บทที่ ๑๐

พร่างพราย

ชมัยภร แสงกระจ่าง

วัสสาสอบเข้าเรียนต่อปริญญาเอกได้อย่างไม่มีข้อสงสัย แต่พอเขียนใบลาเรียนเข้าจริง ๆ ปัญหาที่ไม่คาดคิดก็ปรากฏ คณบดีอนุญาตให้ลาเรียนได้เพื่ออนาคตของภาควิชา แต่หัวหน้าภาคกระแนะกระแหนทุกนาทีที่เห็นหน้า วัสสายิ้มแหย ๆ ไม่รู้จะตอบโต้พี่หัวหน้าภาคอย่างไร ธรรณ์ เพื่อนชายอาจารย์รุ่นเดียวกันแอบมากระซิบว่า

“หัวหน้าภาคมากระซิบผมว่า คุณข้ามหน้าข้ามตาเขา บอกเขาทีหลังคณบดีอีก”

“อ้าว..”วัสสาร้อง “ก็ผมเจอคณบดีก่อน ก็เลยรีบบอก…”

“นั่นแหละ คณบดีมาพูดอะไรกับพี่ตุ๊กไม่รู้ เลยกลายเป็นโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง”

“ให้หัวหน้าภาคสอนแทนผมมั้ง เลยอารมณ์เสีย”

เพื่อนหัวเราะ ไม่ได้พูดว่าอะไรปล่อยให้วัสสากลัดกลุ้มไปคนเดียวจนสามวันผ่าน เขาจึงมากระซิบอีกครั้งว่า “เขาว่าเขาเป็นคนปั้นคุณขึ้นมา..” วัสสานิ่งด้วยความไม่พอใจ เขาไม่เคยคิดว่าจะได้ยินประโยคนี้ เพราะเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับหัวหน้าภาคคนนี้มากนัก เพียงแต่ว่าวันที่อาจารย์ทองทาส่งเขามาสมัครที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เขาได้เจอกับพี่ตุ๊กหรือพี่กิตติยานี้ก่อนใคร ตอนนั้นเธอเป็นกรรมการสัมภาษณ์เขาเข้าเป็นอาจารย์ แต่ก็ไม่ใช่ว่ามีเธอคนเดียว หากมีกรรมการถึงสามคน เธอก็ไม่น่าจะเรียกร้องเขาแบบนี้

“ช่างหัวมัน..”เขาบอกตัวเอง เรียน ๆเสียให้จบ อยู่ได้ก็อยู่ไป อยู่ไม่ได้ก็ไปมหาวิทยาลัยอื่นก็แล้วกัน

วันนี้เป็นวันจันทร์ วัสสากลับบ้านเมืองกาญจน์เสาร์อาทิตย์ วันนี้มีเรียนปริญญาเอก จึงต้องตาลีตาเหลือกขึ้นรถจากสถานีขนส่งสายใต้เข้ามามหาวิทยาลัย รถก็ติดหนึบจนเป็นธรรมชาติเขาเลยต้องลงเดินแกมวิ่งเพราะเกรงใจอาจารย์ผู้สอน ขณะกำลังเร่งฝีเท้าอยู่นัน ใครคนหนึ่งก็แซงหน้าเขาไปอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่เขาคิดว่าเขาก็เดินเร็วอย่างผิดปกติอยู่แล้ว ข้อสำคัญเธอเป็นนิสิตหญิงเสียด้วย เขามองด้านหลังของเธอด้วยความทึ่ง และเธอก็เดินไปทางเดียวกับเขา ยิ่งเขาเร่งฝีเท้าเร็วเท่าไร เธอก็ยิ่งเร็วกว่าเขาขึ้นไปอีกราวกับรู้ สุดท้ายจุดหมายปลายทางของเธอกับเขาก็เป็นที่เดียวกันคือ คณะอักษรศาสตร์

“พวกเดียวกันเสียด้วย” เขานึก และก็ยังแปลกใจ เด็กผู้หญิงผิวคล้ำ ผอมแห้ง เอาแรงมาจากไหนกันหนอ

