เรื่อง :ชมัยภร แสงกระจ่าง

วัสสานาลี

“ครูจะไปเยี่ยมแม่เธอ” นั่นเป็นประโยคที่ทองทาเอ่ยออกไปหลังจากฟังเรื่องราวของลูกศิษย์ผู้มีดวงตาใสสะอาดจบลง “มีอะไรจะได้ช่วยกัน”
“อย่าเลยครับ” เขาพนมมือ “ผมไม่ได้อยากรบกวนอาจารย์มากขนาดนั้น ผมแค่อยากหาทางออกให้ทางตัน แค่อาจารย์กรุณาผม ผมก็พอเห็นแสงสว่างแล้วครับ..”
“ไม่ได้หรอก” ทองทายืนยันหนักแน่น “แค่รับฟังไม่พอหรอก เรื่องนี้เรื่องใหญ่ ขอเวลาครูคิดนิดหนึ่งนะ ครูจะหาทนายไปช่วยเธอ..ครูมีเพื่อนทนายอยู่บ้าง จะได้ขอความช่วยเหลือ ขอคำปรึกษาเขา ครูจะปล่อยให้เธอสู้ลำพังได้อย่างไร”
“อาจารย์ครับ”วัสสาเอ่ยได้แค่นั้น แล้วเขาก็ก้มหน้านิ่ง สะอึกสะอื้นอยู่ตรงนั้น สักพักหนึ่งเขาจึงสะกดอารมณ์และว่า “ผมไม่รู้จะตอบแทนอาจารย์ได้ย่างไร..”
“เธอจะมาต้องตอบแทนครูทำไม…นี่มันหน้าที่ของครู ถึงไม่ได้เป็นครูก็เป็นหน้าที่ของเพื่อนมนุษย์ เอาละ ๆ ไม่ต้องร้องไห้ วันมะรืนนี้ ครูจะไปเยี่ยมแม่เธอ ตอนนี้ตำรวจเขาส่งฟ้องหรือยัง ถูกขังอยู่ที่ไหน”
“ยังครับ…แม่ผมถูกขังอยู่ที่โรงพัก….”

ทองทานิ่งไปพักหนึ่งก่อนถามต่อ “แล้วพ่อเธอล่ะ..” เอ่ยออกไปหัวใจก็หวิว ๆโธ่เอ๋ย เด็กเอ๋ยเด็ก โน่นก็พ่อ นี่ก็แม่ ในหัวใจเธอจะปวดร้าวสักเท่าใดหนอ วัสสาเงยหน้าตอบเสียงเรียบ ๆ ผิดจากยามเอ่ยถึงแม่
“เอาไว้ที่วัดแถวบ้านครับ พระท่านสวดให้สามวันมังครับ ผมไม่รู้เรื่องมากหรอกครับ ย่าเขาจัดการ”
ผู้หญิงวัยกลางคนรูปร่างผอมบาง ผิวพรรณซูบซีดผวาเข้ามาเกาะลูกกรงทันทีที่เห็นลูกชาย น้ำตาเอ่อคลอตาเหมือนเตรียมพร้อมจะร้องไห้ตลอดเวลา พอเห็นคนที่มาด้วย เธอก็ยกมือไหว้ทันทีโดยไม่ต้องถาม
“แม่ครับ อาจารย์ของผมครับ จากคณะ ท่านสอนภาษาไทย”
ผู้หญิงคนนั้น ซึ่งน่าจะแก่วัยกว่าทองทาเล็กน้อยทรุดตัวลงกับพื้นและก้มลงกราบทองทาทันที หญิงสาวทรุดลงนั่ง เอื้อมมือลอดเข้าไปจับตัวเธอให้ลุกยืน “ไม่ต้องไหว้หนูค่ะ..คุณแม่”
“อาจารย์กรุณาลูกเหลือเกิน เขาเล่าให้ฟังแต่วันวาน…ฉันฝากลูกชายด้วยนะอาจารย์นะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นนึกว่าเลี้ยงลูกหมาสักตัว”
ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ ทองทาก็คงจะหัวเราะออกมากับสำนวนเปรียบเทียบของผู้ยากไร้ แต่เมื่อเป็นสถานการณ์วิกฤต ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า ทองทาก็ได้แต่ยิ้มเศร้า ๆนึกไม่ออกแม้แต่ว่าจะตอบหรือปลอบคนทุกข์ตรงหน้าอย่างไร
“ฉันปรึกษาทนายที่เป็นเพื่อนกันแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้เขาจะมาเยี่ยม สำหรับค่าทนายไม่ต้องเป็นห่วงนะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง”

