คอลัมน์ : เปลือยความคิดบนเส้นทางนักเขียนสารคดีที่ชื่อ ธีรภาพ โลหิตกุล
Writer Magazine ฉบับที่ ๔๗ เมษายน ๒๕๔๐
โดย:ปณิธิ-พจนาถ พจนาพิทักษ์

สหายศักดิ์ ต่อท้าย…ไฟเดือนห้า

ตามประวัติแล้วคุณเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ยังไม่จบชั้นมัธยมปลาย อะไรที่ผลักดันให้เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งตัดสินใจแบบนั้น?

ธีรภาพ : กระแสของ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ไง…พวกเราเหล่าพี่น้องทั้งสามคน ได้รับอิทธิพลทางความคิดของกระบวนการประชาธิปไตยมาจากตรงนั้น พี่ชายผมเข้าร่วมกิจกรรมเคลื่อนไหวในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาฯ เขามีอิทธิพลทางความคิดต่อผมมากพอสมควร เขาทำชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่ ธรรมศาสตร์ ผมก็เลยไปทำชมรมอนุรักษ์ฯ เที่เทพศิรินทร์ กระแสก็ส่วนหนึ่ง พี่ชายก็ส่วนหนึ่ง อีกส่วนคือปมในใจของผมเอง ความที่เป็นเด็กฝากเลยเหมือนรู้สึกผิด ต้องชดใช้ด้วยการทำกิจจกรรมให้กัลโรงเรียน ผมช่วยโรงเรียนเยอะนะ เจ้าหน้าที่ห้องสมุด ขายน้ำขายอะไรก็เคย

ทำไมถึงเป็นเด็กฝาก ?

ธีรภาพ : ก็โง่ไง…(หัวเราะ)สอบไม่ติดพ่อต้องพาไปฝากผู้อำนวยการ ได้ไปอยู่ ห้อง ๑/๖ ซึ่งใคร ๆ ก็รู้ เด็กฝากทั้งห้อง มีปมด้อยฉิบ… คิดดูสิพี่น้องสองคนเขาสอบได้ คนหนึ่งสอบได้ที่ ๑ ด้วยซ้ำ จบมาก็มีคะแนนติดบอร์ดของโรงเรียน

ตอน ๖ ตุลาฯ เป็นอย่างไร?

ธีรภาพ: ผมเป็นนักเคลื่อนไหวในโรงเรียน ไปร่วมกับศูนย์นักเรียนที่มหิดลบ้าง ที่ธรรมศาสตร์บ้าง จนกระทั่งเข้าร่วมเคลื่อนไหวมาก ๆ เข้าก็มีคนมาบอกว่าถูกขึ้นบัญชีแดง เป็นหนึ่งใน ๒๐ คน ว่าไปแล้วผมก็ซ้ายนะคือประมาณต้นปี ๑๙ มีคนของพรรคคอมมิวนิสต์เข้ามาต่อสาย ซึ่งเราไม่รู้ว่ามีใครในเมืองทำงานให้พรรคโดยตรง เป็นลักษณะต่อสายมาจากเพื่อนกระทั่งถึงตัวเรา ผมเริ่มสนใจแนวคิด เริ่มศึกษาสรรนิพนธ์ เหมา แอบฟังวิทยุกระจายเสียงประชาชนฯ ของพรรคอมมิวนิสต์ทางคลื่นสั้น เริ่มโต้เถียงกับพ่อ คือพ่อนี่เชียร์สมัคร(สุนทรเวช) แบ่งฝ่ายระหว่างพ่อกับลูก

พอเกิด ๖ ตุลาฯ ขึ้นคุณอยู่ไหน?

ธีรภาพ : คืนวันที่ ๕ ผมอยู่ในธรรมศาสตร์ แต่กลับออกมาราวสองทุ่ม เพราะว่าแม่ไม่สบาย ไม่งั้นก็เป็นอีกคนหนึ่งที่โดนจับ หรือไม่ก็อาจตายไปแล้ว เช้าขึ้นมาเขาประกาศรัฐประหาร เลยว่าถึงยังไงก็ต้องไปธรรมศาสตร์ หนีแม่มา ทั้ง ๆ ที่ แม่ไม่ยอมให้ไปไหน ห้องผมอยู่ชั้นบนก็เลยโยนเสื้อผ้าลงมาข้างล่าง แล้วแกล้งเดินลงมาเข้าห้องน้ำชั้นล่าง บอกแม่ว่าข้างบนน้ำไม่ไหล วันนั้นรถเมล์ก็ไม่มี มีแต่สองแถวซึ่งไปได้แค่กรมสรรพากร ก็ไปยืนดูแค่นั้น เพราะเขาปิดไม่ให้เข้าไป มีนักศึกษาคนหนึ่งวิ่งหลุดมา มาถึงหน้ากรรมสรรพากรก็โดนไม้หน้าสาม เลือดโทรมเลย ผมกลับบ้านด้วยหัวใจที่ร้องไห้รับไม่ได้กับสังคมไทย จึงตัดสินใจไม่ยากเลยที่จะเข้าป่า ออกจากบ้านแแล้วก็เขียนจดหมายทิ้งไว้ให้แม่

จำได้มั้ยว่าเขียนไว้ว่าอย่างไร?

