#SaveMekongriver

คอลัมน์: ห้องศิลป์อีศาน ฉ.34 กุมภาพันธ์ 2558

เรื่องและภาพ: ธีรภาพ โลหิตกุล


“เมาะละแหม่ง”เมืองท่าของเมียนมา ณ ริมฝั่งทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย
“ดานัง” เมืองท่าของเวียดนาม ณ ริมฝั่งทะเลจีนใต้ มหาสมุทรแปซิฟิก สองเมืองนี้มีระยะห่างกันเกินกว่า 1,000 กิโลเมตร โดยมีไทยกับลาวคั่นกลาง หลายทศวรรษก่อน เมื่อสงครามอินโดจีนยังคุกรุ่นในเวียดนาม ลาวและกัมพูชา ขณะที่เมียนมายังเป็นรัฐเผด็จการทหาร และขณะที่แนวคิด “ประชาคมอาเซียน” ยังเป็นแค่พิมพ์เขียว แนวคิดที่จะเชื่อมต่อสองเมืองท่า สองมหาสมุทร ก็ไม่ต่างอะไรกับความฝันกลางฤดูฝน

จนกระทั่ง 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2549  เทพเจ้าแห่งสันติภาพผู้ยิ่งใหญ่ บันดาลสันติสุขมาสู่ภูมิภาค โดยนิรมิต “สะพานมิตรภาพข้ามลำน้ำโขง” แห่งที่ 2 ระหว่างแขวงสะหวันนะเขดของลาว กับจังหวัดมุกดาหารของไทย ส่งผลให้ภูมิภาคอุษาคเนย์หรืออาเซียนเชื่อมต่อกันได้ตลอด จากชายฝั่งทะเลจีนใต้ มหาสมุทรแปซิฟิก ที่เมืองท่าดานังของเวียดนาม ผ่านสะหวันนะเขด มุกดาหาร ขอนแก่น พิษณุโลก ตาก ข้ามสะพานมิตรภาพไทย – เมียนมา เหนือลำน้ำเมยที่อำเภอแม่สอด สู่เมืองเมียวดี จนถึงเมืองท่ามะละแหม่ง ริมทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย  นี่คือเส้นทางตามโครงการ “ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก” (East – West Economic Corridor) ของธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย เพื่อหนุนส่งเศรษฐกิจ การค้า วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวในภูมิภาค โดยเฉพาะดานัง ที่มีทั้งท่าเรือน้ำลึกรองรับสินค้าส่งออกจากภาคอีสานของไทย และยังรายล้อมด้วย “เมืองมรดกโลก” ขององค์การยูเนสโกถึง 3 เมือง คือ เว้ ฮอยอัน และมิเซิน เป็นเป้าหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

เมืองท่าดานัง ริมฝั่งทะเลจีนใต้

ขณะที่มะละแหม่งวันนี้ คึกคักขึ้นทวีคูณ เมื่อเมียนมากำลังเดินหน้าสู่เส้นทางประชาธิปไตย ไปพร้อมๆกับการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมีโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก สะพานมิตรภาพข้ามลำน้ำโขง แห่งที่ 2 ยาว 1,600 เมตร กว้าง 12 เมตร มีช่องจราจร 2 ช่อง มูลค่าการก่อสร้างประมาณ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นเงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำจากรัฐบาล “ญี่ปุ่น” ญี่ปุ่นให้กับรัฐบาลลาวและไทย ใช้เวลาก่อสร้างตั้งแต่เดือนธันวาคม 2546 ถึงธันวาคม 2549 และเปิดให้สาธารณะใช้เมื่อ 20 ธันวาคม 2549

นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของมิตรประเทศสองฝั่งโขงที่มีรากวัฒนธรรมเดียวกัน ดังภาษิตโบราณที่ว่า ไทยกับลาวนั้น…กินปลาร่วมห้วย กินกล้วยร่วมหวี กินปลีร่วมกาบ อาบน้ำร่วมวัง ทั้งยังมีปูชนียสถานที่สักการบูชาร่วมกันมาแต่อดีตกาล คือพระธาตุอิงฮัง ในแขวงสะหวันนะเขดของลาว เช่นเดียวกับพระธาตุพนม ในจังหวัดนครพนมของไทย จนกล่าวได้ว่าเป็นพระธาตุคู่แฝด ที่มีตำนานความเป็นมาเกี่ยวพันกัน โดยพระธาตุอิงฮัง สร้างในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบูร ตั้งแต่ราวพ.ศ. 400 คำว่า “อิงฮัง” มาจากคำว่า “พิงรัง” หรือนั่งพิงต้นรัง ด้วยในตำนานอุรังคธาตุ หรืออุรังคนิทาน แม่บทของวรรณกรรมตำนานการสร้างพระธาตุและรอยพระบาทในดินแดนล้านช้าง แถบลุ่มแม่น้ำโขง เล่าว่า

