เรื่อง : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง
ภาพ: กวี พงศ์โสภา

#SaveMeKongriver

จากห้วยทรายมาแล้ว เราได้ย่างเท้าลงบนผืนดินอีกครั้งก็ที่หมู่บ้านก้อนตื้น ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง และที่ฝั่งขวาก็มีหมู่บ้านหาดแก้วตั้งเผชิญหน้ากันอยู่ นายเรือบุญมีพาเราแวะหมู่บ้านนี้ เขาบอกว่าอยากให้ดูชีวิตคนลื้อ บรรพบุรุษเก่าก่อนของคนในหมู่บ้านล่องตามแม่น้ำโขงมาจากสิบสองปันนา ปักหลักตั้งหมู่บ้านในแดนลาวมานานจนต้นหมากต้นมะพร้าวสูงท่วมหลังคา โดยเขตการปกครองหมู่บ้านก้อนตื้นอยู่ในเขตของแขวงบ่อแก้ว แต่โดยระยะทางบ้านนี้ตั้งอยู่กึ่งกลางของเส้นทางครึ่งแรก ระยะทาง ๒ วัน จากห้วยทรายถึงหลวงพระบาง มีจุดกึ่งกลางอยู่ที่เมืองปากแบ่ง ซึ่งเป็นที่พักค้างคืนของเรือโดยสารทั้งขาขึ้นและขาล่อง จากปากแบ่ง-หลวงพระบาง หรือครึ่งทางช่วงหลังจะมีจุดแบ่งกึ่งกลางทางอยู่ที่บ้านหาดเตอะ ส่วนจุดแบ่งครึ่งทางช่วงแรกระหว่างเมืองห้วยทรายกับเมืองปากแบ่ง ก็อยู่ที่หมู่บ้านก้อนตื้น

เมื่อมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ก็เท่ากับว่าเดินทางมาได้หนึ่งในสี่ส่วนของเส้นทางแล้ว เรือจึงมักมาจอดที่นี่ ให้นักท่องเที่ยวแวะพักผ่อนยืดเส้นยืดสาย บ้านหลายหลังในหมู่บ้านทอผ้าฝ้ายไว้เป็นจำนวนมาก เอาไว้ขายให้นักท่องเที่ยว ปั่นฝ้าย ทอ และวางขายกันตามใต้ถุนบ้าน
ตลอดทั้งวัน กลางลำน้ำมีเรือใหญ่แล่นสวนขึ้นมาเป็นระยะ แต่ไม่มีที่แล่นแซงเพราะเรือใหญ่โดยทั่วไปความเร็วใกล้เคียงกัน และแล่นไปในความเร็วคงที่ระดับนั้นตลอดทั้งวัน แต่ที่แล่นฉิวกันว่อนทั้งลำน้ำเป็นเรือเครื่องท้ายลำเล็ก ขนาดจุผู้โดยสารได้ราวสิบคน ลำเล็กเพรียว หัวแหลมท้ายตัด ฉาบลำเรือด้วยแถบสีสดใส แล่นสวนและแซงไปข้างๆ เรือใหญ่อยู่ตลอดเวลา เรือพวกนี้เพิ่งจะเข้ามาเปิดเส้นทางในแม่น้ำโขงหลังการท่องเที่ยวเฟื่องฟู แต่เดิมการเดินทางจากห้วยทรายไปหลวงพระบาง เรือใหญ่ใช้เวลา ๒ วัน แต่เรือเร็วกระโจนไปถึงในเวลาราว ๗ ชั่วโมง แต่ความเร็วที่ได้มาผู้โดยสารต้องแลกกับการนั่งตากแดดโต้ลม และทนกับเสียงเครื่องยนต์แผดลั่นอย่างน่าแสบแก้วหูนั่นให้ได้

