เรื่อง :อัศศิริ ธรรมโชติ
ภาพ : ชูลี สุชาติ

มีบ่อยครั้งที่ผมเหลือบเห็นภาพทิวทัศน์ทะเลบนกระดาษสีสวย ไม่ว่าจะเป็นบนแผ่น ส.ค.ส. หรือว่าปฏิทินก็ตาม ผมอยากเป็นนักเขียนรูปที่จารึกประวัติศาสตร์ของชาวทะเลเอาไว้บ้าง ผมรู้สึกว่าภาพทั้งหลายที่เกี่ยวกับทะเล ไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ ภาพถ่าย หรือภาพเขียน มีแต่ภาพที่สวย ๆ งาม ๆ อย่างเช่น รุ้งกินน้ำ เรือหาปลาเหงา ฯลฯ ทั้งที่ท้องทะเลไม่ได้มีแต่เรื่องอย่างนี้ ยังมีอีกหลายอย่างที่น่าจารึกจดจำก่อนจะสิ้นสูญไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลง
เมื่อภาพความหลังเก่าซึ่งสูญสิ้นไปแล้วนั้น ไม่อาจสร้างขึ้นใหม่ได้ด้วยภาพทันสมัย ผมจำต้องสร้างมันขึ้นด้วยรูปวาด และสีสันขึ้นเป็นของผมเองดังนี้

ภาพที่หนึ่ง เป็นรูปชาวเรือกำลังสาละวนอยู่กับการชักใบก่อนนำเรือฉลอมออกสู่ท้องทะเล ซึ่งเห็นฝูงนกนางนวลโฉบปีกขาวแวววาวอยู่กับโป๊ะไม้ไผ่ พวกเขาบางคนไม่ใส่เสื้อ เห็นแต่ผ้าขาวม้าพาดไหล่แต่หลายคนอยู่ในชุดเสื้อผ้าตัดเย็บแบบง่าย ๆ ย้อมสีน้ำหมาก และผ้าขาวม้าเคียนเอวทับ ‘กางเกงจีน’ ที่หลวมโพรกเอาไว้ และที่ตรงท้ายเรือ ผู้เป็นไต้ก๋งกำลังสำรวจหางเสือขณะข้างตัวของเขามีหวูดเขาควายวางอยู่

ภาพนี้อธิบายได้ว่า เมื่อเรือแล่นใบออกจากฝั่งไปแล้วหลังหวูดเขาควายร้องก้อง มันจะดิ่งตรงไปยังทิศทางที่ไต้ก๋งผู้ถือท้ายเรือกำหนด แล้วหลังจากนี้ไป แต่หัวค่ำจนดึกดื่นของฟ้ามืดคืนนี้ คนถือท้ายเรือคนนี้จะยืนเฝ้ามองฝูงปลาอยู่ด้วยดวงตาสองข้างที่กร้านลมแรงของเขา ฝูงปลาบนผิวน้ำที่ไม่ห่างจากฝั่งนัก จะแหวกว่ายมาเป็นคลื่นพร้อมด้วยแสงสีเงินสุกขาวอยู่แต่ไกล

ภาพต่อมา รูปเรือลดใบลง เห็นแต่เสากระโดงเรือและสายเชือกระโยงระยาง มีชาวเรือห้าหกคนสาวอวนขึ้นจากน้ำขณะที่ปลาบางตัวกระโดดอยู่กลางแสงแดดเจิดจ้าจากตะเกียงเจ้าพายุ
ภาพนี้อธิบายความว่า หลังจากผู้เป็นไต้ก๋งพบฝูงปลาแล้วเขาก็จะสะกิดลูกเรือที่นอนหลับอยู่ ให้ลุกขึ้นมาลดใบเรือและลงแจวอย่างเงียบ ๆ เพื่อให้เรือเทียบฝูงปลาก่อนปล่อยอวนลงน้ำ พวกเขาใช้เวลาไม่นานนักในการจับปลาแต่ละครั้งด้วยอวนกองไม่ใหญ่โต ไม่ยาวและไม่ได้ลงน้ำลึกจนเหลือบ่ากว่าแรงและกำลังของจำนวนคน พวกเขา ชาวเรือฉลอมสู้กับฝูงปลา  ต่าง ๆ ทั้งที่วิ่งหาวิ่งไล่ และจับมันขึ้นมาจากทะเลด้วยกำลังและสิ่งของที่เป็นธรรมชาติเกือบทั้งหมด ผมจะจบภาพยุคเรือฉลอมแล่นใบนี้ลง ด้วยการวาดรูปเรือแล่นกลับฝั่งยามเช้า ท่ามกลางแสงตะวันที่เพิ่งโผล่จากโค้งฟ้า และท้องทะเลมีแต่แสงระยิบราวฉาบด้วยทองคำ เห็นใครคนหนึ่งบนเรือยกหวูดเขาควายเป่าปลุกคนบนฝั่งมารอรับ

