เรื่องและภาพ: วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง

ล่างลงไปจากเมืองเชียงของแล้ว แม่น้ำโขงขยายกว้าง สองฝั่งห่างกันไกลลิบ พื้นน้ำแผ่กว้างเหมือนผิวทะเลสาบ ทว่ามีการเคลื่อนไหลไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ สายน้ำไม่เชี่ยวกล้า แต่เราไม่อาจหยั่งรู้ความลึกลับของห้วงน้ำ เหนือฝั่งทั้งสองด้าน บางช่วงเขียวพรืดด้วยพืชไร่ บางช่วงตลิ่งอาจเป็นดินหรือหินสูงชันเป็นหน้าผา และบางตอนแม่น้ำถูกขนาบด้วยเทือกเขาเขียวทะมึนถึงขอบฟ้า นอกจากภูมิประเทศที่แตกต่าง ภาพบนฝั่งยังต่างกันมากมาย ฝั่งลาวป่าไม้ยังเขียวชุ่ม ส่วนทางฝั่งไทยไม่เหลือแล้ว ภูเขาหัวโล้นเป็นทุ่งไร่ชุ่มโชกสารเคมี

เรือลำใหญ่ล่องไหลไปตามลำน้ำอย่างราบรื่นด้วยความเร็วสม่ำเสมอ จนบางครั้งก็รู้สึกไปว่าน่าจะปล่อยให้มันลอยตามน้ำไปเองได้ แต่เรือไม่ใช่ขอนไม้ที่จะลอยไปตามน้ำ ความราบรื่นที่เกิดขึ้นมาจากฝีมือของคนขับที่ถือพังงาอยู่ทางหัวเรือ เขาบอกตอนผ่านคุ้งน้ำหนึ่งว่า เรือมันไม่มีเบรค ถ้าตัดสินใจเลือกร่องทางไหนแล้วก็ต้องไปตามนั้น ในช่วงสี่ห้าปีมานี้ เขาขับเรือขึ้นล่องแม่น้ำโขงมานับเที่ยวไม่ถ้วน วนซ้ำไปมาอยู่บนเส้นทางเดิม จนแทบว่าจะจดจำโค้งคุ้งแม่น้ำได้หมด

เมื่อถึงโค้งเขา ทางน้ำลับหายไปจากสายตา แต่นายเรือนึกเห็นไปก่อนได้ว่าแม่น้ำข้างหน้าไหลไปอย่างไร แต่แม่น้ำโขงไม่ได้แคบเท่าถนนสองเลน และร่องน้ำทางเรือก็ไม่ได้ถูกจำกัดว่าต้องวิ่งเฉพาะช่องซ้าย (ถนนเมืองไทย) หรือขวา (ถนนในลาว-รถยนต์พวงมาลัยอยู่ทางซ้าย) เสมอ ทว่ามันต้องไปตามร่องน้ำ ซึ่งเปลี่ยนทางไปตลอดเวลาตามการกระทำของกระแสน้ำคนจะเป็นนายเรือกลางสายน้ำเชี่ยวจึงไม่ได้เป็นกันง่ายๆ
“ต้องใช้ความจำและความฉลาดส่วนตัว” เจ้าของเรือบอกอย่างไว้เชิง

หลังผ่านทางบนผืนน้ำร่วมกันมาหลายนาที เขาเริ่มพูดมากขึ้นแล้ว เขาเพิ่งแนะนำตัวเองว่าชื่อ บุญมี อินทวุฒิ ความจำคือจดจำร่องน้ำในแต่ละฤดูกาล บุญมีเผยเคล็ดลับว่าเขาจำโดยดูต้นไม้บนฝั่งเป็นหลักหมาย ส่วนเรื่องความฉลาดส่วนตัวนั้นก็คงเหมือนกับการงานในแขนงอื่นใดที่มีบางคนที่เป็นเร็วและทำได้ดีกว่าคนอื่น
“บางคนขับรถเก่ง แต่มาเจอเรือไปไม่เป็น มันไม่เหมือนกัน หรือบางคนมาหัดขับเรือสักเท่าใดก็ขับไม่เป็น นี่ก็มีเหมือนกัน” บุญมี ผู้มีบุญและมีฝีมือในทางการขับเรือ พูดอย่างภาคภูมิขณะเหนี่ยวพังงาเรือ พานาวาคู่ชีพลำใหญ่เข้าร่องน้ำอย่างเหมาะเจาะ ความแม่นยำก็เป็นเรื่องจำเป็น ตามช่วงที่แม่น้ำมีแก่งหินอย่างเช่นแถวแก่งแหละ ในหน้าแล้งเรือทุกลำต้องผ่านไปบนทางน้ำที่มีแผ่นผาขนาบอยู่ทั้งสองด้าน ซึ่งสำหรับเรือโดยสารลำใหญ่ขอบข้างจะอยู่ห่างผาหินด้านละไม่เกินเมตร