เมื่อเรียนวิชาทฤษฎีการวิจารณ์จบแล้ว ตอนบ่ายเขาจีงแวะเข้าไปหาอาจารย์ทองทาที่ห้องพัก พอเคาะบังตา ครูก็บอกว่า “เชิญ” ครูเงยหน้าขึ้นมามองด้วยอาการคิ้วขมวด พอเห็นเป็นเขาครูก็ยิ้มกว้าง พิงหลังกับพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลายแล้วว่า “ดีจังที่เป็นวัส”

เขาสวัสดีครู นั่งเล่าสารทุกสุกดิบให้ครูฟัง รวมทั้งเรื่องที่ถูกหัวหน้าภาคเขม่นที่ลาเรียนด้วยเหตุผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ครูหัวเราะแล้วบอกว่า ไร้สาระ แล้วก็คุยกันเรื่องอื่นไปอีกพักหนึ่งก่อนจะบ่นถึงลูกศิษย์ที่ชื่อ นาลีให้ฟังอีกครั้ง นับเป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้ ราวกับว่าครูพอใจจะให้เขาได้ยินได้ฟัง

“แกไม่ยอมให้ครูช่วยอะไรเลย…แม้แต่เรื่องที่ต้องทำงานร้านอาหาร นี่ครูเลยแอบช่วยผ่านครูคนอื่นไปอีกที ให้ไปทำงานอย่างอื่นที่ดีกว่าร้านโต้รุ่ง ตอนนี้ก็อยากให้แกได้ทุน กำลังให้เพื่อนเอาใบสมัครขอทุนไปให้ ไม่รู้คุณเธอจะยอมกรอกมั้ย หยิ่งซะด้วย”

แวบหนึ่งนั้น วัสสานึกถึงเด็กผู้หญิงที่เดินแข่งกับเขาเช้าวันนี้ เกือบจะถามออกไป แต่ก็คิดว่าไม่จำเป็นที่เขาจะต้องถาม เพราะมัน “ไร้สาระ” อย่างที่ครูว่าจริง ๆ แล้วเขาก็นึกต่อไปถึงตัวเอง และอดไม่ได้ที่จะพูดกับครูว่า

“ตรงกันข้ามกับผมเลยนะครับ…ผมวิ่งมาหาครูก่อนเลย”

“นั่นสิ” ทองทารับคำ “ครูก็สงสัยจริง ๆ ว่าทำไมนาลีถึงไม่คิดอย่างวัส…อาจเป็นเพราะถูกอบรมบ่มเพาะมากันคนละแบบ…นี่พลัมก็ทำท่าจะเลิกสืบประวัติให้ครูไปแล้ว บอกว่าเบื่อ เด็กมันอินโทรเวิร์ต”

วัสสาเห็นท่าเหนื่อยหน่ายของครูก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกไปว่า

“ครูจะให้ผมช่วยอะไรไหมครับ”

ครูทองทาส่ายหน้า “ถ้าเจอก็มอง ๆ ดูแล้วกัน ครูก็ยังคิดไม่ตกว่าถ้าครูจะวางมือไปเลย ครูจะทำใจได้ไหม

วัสสายิ้ม เขาตอบครูไปว่า “ผมคิดว่าครูไม่วางมือหรอกครับ…ตั้งแต่ผมรู้จักครูมาครูไม่เคยวางมือเลย”

ทองทาทำหน้ายิ้ม ๆ ยกหลังมือหงิก ๆ ให้วัสสา “มะเหงกแน่ะ”

ในห้องโอ่โถงหรูหรา บรรยากาศเยือกเย็น ในตึกฝั่งตรงกันข้ามกับตึกเรียน อาจารย์สามคนกำลังจ้องหน้าเธอด้วยแววตาของผู้เหนือกว่า

“จะเชื่อได้อย่างไรว่าทั้งหมดที่คุณพูดมานั้นเป็นความจริง”