หนึ่งวัน เรามาได้แค่ครึ่งทาง จุดที่บุญมีพาเรามาแวะพักค้างคืนอยู่นอกเมือง ก่อนถึงปากแบ่งเล็กน้อย ตรงนั้นเป็นลานทรายโค้ง กว้างราวสองเท่าของความยาวเรือ อยู่ทางฝั่งขวาของสายน้ำ บุญมีบอกด้วยว่าเคยมีอยู่บางครั้งตอนหลังน้ำลดใหม่ๆ เขามาพบลานทรายที่เพิ่งโผล่จากน้ำ ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีรอยเท้าใครแผ้วพานเลย โดยสายตาที่ฉาบฉวย     เราอาจมองว่านายเรือคนนี้หรือคนไหนๆ ต่างก็วนเวียนไปมาอยู่บนทางสายเดิม แต่ความจริงแล้วเขามีโอกาสได้เห็นโลกใหม่ อีกทั้งได้พบผู้คนใหม่ๆ อยู่เสมอ จากที่พักแรม หากมองข้ามลำน้ำไปยังฟากฝั่งตรงข้าม ก็จะเห็นเทือกเขาทอดสลับทับซ้อนเป็นทิวสูงขึ้นไปถึงขอบฟ้า ความซับซ้อนนั้นให้กำเนิดห้วยธารมากสายเป็นสาขาของแม่น้ำโขง และเราก็ได้อาศัยอาบน้ำในห้วยสายหนึ่งที่ไหลมาลงโขง ทั้งวัน เรือลำใหญ่พาเราถอยห่างออกมาจากความสะดวกสบาย แต่ก็ได้พาเราเข้าใกล้ฉากชีวิตที่ใฝ่ฝันหาด้วย

เย็นวันนั้นบุญมีพาเรือเข้าชิดปากห้วย ลูกเรือของเขาทั้งสองคนช่วยกันคัดหัวคัดท้ายจนลำเรือชิดฝั่ง โดดจากแคมเรือก็ลงสู่ปากลำห้วย ผมกับเพื่อนอีกสามคนเดินลัดเลาะขึ้นไปหาแอ่งวังข้างเหนือ แล้วพากันลงแช่ร่างลงกลางลำธารในหุบเขา ฟังเสียงแมลงไพรร้องเพลงรอการมาของราตรี ไม่นานหลังควันไฟลอยฟุ้งออกมาจากครัวท้ายเรือ กลิ่นข้าวก็หอมโชยลำน้ำ สักพักน้ำข้าว อุ่นๆ ก็ถูกยกมาเลี้ยงคนในเรือ คนลาวยังหุงข้าวเช็ดน้ำและยังกินน้ำข้าวกันอยู่ทั้งเด็กๆ และผู้ใหญ่ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย พอข้าวและกับมื้อเย็นสุกพร้อมก็ยกลงมาล้อมวงกินกันบนลานทราย ผมดึงลูกมะเขือพวงสองสามช่อมาจากต้นที่หมายตาเอาไว้ตั้งแต่ตอนมาถึง วางเคียงในสำรับอย่างอิ่มเอมใจกับการได้กินผักสดที่บริสุทธิ์ปลอดจากสารพิษ

ภายใต้อาณาจักรของความดิบเถื่อนอันกว้างใหญ่ เราจะได้รู้ตัวอีกครั้งว่าคนเราถูกกำหนดมาให้เดินตามเงื่อนไขของธรรมชาติ เคลื่อนไหวได้อย่างเสรีในยามกลางวันและต้องถูกจำกัดในยามค่ำคืน หลังฟ้าค่ำเราก็ไม่ควรต้องดิ้นรนทำอะไร ปล่อยแม่น้ำให้ไหลไปในความมืด ส่วนเราควรได้หลับตานอนเก็บแรงไว้เดินทางต่อเมื่อฟ้าแจ้ง พื้นทรายนุ่มเนียนใต้ผืนผ้ายางรองเต็นท์ อาจไม่อ่อนอุ่นอย่างที่นอนนุ่นอันคุ้นเคย แต่นัยหนึ่งมันก็ช่วยสะกิดเตือนเราให้รู้ละการยึดติดและความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของลงเสียบ้าง ก็แม้แต่ดวงดาวของท้องฟ้าในคืนนี้ยังถูกเมฆฝนแอบอุ้มไปเสียมากจนแทบไม่เหลือให้คนจรได้เหม่อมอง ลมเงียบสนิท ใบไม้ไม่แกว่งไกว แต่อากาศชื้นชุ่มด้วยกระไอเย็นๆ จากผืนดิน เปิดเป้ออกจะเปลี่ยนผ้านอน ก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเสื้อผ้า คิดถึงใครบางคนที่ห่างไกลขึ้นมาจับใจ…