บนหนทางอย่างนี้ มีแต่จิตใจที่แน่วนิ่งมั่นคงกับความชำนาญของนายเรือเท่านั้นที่จะพาลำเรือและผู้โดยสารข้ามผ่านไปได้โดยปลอดภัยในแต่ละเที่ยว บุญมีเป็นลูกแม่น้ำโขงโดยกำเนิด หมู่บ้านหาดเต๊อะบ้านเกิดของเขาตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงห่างขึ้นมาจากเมืองหลวงพระบางไม่มาก พ่อเป็นคนเรือและเขาก็ลงเรือกับพ่อมาตั้งแต่ยังเล็กๆ ฝึกดูร่องน้ำกับพ่อเรื่อยมา กระทั่งมีเรือเป็นของตนเองเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๐ เป็นเรือใหญ่ที่ดัดแปลงจากเรือบรรทุกของมาวิ่งรับส่งโดยสาร ระหว่างเมืองห้วยทราย-หลวงพระบาง ซึ่งถ้ารอแต่วิ่งตามคิวบุญมีบอกว่าราวสองเดือนคิวจึงจะวนมาถึงทีหนึ่ง เพราะจำนวนเรือโดยสารทั้งหมดมีอยู่เป็นร้อยๆ เล่ม (ลำ) ระหว่างนั้นเรือทุกลำจึงต้องหารับงานนอกไปด้วย โดยต้องจ่ายภาษีให้รัฐบาลห้าเปอร์เซ็นต์ของรายได้

หลังเก็บออมทุนรอนมาหลายปีจนได้เงินก้อนหนึ่ง บุญมีตัดสินใจขายเรือ แล้วนำเงินทั้งหมดราว ๗ แสนบาท มาลงทุนต่อเรือลำใหม่ การลงทุนหรือซื้อขายของใดๆ ก็แล้วแต่ ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ เพราะในประเทศลาวใช้ระบบเงินสดเท่านั้น–ไม่มีการใช้เครดิตหรือเงินผ่อน! เรือลำที่สองของบุญมียังคงเป็นเรือโดยสารแบบเดิมแต่เขาตกแต่งภายในให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น มีบาร์เครื่องดื่มเล็กๆ มีห้องน้ำ และมีครัวพอหุงอาหารกินกันได้ภายในเรือ แล้วเปิดรับบริการพาทัวร์ท่องแม่น้ำโขงมาตั้งแต่นั้น ในวัย ๒๙ ปี บุญมีมีบ้านทั้งที่หมู่บ้านหาดเต๊อะ-บ้านเกิด และบ้านใหม่อีกหลังแถวตีนภูสี ในเมืองหลวงพระบาง แต่ชีวิตส่วนใหญ่ของเขาขึ้นล่องอยู่ในลำน้ำ เมียของเขาเสริมว่า บางเดือนครอบครัวเรากินนอนกันอยู่ในเรือเกิน ๒๐ วัน
บุญมีว่าบางทีเขารู้สึกเหมือนจะผูกพันกับผืนน้ำมากกว่าผืนดินเสียแล้ว

เมื่อรู้ว่าจีนจะระเบิดแก่งหินในแม่น้ำโขง เขาจึงรู้สึกสะเทือนใจและรู้ว่าความยุ่งยากยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นกับลำน้ำ ก็แค่จีนปิดเขื่อนแห่งหนึ่งเมื่อปีแล้ว น้ำโขงแห้งขอดจนเรือโดยสารแล่นไม่ได้ต้องถ่ายคนลงกลางทาง เขารักและเคารพแม่น้ำ ที่ผ่านมาก่อนออกเรือทุกเที่ยวเขาจะไหว้บูชาพญานาคในแม่น้ำโขง ซึ่งคนลาวเชื่อว่ามีอยู่จริง! แม่น้ำโขงเป็นทางสัญจรที่บรรพบุรุษของเขาใช้ไปมาหาสู่กันมาแต่ดึกดำบรรพ์ ตั้งแต่ครั้งยังใช้เรือขุดถ่อล่องไปตามน้ำ จนถึงสมัยแม่น้ำมีเรือยนต์ แต่ชาวบ้านก็ยังคงมีใช้กันแต่เรือลำเล็กๆ ตามแผนความร่วมมือทางเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยการผลักดันของรัฐบาลจีน มีโครงการจะเบิกร่องแม่น้ำโขงเพื่อให้เรือระวางบรรทุก ๕๐๐ ตัน จากเมืองซือเหมา มณฑลยูนนาน แล่นผ่านลาว ไทย ไปจนถึงเมืองหลวงพระบาง

ถึงวันนั้นเรือลำเล็กๆ ของชาวบ้านตลอดสองฝั่งน้ำ และเรือโดยสารที่แล่นล่องกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีขนาดไม่เกิน ๓๐ ตัน จะทานคลื่นจากเรือขนาดใหญ่อย่างนั้นได้อย่างไร และลำน้ำยังจะกลายเป็นเขตหวงห้าม ห้ามวางข่ายดักปลา ห้ามเคลื่อนย้ายไม้ไผ่หรือขอนไม้ในแม่น้ำ ฯลฯ และอีกสารพัดข้อห้าม ราวกับว่าแม่น้ำโขงจะเป็นคลองสำหรับเดินเรือเท่านั้น!
อีกทั้งแก่งหินที่จะระเบิดออกนั้น บุญมีว่ามันคือ บ่อน (ที่) กั้นน้ำ ไม่ให้สายน้ำเชี่ยวกรากอย่างไร้การควบคุม เป็นที่อาศัยวางไข่ของปลา และเป็นที่อยู่ของไกหรือสาหร่ายน้ำจืด โขดศิลากลางเกาะแก่งและตามริมฝั่งถูกป้ายสีหมายตาไว้แล้ว หินผาอายุเป็นล้านๆ ปีกำลังจะสิ้นอายุขัยด้วยน้ำมือของผู้มีช่วงชีวิตอันแสนสั้นปานฟองคลื่นท้ายลำเรือ