สมัยหนึ่งในปัจฉิมโพธิกาล พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระอานนท์ได้เสด็จมาที่ พระบาทเวินปลา (เหนือเมืองนครพนมปัจจุบัน) ได้ทรงพยากรณ์เมืองรุกขนคร (นครพนม) และได้ประทับพักแรมที่ภูกำพร้าหนึ่งคืน รุ่งขึ้นเสด็จข้ามแม่น้ำโขงไปบิณฑบาตที่เมืองศรีโคตรบูร แล้วพักที่ร่มต้นรังต้นหนึ่ง ก่อนกลับไปฉันอาหารที่ภูกำพร้า

พระธาตุอิงฮัง แขวงสะหวันนะเขด ปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ร่วมสมัยพระธาตุพนม

ภูกำพร้าที่ตำนานอุรังคธาตุกล่าวถึง ปัจจุบันคือที่ตั้งพระธาตุพนม ส่วนต้นรังที่พระพุทธเจ้าเสด็จพักรับบาตรที่เมืองศรีโคตรบูรนั้น ต่อมา ได้มีการสร้างเป็นพระธาตุในสมัยพระเจ้าสุมิตราช ภายหลังได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุส่วนกระดูกสันหลัง มาประดิษฐานไว้ในกู่ธาตุ ที่เรียกกัน “ พระธาตุอิงฮัง” ต่อมาในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช วีรกษัตริย์ของชาวลาว (ครองราชย์ พ.ศ.2091 – 2114) ทรงบูรณะโดยสร้างพระเจดีย์สูง 25 เมตร ครอบพระธาตุองค์เดิม และมีประตูเปิดให้สามารถเข้าไปกราบไหว้บูชาข้างในได้

สิ่งที่น่าสนใจคือที่บานประตูขององค์พระธาตุ มีลายแกะสลักไม้ที่งดงาม และยังมีภาพแกะสลักเชิงสังวาส (Erotic Art) อันน่าตื่นตาตื่นใจ ด้วยมีรายละเอียดเป็นภาพชายกับหญิงมีเพศสัมพันธ์กัน โดยชาวลาวจะอธิบายภาพนี้ตามที่พ่อแก่แม่เฒ่าเล่าแบบ “ปากต่อปาก” สืบต่อกันมาว่า เป็นสัญลักษณ์สะท้อนสามัญมนุษย์ที่ยังไม่พ้นจากกองกิเลส และที่ต้องแกะสลักไว้โดดเด่นที่ประตูพระธาตุ ก็เพื่อมนุษย์มาเห็นแล้วจะได้เกิดสำนึกที่จะทำความดี

บานประตูขององค์พระธาตุ มีลายแกะสลักไม้ที่งดงาม

แต่อีกนัยหนึ่ง สันนิษฐานว่าภาพเชิงสังวาสนี้ อาจ ได้รับอิทธิพลจากลัทธิตันตระ ในศาสนาพราหมณ์ หรือฮินดู ที่ยึดถือเอากิเลส อันได้แก่การกินเนื้อสัตว์ ดื่มสุราและเสพเมถุน เป็นบันไดก้าวไปสู่การบรรลุธรรม และบ้างก็อธิบายว่า พระราชาในสังคมฮินดูโปรดให้สร้างภาพเชิงสังวาสไว้ เพื่อวัดระดับศีลธรรมจรรยาในหมู่อาณาราษฎร  แต่ในทางตรงกันข้าม ยังมีคำอธิบายอีกทางหนึ่งว่า ภายหลังเกิดแผ่นดินไหว หรือโรคระบาดที่ทำให้คนล้มตายจำนวนมาก พระราชาในสังคมฮินดูโปรดให้สร้างภาพเชิงสังวาสไว้ ให้เป็นเงื่อนไขให้ราษฎรเพิ่มอัตราประชากร แล้วภายหลัง ความนิยมสร้างภาพเชิงสังวาสจึงแพร่หลายไปในดินแดนที่ศาสนาฮินดูแพร่ไปถึงนั่นเอง

————————-