มาถึงภาพที่สี่แล้ว ผมลงมือวาดรูปเรือใช้เครื่องยนต์อันเป็นยุคเรือตังเก เรือที่ทาสีสวย มีเก๋งรูปทรงงาม มียอดหลักประดับไว้ด้วยที่นั่งเล็ก ๆ แลเห็นปล่องควัน เสากระโดงกับธงทิวประดับ และที่ท้ายเก๋งลากจูงเรือง่าย ๆ คู่หนึ่ง ซึ่งมองเหมือนอย่างเรือเกี๊ยะที่เรียกกันว่า ‘เรือโล้’ เป็นเรือบรรทุกกองอวนที่ใหญ่และสูงขึ้นยิ่งกว่าภาพเมื่อแรก ๆ ภาพคนบนเรือคงสวมชุดง่าย ๆ อย่างเมื่อภาพก่อนที่ย้อมสีน้ำหมากสีเดียวกันกับอวน หรือไม่ก็ย้อมสีดำ จะแลเห็นกล่องสังกะสีสี่เหลี่ยมอันเป็นที่เก็บสัมภาระของลูกเรือแต่ละคนวางไว้ในที่ต่าง ๆ กัน ข้างไต้ก๋งยืนอยู่ข้างยอดหลักเหนือเก๋งเรือ ในมือเขาถือกระบอกไฟฉาย และที่คอห้อยไว้ด้วยพวงพระปนอยู่กับสายนกหวีด ภาพอธิบายได้ว่า ควันไฟจากปล่องนั้นเกิดจากเครื่องยนต์ที่กำลังเผาหัวก่อนเรือเคลื่อนออกจากฝั่ง ในท้องเรือมีคนคอยคุมเครื่องที่ทำหน้าที่ ‘อินทะเนีย’ ขณะที่ตรงหน้าเก๋งมี ‘นายท้ายเรือ’ คอยควบคุมพวงมาลัยหันไปตามทิศทางที่ไต้ก๋งเป่านกหวีดเป็นสัญญาณ

ภาพที่ห้า ท่ามกลางความมืดของทะเลและเส้นสายแสงเกลื่อนของดวงดาวบนฟ้านั้น พวกลูกเรือทั้งหลายเกือบยี่สิบคน ต่างยืนอยู่บนเรือบรรทุกอวนทั้งสองลำที่กำลังค่อย ๆ เคลื่อนขนานออกไปด้วยกันด้วยแรงโล้ของลม เห็นฝูงปลาสีเงินวิ่งล้ออยู่ใกล้ ๆ ถัดห่างออกไปเป็นเรือยนต์ที่ดับเครื่องสนิทแล้วและบนยอดหลักเหนือเก๋งมีรูปไต้ก๋งเรือกำลังยืนชี้นิ้วสั่งการ
นี่เป็นภาพที่เปลี่ยนไป ทั้งที่พวกเขากำลังไล่จับปลาเหมือนกันและคำอธิบายนั้นมีว่า ระหว่างเรือยนต์แล่นฝ่าผิวคลื่นอยู่กับความมืดของกลางคืน ไต้ก๋งที่นั่งอยู่บนยอดหลักจะทอดดวงตาแดงก่ำทั้งคู่ของเขาอยู่บนผืนน้ำเสมอ เพื่อแลหาสีเงินที่จะโผล่พ้นมาเหนือคลื่น อะไรไหวอยู่ข้างหน้าเขาก็จะกราดแสงไฟฉายออกไปด้วยความนึกคิดว่าปลาชนิดไหนกันแน่ และมากน้อยอย่างไร เพราะปลาบางฝูงอาจหลอกเขาด้วยการขึ้นมาเล่นบนผิวน้ำอยู่ไม่กี่สิบตัวนัก ทั้งที่ลึกลงไปเป็นฝูงมหึมา และนี่เป็นเรื่องของไต้ก๋งเรือตังเกจะต้องสังเกตดูเอาด้วยความชำนาญของเขา ด้วยการจับปลาแต่ละครั้งจะกินเวลานานอยู่หลายชั่วโมง เนื่องจากอวนยาวกินน้ำลึกและสิ้นเปลืองแรงงานของลูกเรือมากในแต่ละครั้ง

