เรื่อง : ชมัยภร แสงกระจ่าง
ภาพ : ชูลี สุชาติ

๗ วัตสัน พลัม

พลัมรู้สึกตัวเองเหมือนคนว่างงาน ทั้งที่ความจริงมีงานใหม่ ๆ ที่ฝ่ายโปรดักชั่นรอให้เขาคิดอีกหลายงาน แต่เขากลับรู้สึกว่า เรื่องของลูกศิษย์ครูทองทา หรือความจริงก็คือรุ่นน้องของเขาเองเป็นเรื่องสำคัญกว่าเยอะ เที่ยงวันรุ่งขึ้น เขาจึงเดินเข้าซอยนั้นไปสำรวจสภาพอีกครั้ง ความจริงซอยก็ไม่เปลี่ยวมากเท่าไหร่ แต่ก็มีจุดอันตรายหลายจุดที่เป็นที่ดินว่าง ไม่มีบ้านคน แม้จะมีมอเตอร์ไซค์วิ่งเข้าออก แต่ดึก ๆ ขนาดตีสองนั้นก็ไม่มีมอเตอร์ไซค์เหลือแม้แต่คันเดียว

หอพักที่ยายดำปื้ดพักเป็นตึกกลางเก่ากลางใหม่ ติดชื่อว่าหอพักมณีขวัญ คนดูแลหอพักเป็นป้าแก่ ๆ อ้วน ๆ แกนั่งอยู่ในห้องเล็ก ๆ ด้านล่าง เปิดโทรทัศน์เสียงดัง เขาก้มลงมองตัวเองว่าเนื้อตัวเป็นอย่างไร ก็พบว่าตัวเองนุ่งกางเกงยีนส์ปอน ๆ กับเสื้อยืดเก่า ๆ เดินออกจากบ้านมา จะเก๊กว่าเป็นผู้ปกครอง ยายดำก็คงไม่ได้ “พี่ชายแล้วกันวะ” เขาสรุปเอาเอง ก่อนทำทีเป็นเดินเข้าไปถาม
“ป้าครับ…ผมมาตามหาน้องสาว…”
ป้าหันมามองเขาอย่างสำรวจตรวจสอบตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วย้อนถามว่า
“เอ็งว่าอะไรนะ ไอ้หนู”
“เอ…คือว่าผมมาจากบ้านนอก”
“จังหวัดไรดีวะ เขานึกในใจ ทันใดนั้นเสียงเหน่อก็ดังเข้ามาในหัว ทำให้เขาหลุดปากออกไปว่า ผมมาจากสุพรรณ…”ป้ามองสำรวจอีก
เขาก็เลยเปลี่ยนประโยคใหม่ “คือผมไปทำงานโรงงานที่สุพรรณ…วันนี้เข้ามากรุงเทพ เลยแวะมาเยี่ยมน้องสาว…ชื่อ ไอ้ลี เอ๊ย นาลี นาลา…น่ะครับ อยู่มั้ย”
ป้ามองเขาด้วยลูกตาคู่เดิมที่เพิ่มแววสงสัยขึ้นมานิดหน่อย แล้วย้อนว่า
“เอ็งเป็นพี่ชายประสาอะไร ไม่รู้หรือวะว่าน้องสาวเอ็งไปเรียนหนังสือ”
“แฮ่” เขาเผลอร้องออกมา “อ้อๆ จริงด้วยจ้ะ…งั้นฉันฝากตังค์ไว้ให้น้องสาวหน่อยได้ไหมจ๊ะ”

