เรื่องและภาพ: ธีรภาพ โลหิตกุล

เมื่อกว่า 400 ปีก่อน หนุนส่งให้หุบเขากาฐมาณฑุก้าวสู่การเป็นราชธานี ที่เปล่งปลั่งมลังเมลืองด้วยวิจิตรศิลป์อันอลังการ ไม่ว่าจะเป็นกรอบประตูหน้าต่าง ที่ต่อคิ้ว เติมปีก กรุช่อง จำหลักลายอย่างวิลิสมาหรา
….

แม้แต่ “ฮัมมิกะ” หรือดวงเนตรกรุณา ดวงตาเห็นธรรม ของพระไวโรจนพุทธเจ้า ที่ประดับตรงบัลลังก์พุทธเจดีย์ อย่างเจดีย์สวยัมภูนาถ หรือโพธนาถ อันกลายเป็นภาพลักษณ์โดดเด่นของเนปาลในสายตาชาวโลก แทบทุกคนจดจำดวงตาคู่นี้ได้ แต่น้อยคนจะทราบว่า
พุทธศิลป์อันทรงพลังนี้ เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์มัลละ และคือแขนงหนึ่งของ “ศิลปะเนวาร์”
…..

ทั้งๆ ที่ราชวงศ์นี้ประกาศให้ศาสนาฮินดูเป็นศาสนานำ แต่ก็มิได้รังเกียจเดียดฉันท์ศาสนาพุทธ กระทั่งนำเอาคติความเชื่อและแบบแผนประเพณีบางอย่างของพุทธ มาผสมกลมกลืนอย่างสมานฉันท์ กลายเป็นรากฐานของประเทศเนปาล ที่แม้จะประกาศอย่างเป็นทางการ
ว่ามีประชากรที่นับถือศาสนาฮินดูถึงร้อยละ 86.2 ขณะที่มีชาวพุทธเพียงร้อยละ 7.8
….

แต่ในความเป็นจริง ชาวฮินดูก็บูชาพระพุทธเจ้า ด้วยเชื่อว่าพระองค์เป็นอวตารปางที่ 9 ของพระนารายณ์ ชาวพุทธก็เซ่นสรวงบูชาเทพเจ้าฮินดู ตามความเชื่อว่า พระศิวะ พระนารายณ์ ก็คือพระโพธิสัตว์ที่พระพุทธเจ้าให้กำเนิดขึ้น
…..

ศิลปินสกุลช่างมัลละจึงรังสรรค์ทั้งงานพุทธศิลป์ และฮินดูศิลป์ อย่างมิอาจแยกออกจากกันได้ จนชาวเนปาลเชื่อว่าหุบเขากาฐมาณฑุเป็นที่สถิตของปวงเทพฮินดู และพระโพธิสัตว์ของชาวพุทธรวมกันกว่า 200 ล้านองค์ ทั้ง ๆ ที่ชาวเนปาลทั้งประเทศมีเพียง 27 ล้านคน!
….

บ้านเก่าเรือนแก่ในหุบเขานี้ มีผู้คนอาศัยอย่างต่อเนื่องหลายชั่วอายุคน การทะนุบำรุงงานวิจิตรศิลป์ที่เป็นไม้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง การเมืองง่อนแง่นของเนปาล


ขณะที่เทวรูปศิลาและสำริด ที่ประดับตามเทวสถาน และริมทางเดินก็อาจดูเขรอะ เพราะไม่ใช่วัตถุโบราณในพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นขวัญและกำลังใจที่ชาวบ้านยังเอาดอกไม้มาโปรย เอาสีมาแต้ม เอาหัวมาแตะ เอามือมาสัมผัส เพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต
…..

พลังศรัทธาไม่สิ้นสูญเช่นนี้ ที่เป็นพลังขับเคลื่อนชาวเนปาล รังสรรค์งานศิลปะประดับโลก