ทองทานึกถึงเลิศบุณย์ เพื่อนร่วมชั้นเรียนสมัยมัธยมปลายที่ต่างคนต่างแยกย้ายกันเข้ามหาวิทยาลัย ในขณะทองทาเรียนอักษรศาสตร์ เพื่อนรักก็ไปเรียนนิติศาสตร์ “อยากนั่งบัลลังก์ว่ะ” เพื่อนว่า แต่พอเรียนจบแล้ว เพื่อนก็ได้เดินอยู่แค่ตีนบัลลังก์ด้วยเหตุผลว่า “ไม่อยากเป็นแล้ว อยากช่วยคนทุกข์คนยาก” เพื่อน ๆ ต่างแสดงความคิดเห็นต่อคำพูดของเลิศบุณย์เป็นการใหญ่ บ้างบอกว่า “มันไม่มีปัญญาก็พูดไป” แต่ส่วนหนึ่งก็เชื่อว่า เพราะเลิศบุณย์เป็นคนมีอุดมการณ์

เมื่อทองทาปรึกษาเลิศบุณย์ไปเรื่องของวัสสา เพื่อนก็เต็มใจช่วยเหลืออย่างยิ่ง เขามีสำนักทนายของตัวเอง มีลูกน้องสองสามคน ล้วนแต่เป็นคนแบบเดียวกัน ทองทารู้ว่าเพื่อนไม่ค่อยมีรายได้เท่าไร จึงยืนยันกับเพื่อนว่า
“เรายินดีจ่ายค่าทนายนะ เราไม่เบียดเบียนเพื่อนหรอก”
เลิศบุณย์จึงเป็นทนายคนแรกที่อธิบายเรื่องข้อกฎหมายให้ทองทาฟังอย่างละเอียดละออ ซ้ำยังบอกด้วยว่า “ไม่น่าจะมีปัญหา เราทำคดีผู้หญิงมาหลายคดีแล้ว สงสารว่ะ สังคมไทย ผู้หญิงลำบาก บางทีอยากช่วย แต่กลับไปเข้าข้างผัวเสียอีก” ทองทาฟังแล้วก็ได้แต่หัวเราะ

จากวันนั้น ทุกอย่างเคลื่อนไปแบบรวดเร็ว ทองทาเห็นภาพทุกอย่างวิ่งผ่านมาแล้วก็วิ่งผ่านไป กว่าคดีจะสิ้นสุด นางสายใจ โคกนาม แม่ของวัสสาก็ถูกคุมขังอยู่นานถึงสองปี ทองทารายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้หัวหน้าภาครับรู้ และตามไปดูแลลูกศิษย์ด้วยอย่างต่อเนื่องจนคดีสิ้นสุด หลายคนในคณะชื่นชมทองทา แต่หลายคนก็ไม่เห็นด้วย
“อาจารย์ทองทำเกินหน้าที่ อย่างนี้ก็ต้องทำให้เด็กอีกหลายคน”
เมื่อคำกล่าวนี้มาถึงหูทองทา เธอก็ย้อนขำ ๆ “ก็ไม่รู้นี่ ถ้ารู้ว่าใครลำบากก็จะช่วยแหละ ฉันก็ช่วยเท่าที่ฉันช่วยได้…มันอยู่ในดีเอ็นเอแล้ว ถ้ารู้แล้วไม่ช่วย ฉันก็จะรู้สึกผิด”
ด้วยเหตุนี้เองจึงมีคำล้อเลียนเล่น ๆในภาควิชา ถ้าใครออกอาการเอื้ออารียินดีช่วยมาก ๆ เขาจะเรียกกันว่า “พวกดีเอ็นเอทองทา”
การมีดีเอ็นเอแบบทองทา ทำให้ “โลกสวย” ซึ่งเป็นความปรารถนาของทองทา เธอจำได้ไม่เคยลืมเลยว่า ครั้งหนึ่ง ได้ให้การบ้านนักศึกษารุ่นวัสสาเขียนเรื่องว่าด้วย “เรื่องเศร้า ๆที่พอเล่าได้” ทุกคนเขียนได้ดีอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ทั้งที่ทองทาคิดมาตลอดว่าไม่เห็นมีใครทำท่าว่ามีเรื่องเศร้าเลยสักคน ยกเว้นนายวัสสา และแน่นอนที่สุด สำหรับนายวัสสา ทองทาจำประโยคขึ้นต้นเรื่องของเขาได้ดี
เขาขึ้นต้นว่า “ผมไม่เคยคิดฆ่าตัวตายเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้ง ๆที่ชีวิตของผมเป็นชีวิตที่น่าฆ่าตัวตายมากที่สุดชีวิตหนึ่ง…”
ผู้เป็นครูจำได้ว่า เธอต้องหยุดอ่านเมื่อจบประโยคนี้ และไม่กล้าอ่านต่อไปหลายนาที