เขาล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์ เปิดกระเป๋าเห็นใบละพันหลายใบ ทำท่าจะหยิบออกมาแล้วนึกได้ว่า ถ้าขืนฝากใบละพันก็จะผิดธรรมเนียมคนทำงานโรงงานไปหน่อย เขาจึงหยิบธนบัตรใบละร้อยออกมาสามใบ ยื่นให้แกดื้อ ๆ
“ฉันไม่มีซองนะ ป้า ฝากป้าไว้หน่อย บอกว่าพี่ชายที่อยู่สุพรรณฝากให้”
ป้าไม่รับตังค์ในทันที หากกลับย้อนถามว่า “เอ็งชื่ออะไรล่ะ”
พลัมเกือบจะหลุดปากออกไปว่าพลัมแล้ว แต่นึกได้ว่า นั่นมันชื่อจริงที่เป็นชื่อเล่น(เอ๊ะยังไง)ของเขา ดังนั้น เขาควรจะตั้งชื่อใหม่ ไวเท่าไวเขาตอบออกไปว่า “นาไลครับ..พี่ไอ้นาลี”
“นาลัย..”ป้าทวนคำ “บรรลัยหรืออาลัยล่ะ” แกทำให้เขาสะดุ้งหนักขึ้นไปอีก
“นาไล…สระไอ ไม้มลายนะป้า..”
ขณะหมุนตัวกลับ เขานึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ทำหน้าที่นักสืบเลย เขาจึงหันไปถามป้าอีกครั้ง “ตอนนี้มีห้องว่างมั้ยป้า..”
“พูชายพักไม่ได้หรอก”ป้าว่า
“ไม่ช่าย…”เขาด้นไปเรื่อย “แฟนผมเขามาทำงานกรุงเทพฯ ผมก็จะมาถามน้องเรื่องนี้พอดี”
“ไม่มี เต็มหมด แต่ปลายเดือนนี้จะมีออกคนหนึ่ง”
“จริงหรือครับป้า..”เขาทำท่าดีอกดีใจโดยอาศัยวิชาการละครที่ได้เรียนมา
“เดือนละเท่าไหร่นี่ป้า ผมจะได้เตรียมตังค์ถูก”
“พันห้า…ห้ามต่อ ปลายเดือนมาใหม่แล้วกัน”

พูดจบแกก็หันไปดูโทรทัศน์ต่อ มือยังถือแบงค์ร้อยสามใบของเขาหราอยู่อย่างนั้น เขามองท่าของแกแล้วก็เดินออกจากหอพัก โอเควะ ค่าหอพันห้า ถูกเป็นบ้า แต่ห้องเท่าไรไม่รู้ อาจจะแค่ตั้งเตียงนอนตัวเดียวเต็มก็เป็นได้ เอ แต่เราก็ไม่ได้มีแฟนจะมาอยู่นี่หว่า จะคิดไปทำไมนี่ เขาเดินกลับออกจากซอยไปหัวเราะไป คิดประโยคที่จะนำเสนอให้ครูอ่านไปพร้อมกัน ครูก็คงจะตอบว่า เออ อีกละมั้ง เขานึกในใจ พลัมเล่าอย่างละเอียดว่าซอยนั้นมืดลึกขนาดไหนในตอนตีสอง และเปลี่ยวอย่างไรในตอนกลางวัน ราคาพันห้า ขนาดห้องก็ไม่ได้เห็น แต่ที่แน่นอน คนเฝ้าหอพักเข้มงวดดี แต่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนตีสองจะมีคนเฝ้าหรือไม่ น่าแปลกที่เขาไลน์ไปบอกครู แต่กลับไม่ได้รับคำตอบทันทีอย่างที่เคยตอบ ทั้งที่เห็นได้ชัดว่าครูอ่านไลน์แล้ว

ทองทาอ่านเรื่องที่พลัมเล่าอย่างสนใจ ถ้านาลีลำบากขนาดนั้นก็ปล่อยไว้ไม่ได้ ดีเอ็นเอทองทาเริ่มฉีดตัวแรงขึ้น ลูกศิษย์ฉันทำไมต้องไปเสิร์ฟอาหารร้านข้าวต้มดึก ๆ มิน่าล่ะเธอถึงมานั่งสับประหงกทุกวัน เมื่อรู้แน่ทองทาก็เริ่มคิด จะส่งลูกศิษย์ไปเข้าหอพักมหาวิทยาลัย แต่พอสอบถามไปทุกห้องก็เต็มไปหมดแล้ว ทองทาเริ่มคิดอีก เพื่อนเราคนไหนทำหอพัก คนไหนทำโรงเรียน คนไหนทำร้านอาหาร คนไหนทำกิจการ หลังจากคิดจนปวดหัว ทองทาก็ตอบไลน์พลัม
“ขอบใจทุกอย่าง ฟังแล้วเป็นห่วงมากเลย พลัมมีงานอะไรให้เด็กคนนี้ทำบ้างมั้ยล่ะ”
พลัมอ่านไลน์ครูแบบไม่เชื่อตาตนเอง เขาคิดว่าการที่เขาสืบความให้ครูนี่เป็นการตอบแทนบุญคุณครู พอรู้ว่าเด็กคนนี้ทำงานอะไร บ้านอยู่ที่ไหน ทุกอย่างก็จะจบลง แต่ไม่น่าเชื่อ ครูถามกลับแบบนี้ ความหมายของมันก็คือพลัมต้องหางานให้เด็กต่อไปอีก คราวนี้พลัมตัดสินใจแน่วแน่ว่าไม่จำเป็นที่เขาจะต้องไปเสียเวลากับเรื่องนี้เอง หลังจากเสียเงินไปแล้วสามร้อย
“ไม่มีครับ”
เขาตอบสั้น ๆ เพราะไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด แล้วอาจเผลอไปรับปากครูเข้าไปอีกเรื่อง
“ไม่เป็นไร”
ครูตอบมาสั้น ๆ ทำให้พลัมแปลกใจ ไม่มีความเห็นและไม่มีคำด่า นี่เป็นครูทองทาคนใหม่แน่นอน
“ผมแวะไปดูที่หอพักแล้วครับ หลอกแม่บ้านว่าเป็นพี่ชายเลยฝากตังค์ไว้ให้ ๓๐๐ หอน่ะเป็นหอหญิงพออยู่ได้ แต่ทำงานดึกเลิกดึกน่าเป็นห่วงครับ”
“จ้ะ เจอกันแล้วครูจะใช้เงินให้”
ครูตอบมาสั้น ๆอีก
“ไม่เป็นไรครับ” เขาตอบกลับ

