เรื่อง : ชมัยภร แสงกระจ่าง

๑๒ ไม่มีใคร


นาลีมองเด็กหญิงที่นั่งหน้าง้ำอยู่ตรงโต๊ะทำการบ้านอย่างขำ ๆ วันแรก ๆที่สอนกันมาเด็กหญิงกีตาร์ไม่เคยทำท่าแบบนี้ เธอมักนั่งทำการบ้านเงียบ ๆ และเหลือบตามองเป็นครั้งคราว แต่คราวนี้เธอเริ่มมีปฏิกิริยา นาลีมองซ้ายมองขวาเธอเดินไปรูดม่านหน้าต่างตรงทางเดิน เพื่อกันสายตาคนภายนอก แล้วถามด้วยน้ำเสียงเบา ๆว่า
“วันนี้การบ้านอะไรคะ”
“วันนี้ไม่ทำ”กีตาร์ตอบสั้น ๆ เสียงดังฟังชัด
“ทำไมไม่ทำ”
“เบื่อ”เด็กหญิงตอบเสร็จก็เงยหน้ามองผู้สอนอย่างท้าทาย
“เบื่อใครคะ” นาลีถาม เริ่มรู้สึกหงุดหงิด
“เบื่อพี่ลีแหละ” เด็กหญิงตอบ “สอนไม่สนุก”
“อ้าว”นาลีร้อง “สอนการบ้านจะต้องไปสนุกอะไร”
“ก็หนูอยากให้สนุกนี่”
“พี่สอนไม่เป็น”นาลีตอบแล้วก็ลุกขึ้นยืน นึกอยู่ในใจว่า ไม่ต้องไปสอนมันหรอก ครั้งละสองร้อย อาทิตย์ละพัน เดือนละสี่พัน แต่พอนึกได้ว่าตัวเองไม่มีรายได้ทางอื่นเลย เธอก็นั่งลงใหม่ “กีตาร์อยากให้สนุกยังไงล่ะ บอกมา”
“อยากให้พี่ลีเต้นให้ดู”
เป็นคำตอบที่เกินคาด นาลีหัวเราะพรืดออกมา เด็กหญิงก็เลยหัวเราะด้วย แล้วก็ลุกออกจากเก้าอี้ไปยืนร้องเพลงไปเต้นไปด้วยอยู่ข้าง ๆ
“ท่านกำลังเข้าสู่บริการรับฝากหัวใจ
ลงทะเบียนฝากไว้ตัวเอากลับไปใจให้เก็บรักษา
…………………….”
“พี่เต้นไม่เป็น”
“โห..”เสียงเด็กหญิงร้อง “พี่ไปอยู่ที่ไหนมา ถึงเต้นไม่เป็น”
นั่นเป็นประโยคที่ทำให้นาลีกระตุกไปทั้งหัวใจ “พี่ไปอยู่ที่ไหนมา” แววตาของเด็กหญิงเต็มไปด้วยความสงสัยแต่ใสซื่อจนโกรธไม่ลง “พี่ไปอยู่ไหนมา..”นั่นสิ เราไปอยู่ไหนมา เธอถามตัวเอง ดูช่างไม่เข้าพวกกับคนอื่นเสียเลย
“ทำการบ้านก่อนแล้วกัน…ถ้ากีตาร์ทำการบ้านเสร็จ พี่ลีจะยอมให้กีตาร์สอนเต้น”
ดูเป็นประโยคสำคัญที่ทำให้เด็กหญิงกลับไปนั่งที่โต๊ะอย่างรวดเร็ว “จริงนะ”
เธอเงยหน้าขึ้นทำท่าคาดคั้น นัยน์ตาเป็นประกายวาววับ
นั่นเป็นที่มาของการร้องเพลงไปเต้นไปหลังการสอนการบ้านเสร็จ แรก ๆกีตาร์บ่นว่านาลีเต้นไม่เป็น แต่สักพักเดียวไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับนาลี เพราะเธอทั้งร้องและทั้งเต้นได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้เด็กหญิงกีตาร์สนุกสุดเหวี่ยงจนผู้เป็นแม่เปิดประตูเข้ามาดู
“ทำการบ้านเสร็จแล้วววว”เด็กหญิงตอบแม่เสียงดังลั่น “ขอเต้นหน่อย”
แม่โรสค้อนขวับ ท่าทางไม่พอใจเท่าไหร่
นาลีหยุดเต้น คืนนั้นเธอเดินกลับมูลนิธิแบบใจลอย ประโยคว่า “พี่ไปอยู่ที่ไหนมา”ดังก้องอยู่ในหัวตลอดทาง จนไม่ได้สังเกตว่ามีใครคนหนึ่งเดินตามอย๔ห่างๆ
รุ่งสางนาลีฝันว่าได้กลับไปที่บ้านสงเคราะห์”แสนดี”และได้ร้องเพลงกับน้องชาย นาลันตะโกนว่า
เบอร์โทรอื่นจะได้ยินเสียงรอสาย
แบบแบบแบบว่าให้รอ

