คอลัมน์: ห้องศิลป์อีศาน ฉ.33 มกราคม 2558
เรื่องและภาพ: ธีรภาพ โลหิตกุล

“…แดนดินถิ่นไกล เหลือตา อยู่สุดนภายังมีดอกฟ้า แสนงาม หากไผได้เห็น จะมัวหลง เฝ้าคิดพะวงหลงติดตาม สาวเอยแสนงาม งามเหลือใจ…”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “กุหลาบปากซัน” เป็น 1 ในเพลงอมตะอย่างไร้กาลเวลาของลาว ที่ทำให้เมืองเล็กๆ อย่าง “ปากซัน” เมืองเอกของแขวงบอลิคำไซ โด่งดังไปทั่วทั้งลุ่มน้ำโขง

“…มัก (ชอบ) เพลงนี้มาตั้งแต่ยังน้อยๆ แล้ว ฟังม่วนทั้งเนื้อร้องและทำนอง จนแม้แต่วัยรุ่นลาวที่มักฟังเพลงไทยหรือเพลงลาวสมัยใหม่ แต่ทุกคนจะรู้จัก ‘กุหลาบปากซัน’ ดอกบาน จักวงสา ผู้ประกาศข่าว สถานีวิทยุและโทละพาบแห่งแขวงบอลิคำไซ บอกเล่าความทรงจำเกี่ยวกับ“กุหลาบปากซัน”
“ในงานกินดอง (แต่งงาน) ทุกงานจะต้องได้ยินเพลงนี้ รวมทั้งงานดองของน้องเอง เวลาที่น้องจัดรายการวิทยุก็มีผู้ฟังมักขอฟังเพลงนี้ เมื่อน้องเปิดรับคลื่นวิทยุจากฝั่งบึงกาฬ ก็ได้ยินว่ามีคนขอเพลง ‘กุหลาบปากซัน’ แทบทุกมื้อ (ทุกวัน)…”
……………………….

ด่านผ่านแดนสากลปากซัน ฝั่งตรงข้ามอำเภอเมืองบึงกาฬ

พุทธศักราช 2502

สุลิวัด ลัดตะนะสะหวัน หรือชื่อเดิม จำปา ลัดตะนะสะหวัน วัย 24 ปี ชาวเมืองคันทะบุลี แขวงสะหวันนะเขด เดินทางไปเยี่ยมพี่ชายที่เป็นตำรวจอยู่ที่ปากซัน แล้วเย็นวันหนึ่งได้ไปนั่งเล่นริมลำน้ำซัน เห็นสาวๆ ลงอาบน้ำ จึงนึกสนุกแต่งเพลงนี้ขึ้น โดยให้ชื่อ “กุหลาบปากซัน” ซึ่งต่อมาได้ไปคว้ารางวัลที่ 3 จากงานประกวดผลงานเพลงที่กรุงเวียงจันทน์

ช่างสำรวจหนุ่ม จำปา ลัดตะนะสะหวัน เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลลาว ข้ามโขงไปเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ (ปัจจุบัน-สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ) และด้วยความรักในเสียงเพลง ช่วงปีสุดท้ายจึงชักชวนเพื่อนๆ ตั้งวงดนตรี “ลาวร่วมมิตร” ก่อนกลับไปรับราชการที่บ้านเกิด จากนั้นในปี 2503 เกิดเหตุวุ่นวายทางการเมืองขึ้นในลาว เมื่อนายพลพูมี หน่อสะหวัน และเจ้าบุญอุ้ม ณ จำปาสัก ยึดสะหวันนะเขดเป็นฐานที่มั่น ประกาศจัดตั้งคณะปฏิวัติต่อต้านรัฐบาลเวียงจันทน์ของท่านสุวรรณภูมา