“คุณเคยไหมที่คนเป็นพ่อของคุณด่าคุณหยาบ ๆคาย ๆ ระดับสัตว์เดรัจฉาน
คุณเคยไหมที่คนเป็นพ่อของคุณชกต่อยคุณ
คุณเคยไหมที่คนเป็นพ่อของคุณใช้ไม้กระหน่ำตีคุณ
คุณเคยไหมที่คนเป็นพ่อของคุณใช้มีดไล่แทงคุณ
ถ้าคุณไม่เคย ผมเคยครับ
ทำไมน่ะหรือ
ผมไม่รู้ครับ”

แม้ชีวิตจะเศร้าอย่างไร วัสสาไม่เคยทำให้ทองทาหนักใจในเรื่องการเรียน เขาเรียนชดเชยให้กับบุญคุณที่ได้รับอย่างเต็มที่ ไม่มีใครเอ่ยตำหนิเขาได้เลยในเรื่องนี้ การเรียนจบด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่งของเขาจึงเป็นรางวัลที่ไม่แต่แม่ที่ภาคภูมิใจ แต่ทองทาก็ภาคภูมิใจไม่แพ้กัน วันที่วัสสารับปริญญา เขานำพวงมาลัยมากราบทองทาถึงห้องพัก ณ ตำแหน่งแห่งที่เดียวกับที่เขาเคยทรุดตัวลงกราบกรณีคดีของแม่
“ถ้าไม่มีครู ผมก็ไม่มีวันนี้ครับ”
เขาพูดเต็มเสียง แววตาเป็นประกายสดใส ทองทาดึงตัวเขาให้ลุกขึ้น โอบกอดเขาหลวม ๆ เอามือแตะที่ศีรษะของเขาเบา ๆ “ขอให้วัสเจริญก้าวหน้าในชีวิตนะ…รักแม่ให้มาก ๆ”
สายใจไม่ได้มาร่วมแสดงความยินดีกับลูกชาย ด้วยเหตุผลว่า ไม่ค่อยสบาย เพราะตั้งแต่ออกจากคุกไปก็เจ็บป่วยออดแอด ๆมาโดยตลอด ทองทาคาดการณ์ได้เลยว่า แม้จะเรียนจบแล้ว วัสสาก็คงจะไม่สบายเท่าไรนัก เพราะถึงอย่างไรเขาก็ต้องดูแลแม่ของเขากับพี่สาวของเขาไปอีกนาน

เมื่อมาถึงกรณีนาลี ทองทาคิดหนักเหมือนกันเมื่อเริ่มเห็นปัญหา ดีเอ็นเอทองทาเริ่มจะทำงานอีกแล้ว เธอจะทำอย่างไรดี ความจริง เธอไม่ชอบฟังคำเยาะเย้ยถากถางเท่าไรนัก ดังนั้น เรื่องของนาลีจึงยังเป็นความลับสำหรับคนอื่น แม้แต่อาจารย์คมจันทร์แสนสนิทที่นั่งอยู่ห้องติดกัน ทองทายังไม่เล่าบอกแม้แต่นิดเดียว
“ฉันก็เคยคิดฆ่าตัวตายมาก่อน..”
มันเป็นประโยคตรงกันข้ามกับของวัสสา อาจเป็นเพราะเธอเป็นเด็กผู้หญิง จิตใจและร่างกายไม่อดทนเท่าผู้ชายหรือเปล่า เธอจึงคิดจะฆ่าตัวตายไปเสียให้พ้น ๆ ตามประสาผู้หญิงที่ชอบ “ดราม่า” ทองทาอ่านต่อ
“เธอช่างเหมือนภาพหลอนของฉันเสียจริง ฉันอยากตายในน้ำทะเล อยากไปทะเลสักครั้งหนึ่ง แล้วก็เดินลุยมันลงไปเหมือนในหนัง ลุยไปเรื่อย ๆให้น้ำมันท่วมขึ้นมาจนมิดปาก มิดจมูก มิดตา มิดหัว และจมหายไปในความมืดดำนั้น ความจริงฉันก็อยู่ในความมืดดำมาเนิ่นนานนับได้ยี่สิบปีแล้ว อยู่มาได้อย่างไรกัน อยู่มาอย่างมืดดำ เดียวดาย ไร้คำถาม ไร้คำตอบ
ฉันเกลียดเธอ เกลียดเหมือนว่า เธอไม่มีอยู่จริง เกลียดเหมือนฉันเกิดจากกระบอกไม้ไผ่ ฉันเกลียดเธอเพราะเธอไม่เคยอยู่ในชีวิตฉัน ฉันไม่อยากรับรู้ว่ามีเธออยู่ในชีวิต แต่เธอไปอยู่ในชีวิตคนอื่น ยกเว้นฉัน ฉันไม่มีเธอ

