คอลัมน์: ห้องศิลป์อีศาน ฉ.35 มีนาคม 2558
เรื่องและภาพ: ธีรภาพ โลหิตกุล

จากสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 2 ที่เชื่อมจังหวัดมุกดาหารของไทย กับแขวงสะหวันนะเขดของลาว โขงนทีสีทันดรยังไหลล่องลงใต้ จนถึงบ้านเวินบึก อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นจุดสุดท้ายที่แม่น้ำนี้จะมีสถานะเป็นเส้นแบ่งเขตแดนไทย – ลาว
ด้วยจากนี้ไป ทั้งสองฟากฝั่งคือแผ่นดินลาว สังกัดแขวงจำปาสัก แขวงใต้สุดของดินแดนล้านช้าง ตามการกำหนดของอดีตเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ที่ขีดเส้นเขตแดนไทย-ลาว จากนี้ไปให้ใช้ภูเขา เนินดิน หรือลำห้วย เป็นเส้นแบ่ง อาทิ ด่านช่องเม็ก อำเภอสิรินทร กับด่านวังเต่า แขวงจำปาสัก ใช้ลำห้วยสายเล็กๆ เป็นเส้นแบ่งแดน นานวันไป ลำห้วยค่อยๆ ตื้นเขิน จนวันนี้ หากไม่มีรั้วกั้น ก็ยากจะบอกได้ ว่าตรงไหนไทย ตรงไหนลาว

บ้านเวินบึก อำเภอโขงเจียม

ที่อำเภอโขงเจียม ไม่เพียงแต่มีลำน้ำมูลไหลมาบรรจบแม่น้ำโขง จนเกิดปรากฏการณ์แม่น้ำสองสี เนื่องจากแม่โขงไหลมายาวไกล พัดพาเอาตะกอนดินปะปนมาด้วย จนสีของน้ำออกเป็นสีน้ำตาลหรือสีปูน ในขณะที่ลำมูลเป็นแม่น้ำสายสั้นกว่า น้ำมีสีครามใสกว่า จึงทำให้เกิดคำพูดคล้องจองกันว่า “โขงสีปูน มูลสีคราม” ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีหลักฐานว่าโขงเจียมเป็นแหล่งอารยะธรรมเก่าแก่ ที่มีผู้คนและชุมชนตั้งถิ่นฐานมานานกว่า 3,000 ปีขึ้นไป ด้วยปรากฏแหล่งโบราณคดีสำคัญตามเพิงผาริมฝั่งโขง คือภาพเขียนสีของคนโบราณ ประดับไว้เป็นแนวยาวถึงราว 2 กิโลเมตร อาทิ ภาพคนทำนา ฝ่ามือ ลายน้ำไหล ปลาบึก ช้างว่ายน้ำ เครื่องมือหาปลา รวมถึงภาพที่สันนิษฐานว่าเป็นพิธีกรรม “ผีตาโขน” ล้วนบ่งบอกว่าแม่น้ำโขง หรือ “มหานทีสีทันดร” บริเวณแนวชายแดนอุบลราชธานี กับแขวงจำปาสักของลาว เป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ และมีภูมิลักษณ์ที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก

ผาแต้ม แหล่งอารยธรรมสำคัญของโลก

ทั้งนี้ คำว่า “วาด” ในภาษาอีสานเรียกว่า “แต้ม” เพิงผาแห่งนี้จึงถูกเรียกขานมานานว่า “ผาแต้ม” ปัจจุบัน มีสถานะเป็น อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ทรงคุณค่าทั้งทางโบราณคดี คือภาพเขียนสี หรือ ฮูปแต้มโบราณ รวมถึง ดอกไม้ป่านานาพรรณ เบ่งบานอวดสีสันช่วงปลายฝนต้นหนาว ราวเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ดุสิตา ทิพย์เกสร สรัสจันทร สร้อยสุวรรณา มณีเทวา หญ้าบัว อ้นแดง ฯลฯ คือส่วนหนึ่งของดอกไม้ป่า ที่พร้อมใจกันชูช่อเบ่งบานบนลานกว้าง ประหนึ่งเนรมิตผืนป่าแห่งนี้เป็นทิพยวิมานของเทพเทวาบนสวรรค์ชั้นฟ้า ทว่าที่แท้คือโลกแห่งความเป็นจริง ที่ปรากฏอยู่รายรอบ “น้ำตกสร้อยสวรรค์” ส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เขตบ้านหนองผือ ตำบลนาโพธิ์กลาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานีที่ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ เคยเสด็จพระราชดำเนินมาทรงชื่นชมความงามของพรรณไม้ป่า

