เรื่องและภาพ : ชูลี สุชาติ

ทวายจะเป็นเช่นไร?” ในภายภาคหน้าก็ช่างมัน เพราะผมก็แค่คนเดินทางที่ผ่านมาแล้วเดินจากไป…แม้นว่าภายในใจจะ “อยากหยุดเวลาไว้ที่ทวาย” ก็ตาม

๑ หยุดเวลา
เกลียวคลื่นระลอกแล้วระลอกเล่า สาดซัดผืนทรายทอดยาวไกลสุดสายตา เบื้องหน้าดวงตะวันสาดแสงสุดท้ายก่อนจะดิ่งหายลงสู่ห้วงมหรรณพ คงอีกไม่ช้านานเงาทะมึนแห่งรัตติกาลโอบคลุมผืนแผ่นฟ้า แสงไฟนีออนจากเรือหาปลาโยกที่โคลงเคลงตามคลื่นทะเลโถมอยู่ไกลๆ ลมยามย่ำค่ำโบกสะบัดให้ความชุ่มฉ่ำผิวกาย หากแต่ผมกลับรู้สึกเหน็บหนาวในส่วนลึกของจิตใจ เหมือนเดินอยู่ในความเวิ้งว้างไร้ขอบเขต อารมณ์เปลี่ยวเหงาและคิดถึงคนห่างไกล ยิ่งได้เห็นคู่รักชายหนุ่ม-หญิงสาวเดินจูงมือ เธอและเขายึดพื้นที่แนวโขดหินเฝ้ามองห้วงยามตะวันรอน ใครกันหนอ? จะช่วยปลอบประโลม อ้อมกอดของใครเล่า? ที่จะแบ่งปันความรักและเอื้ออาทร เอาเข้าจริงๆ คนเราต่างกระเสือกกระสนไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งความสุข หากเลี่ยงได้ย่อมไม่มีใครจมอยู่กับความโดดเดี่ยว ทว่าช่วงชีวิตหนึ่งคงต้องมีสักครั้งที่ต้องร้องไ้ห้ ผิดหวังซ้ำๆ ซาก ๆ กับพันธะแห่งรัก ห่วงหา อาทรกับเรื่องราวสุข-ทุกข์ที่ถาโถมเข้ามาในละวัน และสิ่งเหล่านั้นจะย้อนกลับมาโบยตีคราใดจิตใจอ่อนแอ

ชายหาดมองมะกันยามตะวันชิงพลบ ผมนั่งมองประดาเด็กหนุ่ม ๆ ชาวทวายเล่นฟุตบอล ดูพวกเขามีความสุขสนุกสนาน หัวเราะ เมื่อส่งลูกฟุตบอลเข้าไปตุงที่ก้นตาข่ายฝั่งตรงข้าม ร่างของชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยวตัวเอง เดินทอดน่องบนผืนทราย ใกล้แนวโขดหินหญิงสาวยืนเพ่งมองการล่ำลาระหว่างดวงตาวันกับปลายขอบฟ้า บางทีเธอเก็บซ่อนน้ำตาอยู่ภายในและอาจต้องการใครสักคนคอยปลอบประโลม
“การเดินทางเป็นสายตาของนักเขียน” คำของนักเขียนเอกอุผู้ได้รับสมญานามพญาอินทรี แต่มันต้องแลกเปลี่ยนด้วยความเหงาและคิดถึง-คิดถึงคนที่ถูกทิ้งไว้ให้อยู่เบื้องหลัง จนบางครั้งรู้สึกหวาดหวั่นกับหนทางข้างหน้า พูดก็พูดเถอะมาดแม้นว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาเยือนเมืองชายฝั่งของรัฐตะนาวศรี เมืองที่ตั้งอยู่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเมียนม่าร์

คัดย่อบางตอนจากหนังสือ : อยากหยุดเวลาไว้ที่ทวาย
จัดพิมพ์โดย : สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี

ขอบพระคุณท่าน อจ ฟ้อน เปรมพันธุ์ บรรณาธิการ
เพียงแค่เห็นชื่อหนังก็รู้สึกคุ้น ๆ ยิ่งอ่านโค๊ดคำหลังปก ยิ่งคุ้นเข้าไปใหญ่…
ตอนนี้ยังคิดถึงทวาย