ธีรภาพ : ก็ขอโทษที่แอบหนีไป บอกว่าไม่รู้จะกลับเมื่อไหร่ แแต่แม่สบายใจได้ว่าลูกปลอดภัยแน่นอน ให้แม่เชื่อว่าเราเป็นคนดี ไม่ได้คิดร้ายต่อบ้านเมือง ออกจากบ้านแล้วต้องนอนอยู่บ้านเพื่อนเป็นเดือนเพื่อรอสายมารับ วันเดินทางก็ขึ้นรถไฟที่หัวลำโพง ไปกัน ๔ คน กับสายที่เราไม่รู้จัก อีก ๒ คนจุดหมายของเราคือลงสถานีบ้านส้อง(สุราษฏร์ธานี) แต่ลงไม่ได้เพราะเสียลับ ทางการจ้องเราอยู่แล้ว เลยต้องลงที่สถานีพุนพิน(สุราษฏร์ธานี) นอนโรงแรมจิ้งหรีดคืนหนึ่ง

นั่นคือครั้งแรกพลาดเข้าป่าไม่ได้เลยต้องนั่งรถกลับกรุงเทพฯ คราวนี้อยู่เป็นเดือนเลย เซ็งสุดขีด ไปครั้งที่สองนี่โอเค มีคนมารับ ถือหนังสือพิมพ์ไทยรัฐข้างซ้าย เสียบปากกาที่กระเป๋า เข้าไปที่ค่าย ๕๐๘ ที่ช่องช้างเป็นค่ายใหญ่ จากบ้านส้องเดินขึ้นเขา ไปเรื่อย ๆ ผ่านบ้านชาวบ้านก็แวะกินขนมกับเขา ชาวบ้านนี่เป็นคนของเราทั้งหมดเลย ระหว่างเดินไปก็คิดชื่อ เพราะพอขึ้นไปถึงที่นั่น เขาจะถามว่าสหายจะชื่ออะไร

ไปถึง…โอ้โห…คนที่มาต้อนรับรู้จักกันทั้งนั้นเลย เพื่อนเรา พี่เราทั้งนั้น ผู้ญิงก็มา ที่เป็นลูกคนรวยก็มี แล้วค่ายนั้นเป็นค่ายใหญ่จึงรู้สึกว่าเต็มไปด้วยแรงปฏิวัติ พอตั้งแถวร้องเพลงปฏิวัตินี่ขนลุกเลย ตื่นเต้นจนร้องไห้ คือนักศึกษาที่ขึ้นไปแรก ๆ จะไม่ค่อยเป็นมนุษย์เท่าไหร ไม่มีรักโลภ โกรธ หลง มีแต่แบบหัวใจวีรชนปฏิวัติในขณะที่ชาวนาเขาปฏิวัติมาชั่วชีวิต เขาก็จะมีแบบรักสวยรักงามบ้าง แอบซ่อนขนมไว้กินคนเดียวบ้าง มีเกี่ยงเรื่องการทำงานบ้าง เราก็- อะไรวะ!

…แต่พอเข้าไปใกล้ชิดกับพวกเขามากขึ้น เราก็เห็นความดีของเขา และก็ได้รับรู้ว่าทุกอย่างต้องมีข้อบกพร่อง มนุษย์ ต้องมีรัก โลภ โกรธ หลง ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์ทั้งหมด ทำไมสหายจัดตั้งหรือผู้นำในค่ายถึงมีสิทธิอย่างโน้น อย่างนี้ มันก็มีทั้งนั้นแหละ สังคมนิยมประชาธิปไตย ไม่มีอะไรที่เท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์ จุดนี้ทำให้เราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น โตมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนเหล่านี้มีคุณูปการต่อการปฏิวัติ มีคุณงามความดี ทำให้เรายอมรับความบกพร่องของเขาได้ ได้เห็นแง่งามของคนแม้ว่าเขาจะมีข้อบกพร่อง

ย้อนกลับไปนิดหนึ่ง ยังไม่ได้บอกเลยว่าชื่อจัดตั้งอะไร ?

ธีรภาพ : สหายศักดิ์ ธรรมดามากไม่เท่เลย เพียงแต่คิดว่าเราออกมาจากพื้นที่ของรัฐ แสดงว่าเรายืนยันในศักดิ์ศรี เลยเลือกชื่อนี้ แต่ปรากฏว่าเพื่อนซี้ที่ไปด้วยกัน ตั้งชื่อสมศักดิ์ “ศักดิ์” กับ “สมศักดิ์” มาอยู่ใกล้กันไปไหนด้วยกันค่อนข้างสับสน เขาถึงเปลี่ยนไปเป็น”แดง”

ทราบมาว่าเป็นสหายที่มีฉายาต่อท้ายด้วย…?

ธีรภาพ : ไม่ได้ไปก่อวีรกรรมสู้รบอะไรหรอก เป็นความอ่อนหหัดมากกว่า เรื่องตลกน่ะ…คือในป่าไม่มีห้องน้ำ ก้ใช้สุมทุมพุ่มไม้นั่นแหละ เรื่องทิชชู่ไม่ต้องไปหวัง ทุกคนก็ใช้ใบไม้ ผมเลือกใบที่มันเลี่ยน ใบใหญ่ดีด้วย เกือบเท่าฝ่ามือ มันวาววับเลย ดูแล้วเข้าตากรรมการมาก เช็ดอย่างดีเลย สักสิบห้านาทีผ่านไปเริ่มมีอาการเพราะยางของใบไม้ชนิดนี้เป็นกรด กัดแรงมากชื่อต้นไฟเดือนห้า แรงเป็นไฟสมชือจริง ๆ ปรากฏว่าก้นบวมเดินลำบากอยู่ตั้งสองวันเลยเป็นที่มา….ศักดิ์ ไฟเดือนห้า….


ติดตามอ่าน “ลูกผู้ชายสายน้ำ” ตอนต่อไป