ถนนจากนครหลวงเวียงจันท์ มุ่งสู่ปากซันสะดวกสบาย

ช่างสำรวจหนุ่มวัยเบญจเพสถูกเรียกเข้าประจำการในหน่วยจิตวิทยา กองทัพราชอาณาจักรกลุ่มนายพลพูมี โดยรับหน้าที่เป็นผู้ควบคุมวงดนตรีของกองทัพ ช่วงเวลานี้เองที่บทเพลงอมตะ “สองฝั่งของ” ถูกรังสรรค์ขึ้นพร้อมกับอีกหลายเพลง ในนามปากกาว่า “ส.สุลิวัด” จนแม้เมื่อกองทัพราชอาณาจักรของนายพลพูมีสลายตัวไปแล้ว สุลิวัด ลัดตะนะสะหวันยังทำงานเพลงต่อไป
“…ทั้งสองฝั่ง กั้นกลางด้วยสายนที แต่ประเพณี นั้นบ่ต่างกัน ชาติลาวและไทยก่อนนั้นเคยได้ สัมพันธ์ ร่วมสายโลหิตเดียวกัน เพียงน้ำเท่านั้นมากั้นแบ่งกลาง…”

กระทั่งเมื่อลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสังคมนิยม ในปี 2518 ท่านสุลิวัดถูกจัดเป็น “ข้าราชการในระบอบเก่า” จึงถูกเชิญตัวไป “สัมมนา” เพื่อเปลี่ยนแปลงความคิดให้เข้ากับระบอบใหม่ หลังจากนั้น จึงกลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนที่บ้านเกิด และลาจากโลกนี้ไปอย่างเงียบๆ ในขณะที่บทเพลงอมตะ “สองฝั่งของ” และ “กุหลาบปากซัน” ยังดังกึกก้องอยู่ในหัวใจของพี่น้องลาว-ไทยสองฝั่งแม่น้ำโขง จวบจนวันนี้เป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว

“ขอ ฟ้าดินจงเป็นสักขี โปรดคิดปราณี จงอย่าได้มีวันห่าง อย่าให้สัมพันธ์นั้นต้องจืดจาง ฝากฝังชีวี เหนือนทีสองฝั่งเอย”

ตลาดปากซันบริบูรณ์ด้วยผักผลไม้จากทั่วแขวงบอลิคำไซ

25 พฤษภาคม 2554

รัฐบาลลาว โดยกระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม ประกาศเกียรติคุณ “ ศิลปินแห่งชาติ” แก่ผู้ทำงานด้านวรรณกรรม และจิตรกรรมหลายท่าน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองมา 35 ปี โดยหนึ่งในจำนวนนั้นคือ คีตประพันธกรเรืองนามแห่งลุ่มน้ำโขง นาม “สุลิวัด (จำปา) ลัดตะนะสะหวัน”

น้ำซันไหลหล่อเลี้ยงความอุดมสมบูรณ์ให้แขวงบอลิคำไซ

เย็นย่ำสนธยา ณ บริเวณจุดบรรจบระหว่างแม่น้ำซันกับแม่น้ำโขงที่เรียกกันว่า “ปากซัน” ซึ่งวันนี้ยังสงบงาม แทบไม่แตกต่างจากปากซันในบทเพลงของสุลิวัด ลัดตะนะสะหวัน เมื่อกว่ากึ่งศตวรรษก่อนเลย แม้จะไม่เห็นภาพสาวๆ ลงอาบน้ำ และไม่เห็นชาวบ้านลงร่อนทองบนหาดทรายริมโขงเหมือนในฤดูแล้ง แต่ความมั่งมี มั่งมูน บริบูรณ์พูนผลด้วยทรัพยากรและพืชพันธุ์ธัญญาหาร ที่น้ำซันและน้ำโขงประทานให้ชาวลุ่มน้ำนี้ อาจเป็นที่มาของชื่อแขวง “บอลิคำไซ” ที่มีความหมายว่าดินแดนอันบริบูรณ์ด้วยทรัพยากรล้ำค่าดังทองคำที่นำมาซึ่งชัยชนะ นับเป็นแขวงที่ 16 ของลาวที่ตั้งขึ้นหลังสุดในปี พ.ศ. 2527

#SaveMekongriver