึมซับความรู้สึกแท้ ๆ ของการแหวกว่ายอย่างอิสระอยู่ในสายน้ำเลยทดแทนด้วยการเขียนถึง

ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นจุดขาย?
ธีรภาพ : ไม่ค่อยได้คิดแต่สำนักพิมพ์เขาอาจคิด ก็ไม่เป็นไรเพราะไม่ได้ผิดไปจากความจริง

ย้อนกลับไปหาประวัติส่วนตัวนิดหนึ่ง เรียนจบมาทางด้านประวัติศาตร์ แล้วนึกอย่างไรมาทำงานด้านสื่อสารมวลชน ?
ธีรภาพ : คือผมคลุกคลีอยู่กับงานหนังสือมาตลอด ส่วนนี้เลยกลายเป็นความถนัด เมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยก็กระโดดหาตำแหน่งนักข่าวเลย เดินย่ำต๊อก ๆ หาข่าว เงินเดือนแค่สองพันห้า กับวุฒิตอนนั้นซึ่งสามพัน เปลี่ยนชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยนะ จากที่เคยเป็นนายกองค์การนิสิตฯ ตอนเรียนปีสุดท้าย
ผมเป็นนักข่าวเพียงเดือนเดียก็ได้เป็นหัวหน้านักข่าว เพราะข่าวของผมขึ้น Lead บ่อย ๆ ทีนี้มีคนเห็นงานเราแล้วบอกว่าน่าจะเขียนอะไรได้ดีกว่านี้ ก็ชวนไปเขียน คุณปกรณ์ นี่แหละผ่านไปสามเดือนได้เงินเดือนสามพันห้า ได้มากกว่าวุฒิแล้ว นี่เป็นประสบการณ์เริ่มต้นที่ผมไม่เคยลืม

จากงานหนังสือกระโดดเข้าสู่วงการทีวีแล้วกลับมาทำงานหนังสืออีก เกิดอะไรขึ้น?

ธีรภาพ : จริง ๆ แล้วไม่ได้โดดกลับไปกลับมาเพราตอนทำทีวี ผมก็เขียนหนังสือตลอด เพียงแต่น้อยลงเพราะไม่มีเวลาเหมือนเดิมอย่า “สีสันบนรอยทาง” ก็เป็นงานเขียนเล่มแรกที่มีผลพวงมาจากทีวี ด้วยความรู้สึกว่ามิติงานทีวีนั้นค่อนข้างจำกัดเรา บอกอารมณ์ความรู้สึกลึกมากก็ไม่ได้ ขณะที่เบื้องหลังมันคือสารคดี มันคือนิยายเรื่องหนึ่งเลยทีเดียวกว่าจะถ่ายทำได้ลำบากลำบน หัวหกก้นขวิดอย่างไรผมถ่ายทอด ความรู้สึกรวมเล่ม ฐานของผมจึงอยู่ที่งานเขียน ขณะทีวีหรือวิทยุโฉบเข้าไปทำเป็นครั้งคราว เพียงแต่ ๕ ปี ที่อยู่แปซิฟิกเป็นช่วงเข้มข้น เรียกว่าถูกเคี่ยวจนคลั่กเลย ภาพลักษณ์ของผมจึงออกมาในรูปของคนทำทีวี

ที่ว่าถูกเคี่ยวกรำ นั้นเป็นอย่างไร?
ธีรภาพ : คือผมไม่มีฐานทาง Mass Communication เลยไม่รู้จักภาษาภาพ ไม่รู้ว่า “แพน” คืออะไร “ซูม” คืออะไรต้องเริ่มต้นนับหนึ่งกันที่นั่น

มีใครเทรนให้บ้างหรือเปล่า ?
ธีรภาพ : ไม่มี ไปเรียนรู้เอาตอนปฏิบัติจริง หมั่นเข้าไปนั่งอยู่ในห้องตัดต่อดูช่างภาพ คุยกับเขา แต่สิ่งที่เรามีอยูและสอดคล้องกับตำแหน่งสคริปต์ไรท์เตอณ์ คือการจับประเด็นสารคดีซึ่งได้มาตอนทำหนังสือ เรื่องตั้งประเด็นจับประเด็นไม่ต้องห่วง แต่กับภาษาภาพ…ช่วงแรก ๆ มีปัญหามาก เขียนพรรณาโวหารเต็มไปหมดถึงขั้น อจ. สมเกียรติอ่านงานแล้วตำหนิว่า : ผมอ่านงานของคุณแล้วไม่ต้องดู ภาพเลย คุณจะมีภาพไปทำไม

ผมเข้าไปในตำแหน่งสคริปต์ก่อน แล้วไม่นานก็เลื่อนเป็นผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ ถือเป็นเรื่องภาคภูมิใจมากนะเพราะตอนนั้เราทำเรื่อง”แม่น้ำเจ้าพระยา” นี่เป็นทีมแรกของบริษัทและเป็นชุดแรกของเมืองไทยที่ทำสารคดีใหญ่ ๆ ขนาดนั้น  เป็น ซีรี่ย์ ๒๐ ตอน แล้วก็ออกอากาศสัปดาห์ต่อสัปดาห์กดดันมาก

มีปัญหาอะไรถึงได้ออกมาจากแปซิฟิค? 

ธีรภาพ  :  การเติบโตของงานสารคดีแปซิฟิกล้ำหน้าการบริหาร งานมันพุ่งไปไกลแต่การบริหารตามไม่ทัน

มีอะไรกับ ดร. สมเกียรติ หรือเปล่า…..

ติดตาม “ ลูกผู้ชายสายน้ำ” ตอนต่อไป