เรื่อง : อาจินต์ ปัญจพรรค์
ภาพประกอบ : ชูลี สุชาติ

เมื่อมองดูแผนที่ประเทศไทย ใครๆ ก็มองดูแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งมีปลายบแตกเป็นสีกิ่ง ปิง วัง ยม น่านแล้วมองหานครสวรรค์ ซึ่เป็นจุดรวมเริ่มต้นความมหึมาของมหกรรมระลอกคลื่นอันผ่านจังหวัดต่างๆ ลงมาพะวักพะวงกับกรุงเทพฯ และธนบุรีฯ เป็นเส้นคดงอราวกับลำไส้ของแผ่นดิน ก่อนจะบานถ่างปลายออกสู่ปากอ่าว

แต่บางคนจะจับใจในเส้นทางอันเคร่งขรึมของของแม่น้ำโขง, แม่น้ำชี, แม่น้ำป่าสัก,แม่น้ำน้อย, บางคนเลือกดูที่ด้ามขวานทองหาแม่น้ำตาปี แล้วแต่วิญญาณของแม่น้ำใดที่คนเคยสัมผัสในวัยเยาว์จะกระซิบเรียกร้องอย่างลึกลับ แม่น้ำมีอาญาแก่ผู้ประมาทและอวดดีกับมัน ในยามน้ำเหนือบ่ามันจะสำแดงเดชท่วมบ้านช่องไร่นาเสียหายทั่วทั้งภาค แต่กระแสอันดุร้ายของมันก็แฝงความเมตตาโอบอุ้มเอาดินปุ๋ยจากโคนป่าโคนเขามาฝากไว้เป็นรางวัลอันอิ่มหนำในปีต่อไป

แม่น้ำกรุณปรานีต่อผู้ร้อนรุ่มและกระหาย มันให้รสทิพย์ของการเดินทางโดยเรืออันเชื่องช้าแก่บทกวีในการแต่งนิราศ และมันยังให้บทความอันมีสาระแก่กิจการชลประทาน การเกษตร การพลังงาน ในสมัยของพวกเรานี้อมันเป็นเส้นคู่คดเคี้ยวเหมือนงูที่อมปากงูตัวอื่นที่เล็กกว่ามาตลอดทางสู่ปากอ่าว แต่ละแม่น้ำล้วนมีศักดิ์ศรีในประวัติศาสตร์เฉพาะตัวของมัน เส้นคู่นี่แหละที่นักมานุษยวิทยาเห็นว่ามันเป็นเส้นเชื่อมเชื้อชาติสองฟากฝั่ง แต่นักล่าเมืองขึ้นเห็นเป็นเส้นแบ่งที่เขาต้องการแยกพลเมืองที่เขาขึ้นบกได้เอาไปเสีย นั่นเป็นบทเรียนที่แม่น้ำโขงให้ไว้แก่ศาสตร์ต่างๆ ทั้งมานุษยวิทยา การฑูต และการสงคราม

แม่น้ำต่างๆ อันสงบร่มเย็นในใจกลางหน้าอกของแผ่นดินไทยต่างก็สูบและฉีดกันไปมาซึ่งความผูกพันระหว่างมันกับคน และคนกับคน เชื่อมโยงด้วยคลองเล็กคลองน้อยเบื้องบนแผ่นดินพยายามจะเซาซึมไปให้ทั่วถึงกันใต้แผ่นดิน ไม่ว่าน้ำเหนือ น้ำใต้ น้ำภูเขาและแม่น้ำโขง

แม่น้ำไหลจากที่สูงลสู่ที่ต่ำ แล้วไปออกปากอ่าวตามยถากรรม เพื่อให้เราเอาไปเขียนไว้บนแผ่นแผนที่วิชาภูมิศาสตร์เท่านั้นละหรือ?
หามิได้, แม่น้ำมีภาระอันหนักยิ่งกว่านั้น ไหล่ของมันได้รองรับฝนหนักลงสู่อกของมันแล้วระบายลงทะเลไม่มีวันหยุดหย่อน มันหล่อเลี้ยงพืชพันธุ์ธัญญาหาร บนที่ราบลุ่มโดยไม่คิดมูลค่า มันเป็นผู้ลำเลียงปุ๋ยอันโอชะจากภูเขาและที่ดอนลงมาแจกจ่ายอย่างฟุ่มเฟือยให้แก่ที่ราบลุ่มในฤดูน้ำหลาก มันนอนอยู่เบื้องหลังความเจริญเติบโตของการเกษตรและชาวเกษตร มันเปิดทางสะดวกให้แก่ชาวบ้านและชาวเรือที่สัญจรไปมา

มนุษย์ตักตวงดื่มมันกินและใช้สอยเป็นรายตัว และยังรวมหัวกันตักตวงสายธารของมันด้วยการสร้างเขื่อนทำนบกั้น เอามันไว้ใช้ร่วมกันทั้งแถบถิ่นเอาทั้งเลือดเนื้อของมันไปเป็นอาหารของพืช แล้วยังเอาเรื่ยวแรงของมันไปหมุนระหัดวิดน้ำจนกระทั่งกลไกพลังงานไฟฟ้า มันก็อดทนไม่ปริปาก แต่ก็มียามที่มันทวงสิทธิ์ของมันกลับคืนโดยไหลบ่าท่วมท้นลิ่นตลิ่งแหวกเขื่อนทำนบมูลดินแตกกระจาย ผู้คนล้มตาย บ้านช่องถูกมันเหยียบไว้ใต้ฝ่าเท้าอันอ่อนนุ่มในบางปี เพื่อตักเตือนผู้คนที่กำลังจะลืมบุญคุณของมัน

คนบนตลิ่งอาศัยมันอาบและกิน แต่มันก็กินคนเข้าไปในท้องอันกว้างใหญ่ยืดยาวของมันเหมือนกัน มันอยู่ของมันอย่างเงียบๆ บนแผนที่ แต่มนุษย์ไปขีดเส้นแดงกั้นเส้นทางของมัน แล้วกักขังจำกัดเขตของมันไว้เป็นอ่างใหญ่เหนือเขื่อน ระบายสีหย่อมๆ ตามความต้องการ มันก็ทนอยู่ของมันเงียบๆ รอคอยวันที่มนุษยเผลอในชั่วคนต่อไป

แม่น้ำรับใช้การอพยพย้ายเมืองในอดีต มันเคยเป็นทางเดินทัพ มันเปิดทางให้เรือยนต์ เรือโยงขึ้นล่องหากินกันไป ทั้งมันยังเป็นสนามให้แก่เรือในยามเล่นสนุก เป็นผู้ชี้ทางให้โจรหนีแล้วแนะทางให้ตำรวจอำเภอตาม

ทีแรกมันอยู่ในวิชาภูมิศาสตร์ให้เขียนแผนที่ แต่เมื่อมีมนุษย์และกาลเวลาเข้าไปยุ่มย่ามกับมันต่างๆ นานา มันกลายเป็นพญานาคตัวสำคัญผู้แบกเรื่องราวของมนุษย์เลื้อยไปบนหน้ากระดาษ ประวัติศาสตร์ทำให้มนุษย์ต้องหาความรู้จากมัน

คัดจาก : หนังสือแม่น้ำยามศึก
พิมพ์ครั้งที่ ๒ โดย สำนักพิมพ์หมึกจีน ๒๕๓๕