นาลีจ้องมองหน้าคนพูดเขม็งเมื่อได้ยินประโยคนั้น เธอนึกตั้งแต่แรกแล้วว่า การเดินเข้ามาในห้องที่มีคนนั่งมองเธอมากกว่าสองคนขึ้นไปนั้นเป็นเรื่องที่เธอไม่ปรารถนาอย่างยิ่ง ยิ่งเข้าไปเพื่อที่จะ “ได้”ออกมาก็เป็นเรื่องที่ไม่ปรารถนาขึ้นไปอีก มันต้องสองมือของเราเองไม่ใช่หรือ นาลี นาลา มือที่กำมีด ถือพร้า ยกจาน จับและสัมผัสในสิ่งที่จะให้ได้เงินมาเพื่อการเลี้ยงชีวิต การเข้าไปนั่งในห้อง เด่นอยู่ตรงกลางและให้พวกเขารุมขย้ำราวกับว่าเป็นลูกกวางอันโอชะของฝูงเสือนั้นนาลีไม่ชอบ ถึงระดับชิงชัง นี่เพราะใบสมัครที่ส่งมาจากมืออาจารย์ทองทา และข่าวสารที่ได้ยินในห้องน้ำว่า นิรมิตสวัสดีสมัครขอทุนด้วย นาลีเพียงอยากรู้ว่าระหว่างคนที่มีเงินมากกับคนที่ไร้เงินอย่างแท้จริงอย่างเธอ ใครจะเป็นผู้ได้รับทุน

“ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรค่ะ เพราะดิฉันก็ไม่คิดว่าจะมีใครเชื่อ”

ค่าหอพักเดือนละสองพันบาท กับค่าจ้างวันละสองร้อยบาท ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีญาติ อายุยี่สิบ อยู่มาได้อย่างไร ก็สมควรแล้วที่เขาจะถามหาหลักฐานอันน่าเชื่อถือ

“หยิ่งเสียด้วย” ใครคนหนึ่งหัวเราะออกมา ดูเยาะหยันและเอ็นดูไปพร้อมกัน แต่นาลีไม่ชอบ

“ไม่เอาค่ะ หนู หนูฟังครูนะ……….”ใครอีกคนที่มีประสบการณ์ชีวิตเป็นผมสีขาวหลายหย่อมเอ่ยขึ้น มีรอยยิ้มอ่อนโยนเมตตาแบบที่นาลีไม่มีวันเชื่อ “เรามีคนมาสมัครเยอะ หนูต้องเข้าใจนะ ครูก็ต้องมีมาตรการในการคัดกรองคน…”

นาลียิ้ม ไม่ตอบไม่พูด และยกมือไหว้ลาออกมาอย่างยโส คำว่า “หยิ่ง” ตามหลังมาอีกครั้งคราวนี้ไร้เสียงหัวเราะ

ผลการให้ทุนเรียนดีประกาศออกมาแล้ว นาลี นาลา และนิรมิตสวัสดี สวัสดีไพบูลย์ ได้ทุนทั้งคู่ นิรมิตสวัสดีประกาศเอาทุนสองหมื่นบาทมาเลี้ยงเพื่อน ๆ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง “เป็นค่าโง่ของกรรมการ” ใครคนหนึ่งเผลอพูดออกมา นาลีได้แต่เงียบ ใครบางคนพยายามจะถามนาลี แต่ถูกเพื่อนอีกคนสะกิดไว้ “นั่นเขาจำเป็นต้องใช้เงินจริง” นิรมิตสวัสดีบอกเพื่อน ริมฝีปากเหยียดออกเหมือนเยาะหยันหรือยิ้มให้กำลังใจ ยากที่จะดูออก

“ใช้เงินภาษีประชาชนผิดตรงไหน” นิรมิตสวัสดียกไหล่

สัปดาห์ถัดมา วัสสามาติดต่อเรื่องการเรียนปริญญาเอกที่คณะ จึงแวะมาหาทองทา ทองทาจึงบ่นเรื่องความแปลกประหลาดของลูกศิษย์ให้ฟังอีกครั้ง หลังจากนั้นก็เล่าเรื่องนาลีทำงานลำบากอยู่ลำบากให้วัสสาฟังคร่าว ๆ “นี่กำลังทำงานกองถ่าย แต่มันก็หนักเกินไป บอกครูด้วยนะ ถ้ามีงานใหม่ นึกเสียว่าสงสารลูกนกตาดำ ๆ…”