วันหนึ่งวันนั้น นานมาแล้ว ฉันอยากจะตายด้วยเม็ดยาสีขาว ตายไปด้วยเม็ดยาสีดำ ตายไปด้วยเม็ดยาสีแดง เม็ดยาสีเหลือง แต่ฉันไม่มีมันเลยแม้แต่เม็ดเดียว ขอบคุณที่ฉันเกิดมาจน ขอบคุณที่ฉันเกิดมายากไร้ ขอบคุณทุกอย่างที่ส่งฉันมาถึงวันนี้ ฉันจึงไม่มีเม็ดยาสีอะไรเลย…
ฉันอยากตายแบบเธอ กินยาทีละเม็ด แล้วนอนหลับตาบนเตียงที่มีที่นอนนุ่มสีขาว
สัตว์นรกจงบังเกิด ฉันไม่มีแม้แต่เตียงจะนอน…….”

ข้อความจบลงห้วน ๆเพียงแค่นั้น แม้ยังไม่จบแต่ทองทาก็สัมผัสได้ถึงความทุกข์อันซ่อนเร้น สัมผัสได้ถึงความสามารถในการใช้ภาษา ใช่ เธอมีความสามารถ เหลือเพียงว่าเธอเขียนมันขึ้นมาเอง หรือเธอลอกมาจากที่ใดที่หนึ่ง โลกออนไลน์กว้างขวางมหาศาลและมหัศจรรย์ เธอไม่อาจรู้ได้เลยว่าผลงานชิ้นนี้มาจากลูกศิษย์ของเธอหรือมาจากโลกออนไลน์
“ดีเกินวัย”ทองทาสรุปความสามารถในการสื่อสารของนาลี เหลือแต่เพียงสืบหาให้ได้ว่าสิ่งที่เธอเขียนคืออะไร ความจริง ความฝัน หรือความหลอน ความลวง
“ต้องหาตัวเธอให้เจอ” ทองทามองดูนาฬิกาข้อมือ อีกสิบนาทีห้าโมง ถ้าเธอยังเรียนคาบสุดท้าย ทองทาก็อาจได้เจอเธอ ไวเท่าใจ ทองทาโทรศัพท์ไปขอให้คุณภนิดาตรวจสอบชั่วโมงเรียนของเด็กชั้นปีหนึ่งให้ ด้วยความว่องไว ใส่ใจและสายสัมพันธ์อันเหนียวแน่น คุณภนิดาโทรศัพท์กลับมาในเวลาอันสั้น
“คาบสุดท้ายเรียนค่ะ อยู่ห้อง ๒๒๒”
ทองทาลงลิฟต์ และเดินไปยังตึกสอง แล้วเดินขึ้นบันไปจนถึงห้อง ๒๒๒ และพบว่า นักศึกษาเพิ่งจะเลิกเพราะยังมีหลายคนเดินอ้อยอิ่งอยู่หน้าห้อง
“นี่หนู..”ทองทาเรียก สาวน้อยคนนั้นหันมา เธอคือเพื่อนสนิทของนิรมิตสวัสดี “เห็นนาลีมั้ย ออกไปหรือยัง”
ใฝ่ฝันหันมาเห็นครูก็ตกใจ รีบค้อมตัว แล้วหันมาถามอีกครั้ง “ใครคะ”
พอรู้ว่าครูตามหาใครเธอก็ยิ้มกว้าง “กลับไปแล้วค่ะ เขากลับเร็วค่ะ ทันทีที่ได้ยินเสียงออด เธอก็ไปเกือบถึงประตูห้องแล้วค่ะ เธอรีบอย่างนี้ทุกชั่วโมง ไม่มีเว้นค่ะ”
“เขารีบไปทำอะไร หนูรู้มั้ย แล้วบ้านเขาอยู่ทางไหน”
ใฝ่ฝันยิ้มแหย ๆ ก่อนตอบเบา ๆว่า “ไม่รู้เลยค่ะ” พอเห็นคิ้วครูขมวด เธอก็เสริมว่า “ไม่มีใครรู้เลยค่ะ วันหนึ่ง เธอแทบไม่ได้พูดกับใครเลย..”
มีเสียงหัวเราะหยัน ๆสนับสนุนคำพูดของใฝ่ฝัน พอทองทาหันไปดูก็พบว่า เป็นเสียงหัวเราะของนิรมิตสวัสดี

(ยังมีต่อ)