นาลีไม่รู้เหมือนกันว่า อีกนานเท่าใดเธอจึงจะสามารถติดต่อกับน้องชายผู้หนีหายไปได้ บางทีน้องอาจตายไปแล้ว และเช่นเดียวกันเธอก็อาจจะตายจากน้องไปแล้วเช่นกัน
พิทยาเลือกเรื่องสั้นของไพฑูรย์ ธัญญา ชื่อ“ในที่สาธารณะและถูกต้องตามกฎหมาย” มาทำเป็นละครเวที ซ้อมกันมาแล้วหลายครั้ง พี่คนที่เล่นเป็นนางเอกงานเยอะ พิทยาจึงให้นาลีเล่นสำรองในบางครั้ง และนาลีก็รู้สึกราวกับตนเองเป็นผู้หญิงคนนั้นจริง ๆ ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนกลางเวที
ผู้หญิงคนนั้นนอนอยู่บนพิ้นเวที มือของเธอยื่นมาทางคนดูเหมือนกำลังร้องขออะไรบางอย่าง ใบหน้าเอียงมาทางคนดู ราวกับภาพนิ่ง นัยน์ตาสะท้อนแววเจ็บปวดรวดร้าว
“พวกคุณไม่ควรจะช่วยให้ฉันมีชีวิตกลับไปเลย เพราะคุณช่วยมาแล้วคุณก็กลับมาฆ่าฉันซ้ำสอง”
ไฟมืดลงแล้ว บนเวทีมืดไปชั่วอึดใจ มีเสียงฝีเท้าของผู้ชายย่ำสวบ ๆเข้ามาที่ร่างที่นอนอยู่ เห็นเป็นเงาลาง ๆรุมล้อม และนาลีก็ได้ยินเสียงตัวเองร้องกรี๊ด ๆอยู่ตรงกลาง ไม่ใชเสียงของผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว
พอไฟสว่าง หญิงสาวคนเดิมก็นั่งอยู่บนเก้าอี้กลางเวที มือถือไมโครโฟน มีผู้ชายและผู้หญิงข้างละคนนั่งเก้าอี้ขนาบข้าง ทั้งสองคนถือไมโครโฟนเช่นกัน
“คุณรู้มั้ยคะว่ามีคนติดอยู่กับคุณใต้ตึกร้างนั้นน่ะ”
“รู้ค่ะ” เสียงผู้หญิงคนนั้นตอบชัดเจน
“รู้ไหมครับว่าเป็นผู้ชายยยย”พิธีกรชายลากเสียงยาว นัยน์ตาเป็นประกาย
“ไม่รู้หรอกค่ะ” ยังตอบเสียงกลาง ๆ
“หือ…ไม่ได้กลิ่นเลยหรือคะ..กลิ่นผู้ชายน่ะ” พิธีกรหญิงสอด นัยน์ตาเป็นประกายระยิบระยับกว่าฝ่ายชายขึ้นไปอีก
“ไม่ได้หรอกค่ะ กลิ่นอะไร”เสียงเริ่มสั่น
เสียงพิธีกรชายหญิงหัวเราะขึ้นพร้อมกัน ดังเข้าไปในหูของนาลี คล้ายเสียงของใครสักคนที่อยู่ในวัยเด็ก “เด็กผู้หญิงซะด้วย เว้ยเฮ้ย..” นาลีสะบัดหน้า เรื่องยังดำเนินต่อไปแต่ในหัวของสาวน้อยมีแต่ภาพจำอันกดลึก มีมือยื่นเข้ามาตบไหล่นาลีขณะเดินลงจากเวที พิทยานั่นเอง
“แกเล่นได้นี่ไอ้ลี…แกเล่นได้”
นาลียิ้มแห้ง ๆ
“รอบไหนพี่น้อยเขาไม่ไหว ฉันจะให้แกเล่นแทนนะ..”
นาลียิ้มแหย ๆอยากตอบออกไปเหลือเกินว่า ไม่ได้เล่น แต่เป็นจริง ทุกอย่างเป็นจริง และวิ่งพล่านอยู่ในหัว ฉันเหมือนคนที่มีคนจ้องจะข่มขืนอยู่ทุกวันโดยคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก

ขณะเดินเข้าซอย นาลีเห็นอาจารย์มหาวิทยาลัยคนเดิมเดินตามมาห่าง ๆอีกแล้ว เธอก้มหน้าสาวเท้าให้เร็วขึ้นไปอีก แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายก็เดินเร็วขึ้นเช่นกัน สองข้างทางเดินยังคนพลุกพล่าน ไม่ได้น่ากลัวอะไรแต่นาลีไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องมาเดินกลับหอพักพร้อมเธอ ครูทองทาสั่งมาหรืออย่างไร หลังจากเดินเร็วจนใกล้จะถึงแล้ว นาลีก็ทดลองทอดฝีเท้าให้ช้าลง จนรู้สึกได้ว่าเขาเดินเข้ามาใกล้เต็มที ทอดช้าลงไปอีกให้เขาแซงนำหน้า เขาก็ไม่แซงสักที นาลีเริ่มหงุดหงิด
เธอหยุดกึกและหันขวับไปเผชิญหน้า “ตามมาทำไม”
รายนั้นยิ้มกระจ่างบนใบหน้าขาวสะอาด
“ไม่ได้ตาม…ผมอยู่ในซอยนี้เหมือนคุณ”
“งั้นก็เดินไปสิ…”นาลี เบี่ยงกายให้ทาง
“อยากเดินไปด้วยได้ไหมล่ะ น้อง”
นาลีอึ้ง แต่ก็ตัดสินใจก้าวเดิน โดยมีเขาก้าวตาม
“ครูทองทาให้ตามมาใช่มั้ย”
วัสสายิ้มน้อย ๆ ดูเขาไม่โกรธเคืองเลยที่อีกฝ่ายทำท่าโมโหโกรธานำหน้า “ทำไมจะต้องกลัวครู..น้องเป็นลูกศิษย์ครูทองทาใช่มั้ย ทำไมเราต้องโกรธครูที่หวังดีต่อเรา”
นาลีเม้มปาก สะบัดหน้า
“ไม่มีใครหวังดีต่อใครจริงหรอก”
“จริงเหรอ..”เขาทำเสียงหัวเราะในลำคอด้วย “น้องมองโลกแง่ร้ายมาก”
นาลีนิ่ง ประโยคนี้แทงเข้าไปในใจ ก็โลกร้ายกับเรามาก่อนไม่ใช่หรือ ฉันจึงต้องร้ายต่อโลก ผู้ชายคนนี้จะไปรู้อะไร หน้าใสสะอาดซะขนาดนี้คงไม่เคยเจอะเจอความทุกข์ ชีวิตก็คงสุขสบาย เรียนจบก็ได้เป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย ก็แค่เรียนให้ดีสักหน่อย เอาใจครูมาก ๆ ท่องหนังสือบ่อย ๆ สอบได้เกียรตินิยม แล้ววันหนึ่งทุกอย่างก็เทลงมาตรงหน้าเขา ไม่ใช่แบบเรา ไม่ใช่แบบเรา

ตึกใหญ่ที่คุ้นเคยปรากฏตรงหน้า นาลีสะบัดหน้าโดยไม่บอกลา ปล่อยให้วัสสายืนยิ้ม ๆ อยู่คนเดียวเมื่อถึงห้องเขารีบรายงานครู “ผมคุยกับนาลีแล้วครับ เธอว่า “ไม่มีใครหวังดีต่อใครจริงหรอก”
ครูทองทาส่งตอบกลับมาเป็นสติกเกอร์ขอบคุณ แต่ไม่ถามรายละเอียด เขาเขียนต่อไปอีกว่า “ไม่ถามรายละเอียด แสดงว่าครูงานเยอะมาก”
ครูทองทางตอบมาสั้น ๆว่า “ใช่ ตอนนี้ที่สาขาวิชากำลังทะเลาะกันใหญ่ ไม่พูดละนะ..”
เขาอ่านจบกำลังจะตอบ ครูก็กดอันเซนด์ทันใด วัสสาหัวเราะ ขณะกดสติ๊กเกอร์ตัวใหม่กลับไปว่า “โอเค ไม่พูดละน้า”
(ยังมีต่อ)