คราวนี้ครูเฉย ผิดปกติ พลัมนึก การนึกครั้งใหม่นี้ก็เลยเผลอพ่วงเอางานใหม่ ๆ ที่อาจจะให้ไอ้ดำปื้ดคนนั้นทำพ่วงเข้าไปด้วย งานกองถ่าย งานประสานงาน งานเขียนบท งานแม่บ้าน งานหนักพอ ๆ กับที่มันทำอยู่เดิม แต่อาจจะปลอดภัยตอนกลับบ้าน เอ๊..จะปลอดภัยอย่างไร ในเมื่อคนอื่นเขาก็มีรถขับกันทุกคน รวมทั้งพลัมด้วย แต่ถ้าเด็กคนนี้ไปทำก็คงต้องกลับเองเหมือนเดิม แล้วจะไปต่างกันตรงไหน ยกเว้นแต่จะกลับกับพลัม พอนึกถึงตรงนี้พลัมก็สะดุ้งโหยง มันเป็นผู้หญิง คนแรกที่จะไม่พอใจแน่นอนก็คือ จัสมิน แฟนของเขา ยิ่งเธอเป็นผู้หญิงประเภทเด็ดขาด ฉับไว พลัมยิ่งไม่ปรารถนาจะเสี่ยง เขาจึงไม่กล้าตอบครูทองทาไปอีก ปล่อยให้ดีเอ็นเอทองทาทำงานต่อไป

ทองทามองเด็กผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง คราวนี้ด้วยสายตาของครูผู้เต็มไปด้วยความห่วงใย สาวน้อยที่นั่งตรงหน้าก็คงรู้สึกเหมือนกันว่า ทุกอย่างในห้องนี้เปลี่ยนไป ตรงหน้าของครูก็คือการบ้านข้อเขียนหลังจากอ่าน “ในความมีอยู่” ของอัครมุนี วรรณประไพ ผู้อ่อนอาวุโสคาดหวังเล็กน้อยว่า อย่างไรเสียเธอก็คงถูกด่า
“เธอเขียนได้ดีมาก…”
หัวใจกระตุกขึ้นด้วยความแปลกใจ
“ดีเกินวัย”
หัวใจพองฟูตามต่อไป คำชม ครูที่ดุที่สุดในห้องเรียนกำลังชมเธอ
“หรืออีกนัยหนึ่งอาจดีเกินไปด้วย..”
ตาคู่ไร้อารมณ์เงยหน้าขึ้นมองทองทา มีประกายแห่งความผิดหวังฉายวาบ
“ฉันหวังแต่เพียงว่าเธอไม่ได้ลอกมาจากอินเตอร์เน็ต..”
หัวใจที่พองฟูดูดั่งเมฆขาวลอยละล่องถูกเมฆดำที่เคลื่อนมาอย่างรวดเร็วกลืนหายวับไป เร็วจนดูไม่ทัน มันเป็นอย่างนี้เสียทุกที่และทุกคนสำหรับนาลี ประกายตาเยาะหยันปรากฏขึ้นทันทีทั้งริมฝีปากและแววตา
“หนูขอคืน…”น้ำเสียงไม่สั่น ประกายตาหยันหยาม “แค่นี้ใช่ไหมคะ” มือเอื้อมไปข้างหน้า ดึงกระดาษที่มีลายมืออ่านยากสุดชีวิตคืนมา แต่ทองทากดเอาไว้แน่น
“ไม่..ฉันยังไม่ให้คืน”
“ของลอกเขามาจะเก็บเอาไว้ทำไมคะ..ของน่ารังเกียจ ของชั้นต่ำ ของคนโง่เซ่อ”
“นาลี”ทองทาเรียก ภาพจากตัวอักษรของพลัมวิ่งมาฉาก ๆ ในม่านตา เธอผู้นี้กำลังประชดประชันชีวิตด้วยคำพูดซ้ำเติมตนเอง