คำของทองทาทำให้วัสสานึกถึงลูกนกตาดำ ๆ ที่แสนจะน่ารักน่าสงสารไปตลอดทางที่กลับไปมหาวิทยาลัยของตนเอง แน่นอนที่สุด เขาอยากช่วยเธอเพราะเธอคือลูกศิษย์ของครูทองทาเพื่อช่วยตอบแทนบุญคุณของครูที่เคยช่วยเขานั่นเอง

หลังจากได้รับทุน นาลีมีอาการง่วงโงกในห้องเรียนน้อยลง มีใครสักคนทำจดหมายสนเท่ห์ร้องเรียนเรื่องการรับทุนของนิรมิตสวัสดี ทำให้มีการสืบสวนและเพิกถอนทุนการศึกษา นาลีถูกเพ่งเล็งจากเพื่อนกลุ่มหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ทั้ง ๆที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำการใด ๆ วันนั้น นิรมิตสวัสดีเดินสวนกับนาลีที่หน้าคณะ เธอตรงเข้ามาต่อว่า

“เธอทำจดหมายไปร้องเรียนกรรมการทำไม…ทุนก็ได้ไปแล้ว ยังจะอิจฉาริษยาคนอื่นไปทำไม”

นาลีตาโต “ฉันไม่เคยอิจฉาใคร”

นิรมิตสวัสดีหัวเราะเยาะหยัน “จริงหรือ”

วันรุ่งขึ้น นิรมิตสวัสดีแจกจดหมายเชิญชวนเพื่อน ๆไปกินเลี้ยงที่บ้านอีกครั้ง “ไม่ต้องได้ทุนก็เลี้ยงได้” นาลีไม่รู้ว่ามีเพื่อน ๆ ไปกี่คน แต่ได้ยินแว่ว ๆ ว่า เป็นเพื่อนโรงเรียนเก่าเสียเป็นส่วนใหญ่ นาลีไม่ไปอยู่แล้ว เธอรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องไร้สาระอีกเรื่องหนึ่งในชีวิต เธอรีบกลับไปหอพักเพื่อรอทำงานใหม่ แม้ดูจะหนักเท่างานเดิม และรู้สึกว่าไม่พ้นไปจากการควบคุมของครูทองทา คนที่เธอรู้ว่าหวังดี จริงใจ แต่เธอก็ต้องยอมไปก่อน และความหวังดีของครูทองทานี่เอง เป็นสิ่งที่เธอกลัวที่สุด

วันที่นิรมัตสวัสดีเลี้ยงแก้เก้อ โดยบอกพ่อว่า เธอเลี้ยงฉลองความสำเร็จในการเป็นที่รักของเพื่อน ๆ โดยออกบัตรเชิญแบบน่ารักสุด ๆว่า

รักนิรมิตสวัสดี

เชิญรับเลี้ยงจากนิรมิตสวัสดี

ในโอกาสที่นิรมิตสวัสดีโชคดี

คงจะมีหลายคนไม่รู้ว่านิรมิตสวัสดีถูกเพิกถอนทุนไปแล้ว และคนที่รู้ก็จะไม่บอกใครทั้งนั้น ทุกคนรู้สึกเห็นใจนิรมิตสวัสดีและชิงชังนาลีผู้เป็นจำเลยในกรณีนี้ ยกเว้นแต่ใฝ่ฝันคนเดียวเท่านั้นที่รู้ดีที่สุดว่าใคร

หลังจากกองถ่ายทำหนังคุณภาพของโจอี้ปิดกล้อง นาลีก็หายตัวไป พลัมส่งข่าวให้ทองทารู้ตอนต้นเดือนทางไลน์ ทองทาส่งการ์ตูนไลน์กลับเป็นรูปเด็กมีเครื่องหมายคำถามเต็มหัว