โดย มัลลิกา แก้ววิเศษ

“แม่อยากไปนครวัดนครธมจัง” แม่พูดขณะที่สายตาจับจ้องที่สารคดีในโทรทัศน์ที่กำลังมีการพาเที่ยวนครวัดนครธม ฉันวางกระเป๋าเดินทางแล้วมองไปที่โทรทัศน์
“โห อยู่ตั้งเขมร ปูนเองก็ยังยุ่งๆ กับงานอยู่” ฉันย้อนกลับด้วยอารมณ์หงุดหงิด เพราะยังเหนื่อยจากการเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด และรู้เจตนาของแม่ดีว่าอยากให้ฉันพาไปเที่ยว
สีหน้าแม่ฉายแววผิดหวัง แล้วแม่ก็ไม่ได้พูดต่ออะไร แวบหนึ่งฉันรู้สึกผิดในใจ ที่รีบบอกปัดแม่ไป แต่ฉันก็ยุ่งจริงๆ นี่นา จะให้มาคอยดูแลแม่อยู่คนเดียวได้ไง แล้วฉันก็ต้องหงุดหงิดมากขึ้นเมื่อฉันขึ้นไปบนห้องแล้วพบว่า สิ่งของในห้องถูกจัดใหม่ ฉันรีบลงมาข้างล่าง
“แม่ แม่” ฉันตะโกนลั่นทันที “แม่มาจัดห้องปูนอีกแล้วใช่ไหม”
“แม่ขอโทษ แม่เห็นว่าห้องมันรก” แม่พูดเสียงค่อยๆ
“ทีหลังแม่อย่ามายุ่งอะไรกับห้องปูนอีกนะ”

ฉันคงจะไม่โมโหมาก หากครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่แม่ทำ แต่นี่ฉันเคยบอกแม่มาก่อนแล้ว ว่าอย่ามาจัดข้าวของในห้องตอนที่ฉันไม่อยู่บ้านเพราะฉันหาอะไรไม่เจอ แต่แม่ก็ยังมาทำอีก ฉันคงหงุดหงิดไปอีกนานถ้าไม่ได้รับโทรศัพท์ชวนไปเที่ยวทุ่งดอกกระเจียวจากอรเพื่อนสนิทที่รู้ใจฉันดีว่าฉันชอบธรรมชาติ แล้วฉันก็ตอบรับไปทันทีอย่างไม่ลังเลใจแม้แต่น้อย เพราะช่วงเวลาที่อรชวนตรงกับช่วงวันเสาร์อาทิตย์ ฉันกับอรเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียนมัธยม แล้วเราก็เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ถึงแม้จะคนละคณะ เมื่อเราสองคนเริ่มทำงาน ถึงแม้จะห่างๆกันบ้าง แต่เราสองคนก็ยังติดต่อกันสม่ำเสมอ
อรนัดฉันไปที่บ้าน และเมื่อไปถึงบ้านอร ฉันก็ชะงักเมื่อเห็นแม่ของอรเตรียมขึ้นรถด้วยเพราะในความคิดเมื่อรับโทรศัพท์จะมีเพียงอรและฉันที่จะไปด้วยกัน อรยิ้มร่าเดินมาหาฉัน
“เห็นปูนบอกว่าอยากไปเที่ยว พอดีเราจะพาแม่ไปเที่ยวทุ่งกระเจียวที่ชัยภูมิ เลยโทรชวนปูนไปด้วย”

จากนั้นอรก็ไปประคองแม่วัยเจ็ดสิบกว่าๆ ที่เดินไม่ค่อยคล่องนักไปนั่งข้างหน้า แล้วก็เดินอ้อมกลับมานั่งหลังพวงมาลัยรถทำหน้าที่คนขับ ส่วนฉันจับจองที่นั่งข้างหลังแต่เพียงผู้เดียว
เสียงอรชี้ชวนแม่ให้ดูวิวข้างทาง ทำให้ฉันอดมองตามอย่างเพลิดเพลินไม่ได้ เผลอหลับเมื่อไรไม่รู้ตัว จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกจากอร ถึงรู้ว่ามาถึงที่หมายแล้ว
อรรีบเปิดประตูประคองแม่ลงมาจากรถ
“เหนื่อยไหมแม่ ถึงแล้วนะ เดี๋ยวแม่จะได้เห็นดอกกระเจียวแล้ว แม่ยืนรอตรงนี้หน่อยนะ” อรไปเปิดกระโปรงรถแล้วก็หยิบเก้าอี้พลาสติกหัวโล้นมาวางไว้บนพื้น จับแขนแม่ให้นั่งลงบนเก้าอี้
“แม่นั่งพักก่อนนะ”