ถ้าเป็นเด็กคนอื่น เธอคงเดินออกจากห้องไปแล้วโดยรวดเร็ว เพราะทองทาจะไม่สนใจคนพวกนั้น แต่นี่เป็นนาลี คนที่ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารจนถึงตีสอง เดินเข้าซอยมืด ๆ เพื่อไปนอนอีกสองสามชั่วโมงและตื่นเช้ามานั่งเรียนสับประหงกในห้องเรียน และเขียนหนังสือดีเหลือเกิน ทองทาสูดลมหายใจเข้าปอดยาว มองเด็กสาวตรงหน้า ความหมองคล้ำตรำตรากงานหนักยังเด่นชัด แต่ประกายตาเธอก็ยืนยันการสู้ชีวิต ครูจะทิ้งเธอได้อย่างไร
“ครูขอโทษนะ…ครูยังไม่ได้ว่า ครูเพียงแต่ถามเธอ ไม่ได้ลอกก็บอกมาว่าไม่ได้ลอกก็แค่นั้น…ครูไม่ได้ตรวจงานของเธอคนเดียว ครูตรวจงานเป็นร้อย ๆ เรื่อง หลายครั้งก็มีบางคนที่ไม่ซื่อต่อครู เธอซื่อต่อครู เธอก็บอกครูมาตามตรง ก็แค่นั้นเอง ทำไมต้องประชดประชันกันด้วย”
น้ำเสียงเยือกเย็น ไม่มีอารมณ์โกรธใด ๆ อย่างที่เคยได้ยินในชั้นเรียน
“ครูเป็นห่วงเธอนะ”
หัวใจของนาลีกระตุกวาบ “ครูเป็นห่วงเธอนะ” เป็นประโยคที่นาลีไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยในชีวิต มันเป็นของที่อยู่ห่างไกลเธอสุดเอื้อมมือถึงมานานแสนนาน

แม้ปรารถนาเพียงใดก็ไม่เคยเข้ามาใกล้ แต่วันนี้ อะไรบันดาลหนอ มันจึงมาหล่นอยู่ตรงหน้าของนาลีดั่งความฝัน น้ำร้อน ๆ วิ่งพรวดเดียวขึ้นมาถึงขอบตา นาลีกัดฟัน กดข่มพาเอามันทั้งหมดที่พลุ่งขึ้นมากลับลงไปอีกครั้ง ไม่มีหรอก โลกนี้ไม่มีใครจริงใจต่อเธอหรอก นาลี เมินเสียเถิด
“มีอะไรจะเล่าให้ครูฟังมั้ย”
ดูเหมือนว่า ผู้อยากช่วยยังไม่ละความพยายาม นาลีไล่ความรู้สึกอยากตอบลงไปในลำคออีกครั้ง
“ไม่มีค่ะ”
ครูทองทาถอนหายใจยาว เอนตัวพิงพนักเก้าอี้แล้วว่า “วันนี้เธอจะยืมหนังสืออะไรครูดี…หรือจะให้ครูแนะนำ”
สาวน้อยส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เป็นไรค่ะ หนูจะไปอ่านในห้องสมุด”
“หือ…”ทองทาร้องอุทาน “ตามใจ” เธอพูดเป็นประโยคสุดท้ายก่อนปล่อยให้เด็กมีปัญหาเดินออกจากห้องไป
เรื่องของนาลี นาลา ยากกว่าที่เคยทำมา
(ยังมีต่อ)