ดอกดุสิตา หรือดอกชิงชู้

ในปี พ.ศ.2542 แล้วทรงสำราญพระราชหฤทัยยิ่งนัก โดยทรงพระราชทานนาม “ดุสิตา” อันไพเราะ ให้ดอกไม้ป่าที่มีชื่อเดิมว่า “ดอกชิงชู้” พร้อมกับทรงมีกระแสพระราชดำรัสให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันปกปักรักษาผืนป่าแห่งนี้ไว้ เป็นมรดกธรรมชาติล้ำเลอค่าเพื่อลูกหลานไทยและเพื่อโลกไปชั่วกาลนาน อุทยานแห่งชาติผาแต้มมีอาณาบริเวณกว้างขวาง ประกอบด้วยสภาพธรรมชาติหลากหลายรูปแบบ ทั้งป่าเต็งรังสลับป่าโปร่งและป่าสนสองใบ ทั้งลานหินทรายที่มีดอกไม้ป่าละลานตา รวมทั้งน้ำตกที่งดงามหลายแห่ง โดยเฉพาะน้ำตกสองที่สายไหลมาบรรจบกัน คล้ายสายสร้อยคล้องดวงใจแห่งไพรพฤกษ์ จึงได้รับการขนานนามว่า “น้ำตกสร้อยสวรรค์” มีความสูงถึง 30 เมตร ยามฤดูน้ำหลาก เสียงของน้ำตกจะดังไกลไปนับเป็นกิโลเมตร ส่วน น้ำตกแสงจันทร์ เขตตำบลนาโพธิ์กลาง อำเภอโขงเจียม แม้จะเป็นน้ำตกสูงเพียง 15 เมตร แต่ไหลผ่านช่องหินกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 1 ฟุต ดูน่าอัศจรรย์ใจจนชาวบ้านนิยมเรียกขานกันว่า “น้ำตกลงรู” ต่อมา มีคนพบว่าตอนเที่ยงคืนของวันพระจันทร์เต็มดวง ทิศทางของดวงจันทร์บางฤดูกาลจะส่องแสงตรงช่องหินกลมพอดี จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “น้ำตกแสงจันทร์”

น้ำตกแสงจันทร์ หรือน้ำตกลงรู

1 ในสถานที่ซึ่งททท.เคยยกย่องเป็น Unseen in Thailand แต่ในหลักวิชาธรณีวิทยา น้ำตกไหลผ่านชะง่อนหินที่ยืนออกไปคล้ายปีกหมวกแก็ป ในอดีต อาจไหลตกลงมาจากชะง่อนหินเป็นคล้ายม่านน้ำธรรมดา ต่อมา มีหลุมเล็กๆ เกิดขึ้นตรงส่วนปีกหมวก แล้วบังเอิญมีก้อนกรวดตกลงไปในหลุมนั้น เมื่อน้ำไหลผ่าน ก็จะทำให้ก้อนกรวดหมุนวนอยู่ในหลุม ยิ่งนานวัน หลุมยิ่งกว้างและยิ่งลึกไปเรื่อย ๆ จนวันหนึ่ง พลังก้อนกรวดและแรงน้ำก็ทำให้หลุมทะลุกลายเป็นรูขนาดใหญ่ มีผลบังคับให้ทิศทางของน้ำไหลลงไปในรูหมด จนกลายเป็น “น้ำตกลงรู” โดยนักธรณีวิทยาเรียกหลุมชนิดนี้ว่า “หลุมกุมภลักษณ์” แปลว่าหลุมที่มีลักษณะกลมคล้ายหม้อ ตามความหมายของคำว่า “กุมภ์” ที่แปลว่าหม้อ ทั้งนี้ น้ำตกลงรู หรือน้ำตกแสงจันทร์จะดูสวยในช่วงเดือนกันยายน – พฤศจิกายน ของทุกปี

อัศดงในลำโขง ช่วงที่ไหลผ่านโขงเจียม