#SaveMekongriver

คอลัมน์: ห้องศิลป์อีศาน ฉ.32 ธันวาคม 2557
เรื่องและภาพ: ธีรภาพ โลหิตกุล

แก่งหินกลางลำน้ำโขง บริเวณหน้าวัดอาฮงศิลาวาส ตำบลหอคำ อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ถูกเรียกขานมาเนิ่นนานว่า “แก่งอาฮง” ฝั่งตรงกันข้ามคือวัดโพนสัน เมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว ความกว้างของลำโขงบริเวณนี้ราว 300 เมตรในฤดูแล้ง และกว้างถึง 400 เมตรในฤดูน้ำหลาก โดยมองเห็นแก่งได้ชัดเจนช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคมของทุกปี
กลุ่มหินที่ปรากฏบริเวณแก่งอาฮง ถูกเรียกขานตามลักษณะทางกายภาพ อาทิ หินลิ้นนาค หินปลาเข้ ถ้ำปลาสวาย ฯลฯ

ความงามของแก่งดึงดูดผู้คนมาพักผ่อน มาท่องเที่ยว ทั้งยังเป็นแหล่งหาปลาของชาวบ้าน แต่ที่สำคัญเหนืออื่นใด คือความเชื่อว่าข้างใต้แก่งอาฮง คือ “สะดือโขง” หรือจุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขง อันเป็นที่ตั้งวังพญานาค ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสายน้ำนี้ มีคำร่ำลือแบบปากต่อปาก ว่าผู้เฒ่าผู้แก่เคยวัดความลึกโดยใช้เชือกผูกกับก้อนหินหย่อนลงไป วัดได้ถึง 98 วาในฤดูน้ำหลาก และ 40-50 วาในฤดูแล้ง โดยคุ้งน้ำนี้มีกระแสน้ำไหลเชี่ยววนเป็นหลุมรูปกรวยกินบริเวณกว้าง หากมีเศษไม้หรือวัตถุใดลอยมาก็จะไหลวนอยู่ตรงจุดนี้ราว 30 นาที จึงจะหลุดไป หากมีคนตกน้ำตายเหนือแก่งอาฮง ก็มักจะพบศพติดอยู่ที่แก่ง เหตุเพราะเป็นคุ้งน้ำที่ไหลวน และเป็นจุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขงดังกล่าว

ทั้งยังเป็นแหล่งอาศัยของปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ “ปลาบึก” ตามคำร่ำลือว่า ตอนดึกๆ ของฤดูน้ำหลาก ชาวบ้านมักจะได้ยินเสียงคล้ายมีคนลงเล่นน้ำโขง เสียงดังตูมตามอยู่ราว 2-3 ชั่วโมง เชื่อกันว่าเป็นเสียงปลาบึกกำลังผสมพันธุ์กัน ด้วยบริเวณนั้นมีความลึก อีกทั้งปลาบึกกินตะไคร่น้ำเป็นอาหาร ใต้น้ำบริเวณแก่งอาฮงมีโขดหินมากมายและมีถ้ำใหญ่ ระบบนิเวศมีความสมบูรณ์ จึงเป็นแหล่งที่มีปลาบึกชุกชุมมากจุดหนึ่งของลำโขง
ผนวกกับความเชื่อว่า “สะดือโขง” เป็นวังพญานาค จึงเป็นจุดที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวนิยมมาชมปรากฏการณ์ “บั้งไฟพญานาค” ตามความเชื่อว่าเป็นลูกไฟที่พญานาคส่งขึ้นมาถวายการต้อนรับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะเสด็จกลับลงมาจากการเทศน์โปรดพุทธมารดาบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ช่วงเทศกาลออกพรรษา ถึงกับร่ำลือกันว่า แม่น้ำโขงบริเวณที่ไหลผ่านจังหวัดบึงกาฬและแขวงบอลิคำไซ มีปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นมากที่สุดในลำน้ำโขง แม้จะมีข้อโต้แย้งว่า ค่าเฉลี่ยความลึกของแม่น้ำโขงช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดหนองคายและบึงกาฬ ไม่น่าจะลึกถึง 98 วา หรือเกิน 100 เมตร แต่ควรจะอยู่ที่ระยะ 10-20 เมตร ตามสถิติของหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) และในทางวิทยาศาสตร์ บั้งไฟพญานาคเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอันเกิดจากการสะสมตัวของซากพืชในหลุมที่พื้นล่างของลำน้ำโขง เกิดปฏิกิริยากลายเป็นลูกไฟพุ่งขึ้นมาเหนือน้ำ มากกว่าจะเกิดจากพญานาค

ทว่า ก็ยากจะลบล้างความเชื่อแต่อดีตกาลของชาวลุ่มน้ำโขงทั้งสองฟากฝั่งนี้ไปได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2554 มีชาวบ้านจังหวัดหนองคายพบวัตถุประหลาดที่ติดมากับก้อนหินในแม่น้ำโขง ลักษณะเป็นก้อนขาวขุ่น ผิวขรุขระ เนื้อนิ่มคล้ายฟองน้ำ มีควันพวยพุ่งขึ้นมาตลอดเวลา ครั้นเมื่อแห้งจะมีไฟลุกติดขึ้นมาได้เอง ท่ามกลางความงุนงงสงสัยของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง มีเสียงโจษจันของชาวบ้านสองฝั่งโขง ว่าวัตถุประหลาดก้อนนั้น เป็นชิ้นส่วนของ “บั้งไฟพญานาค!”

ยังไม่นับเรื่องเล่าอีกมากมายที่ถูกผูกโยงเข้ากับตำนานพญานาค แน่นอนว่ารวมถึงคำขวัญของวัดอาฮงศิลาวาส ที่ว่า…สะดือแม่น้ำโขง แก่งอาฮงงามตา ถ้ำดอกม้าและฤาษี ธานีบั้งไฟพญานาค หลายหลากแหล่งหย่อนใจ หลวงพ่อใหญ่คุวานันท์ อรหันต์แห่งปวงชน
และถึงแม้จะมีข้อโต้แย้งทางวิชาการ ว่าจุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขงไม่น่าจะอยู่ในบริเวณนี้ แต่ด้วยพลังแห่งความเชื่อถือศรัทธาที่สืบทอดกันมานาน ที่ริมฝั่งโขง เขตวัดอาฮงศิลาวาส จึงปรากฏป้ายประกาศเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษชัดเจนว่า… จุดชมสะดือน้ำโขง ลึก 200 เมตร / The navel of Maekong /The deepest of Kong River!