ฉันมองตามอย่างคิดไม่ถึง ภาพและน้ำเสียงที่อรปฏิบัติต่อแม่อ่อนโยนยิ่งนัก เป็นภาพที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลย อรไปหยิบกระเป๋าใบใหญ่ที่มองก็พอจะเดาได้ว่าเต็มไปด้วยสัมภาระมาสะพายบนไหล่ ก่อนที่จะเริ่มพาแม่เดินไป ตลอดระยะทางเดินจากที่จอดรถไปยังทุ่งกระเจียว อรเดินถือเก้าอี้ไปตลอดทาง สักระยะก็วางเก้าอี้ให้แม่นั่งพร้อมกับเอาพัดกระดาษในกระเป๋ามาพัดให้แม่เพื่อบรรเทาความร้อน
“เอากระเป๋ามาให้เราเถอะ”
เพราะความอดรนทนไม่ได้ที่เห็นเพื่อนหอบพะรุงพะรัง ทำให้ฉันต้องแบ่งสัมภาระมาจากเพื่อนบ้างแม่ของอร บางครั้งก็บ่นพึมพำเป็นภาษาจีนที่ฉันไม่เข้าใจ อรเคยบอกฉันว่าอรพูดภาษาจีนไม่ได้ แต่เข้าใจสิ่งที่แม่พูดได้ เพราะแม่อรมาจากจีนแผ่นดินใหญ่จึงพูดภาษาไทยได้ไม่ชัด ส่วนพ่ออรเสียชีวิตตั้งแต่อรเรียนอยู่ชั้นมัธยม โชคดีที่อรได้ทุนเรียนระหว่างที่อยู่มหาวิทยาลัย แม่จึงไม่ต้องรับภาระมากนัก และหลังจากที่อรได้งานก็รับภาระทุกอย่างแทนแม่

หลายครั้งที่แม่บ่นว่าเหนื่อย อรก็จะบอก “อีกนิดเดียวแม่ เดี๋ยวก็จะได้เห็นดอกกระเจียวแล้ว”
“แม่คงไม่ไหวแล้วล่ะอร เห็นบ่นเหนื่อยหลายครั้งแล้ว” ฉันท้วงอร เมื่อเห็นท่าทีแม่ของอรที่เดินได้ช้าลง แล้วขอพักบ่อยขึ้น
“แม่นั่งพักตรงนี้นานหน่อยก็ได้” อรก้มลงไปบอกแม่ที่นั่งเก้าอี้อยู่ แล้วหันมาพูดกับฉัน      “เราอยากให้แม่เห็นดอกกระเจียวน่ะ”
คำพูดของอรเหมือนหนามปักลงไปในใจฉันทันที ฉันเคยทำอะไรเพื่อแม่อย่างที่อรเคยทำบ้างไหม ไม่ว่าแม่จะอยากไปไหน ฉันก็มักจะพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดพร้อมกับเหตุผลเดิมๆ ว่าฉันไม่ว่าง กับแม่ฉันไม่ว่าง แล้วทีกับเพื่อนทำไมฉันว่างล่ะ ภาพของอรที่คุยกับฉันทีคุยกับแม่ที ทำให้ฉันได้คำตอบว่าบางทีเราสามารถที่จะทำอะไรสองอย่างไปด้วยกันได้ เราสามารถที่จะไปเที่ยวกับทั้งเพื่อนทั้งแม่ได้ ผู้คนที่มาเที่ยวต่างเดินแซงเราสามคนไปคนแล้วคนเล่า และในที่สุดอรก็พาแม่มาถึงจุดหมายปลายทางที่ชมทุ่งดอกกระเจียวได้
“สวยไหมแม่” อรชี้ชวนแม่ดูทุ่งดอกกระเจียว

ภาพดอกกระเจียวสีชมพูสวยสดหลายร้อยดอกเต็มลานทุ่งที่ปรากฏข้างหน้าฉัน ไม่สวยงามติดตรึงใจฉันเท่ากับภาพของอรกับแม่ที่ยิ้มด้วยกันอย่างมีความสุข และที่ฉันคิดว่ายิ่งกว่าสวยก็คงเป็นจิตใจของอร ยิ่งอรทำดีกับแม่เท่าไร ดูเหมือนภาพนางยักษ์ที่ฉันทำกับแม่ก็โผล่มาในใจมากเท่านั้น