คืนวันแต่เล็กน้อย ค่อยพอกพูนสั่งสมประสบการณ์ของเขา ผู้นั่งอยู่เดียวดายบนยอดหลักของเรือตังเก เขาอาจสูบบุหรี่ไปมวนแล้วมวนเล่าเฝ้าคิดถึงคนที่บ้าน หรือลูกเรือของเขาที่กำลังนอนหลับใหลเบียดกันอยู่ภายในเก๋งแต่ที่แน่ ๆ เขาคิดถึงลมคลื่น ทางเดินของน้ำทะเล และฝูงสัตว์สีเงินที่จะกระโดดรับแสงจากไฟฉายของเขา เขาอาจเหงา อาจว้าเหว่ แต่นั่น! ที่คึกคักกึกก้องมาราวกับสายน้ำเชี่ยว มีเกล็ดและเมือกแวววาวอยู่ด้วยแสงธรรมชาติ จะทำให้เขายิ้มออกมา และงานของลูกผู้ชายอย่างเขาก็เริ่มต้นต่อจากนี้ คำอธิบาย จะเปรียบไปเขาก็เหมือนกับแม่ทัพสงครามที่รู้ว่า การรบกำลังจะใกล้เข้ามา เริ่มแรกคือการคำนวณกำลังของข้าศึกที่เขาแลเห็นแต่ไกล แล้วเป่านกหวีดเรียกพลพรรคให้ตื่นขึ้นเตรียมพร้อมด้วยเสียงระรัว

ต่อมาคือคำสั่งให้เคลื่อนย้ายกองกำลังด้วยการบอกให้ลงเรือบรรทุกอวนและโล้เคลื่อนออกไป ไล่ตามฝูงปลาไปติด ๆ ด้วยกำลังที่มีอยู่อย่างฉับพลันทันด่วน ส่วนเขายืนอยู่บนชัยภูมิที่เหมาะ อยู่บนยอดหลักสูงมองเห็นภาพวงกว้างดูว่าพลพรรคลูกเรือของเขากำลังทำอย่างไร เรือโล้ทั้งคู่แยกห่างจากกัน ขณะที่อวนแต่ละข้างจะถูกปล่อยลงน้ำตามคำสั่งด้วยเสียงตะโกน และด้วยสัญญาณจากนกหวีด วงล้อมแคบกว้างเข้าหาข้าศึกสัตว์น้ำ ซึ่งจะเอาพวกมันไว้อยู่หรือไม่อย่างไรนั้น ล้วนเป็นไปตามคำบัญชาจากเขาผู้เดียวเท่านั้น ที่ยืนเห็นตลอดอยู่บนที่อันสูงนี้

ยุคสมัยเรือตังเกนี้ ผมจะต้องจบลงด้วยภาพวาดรูปเรือยนต์แล่นอย่างช้า ๆ กลับบ้านในตอนเช้า แลเห็นราวตากอวนยืนอยู่ชายฝั่งน้ำ ซึ่งอธิบายต่อมาได้ว่า พวกลูกเรือจะต้องเข็นอวนที่รุงรังไปด้วยทุ่นไม้กระสุม ตะกั่วถ่วง ขึ้นไปบนราวอวน ตากรอไว้ให้แห้งอยู่นับเป็นวัน ๆ…

เมื่อยุคสมัยผ่านไป ราวตากอวนเหลือแต่ตอไม้และซากผุพัง ทุ่นไม้กระสุมกลายเป็นลูกบอลยางร้อยอยู่กับด้ายอวนไนล่อนซึ่งไม่ต้องการแดด มีสีเขียวคล้ายกางเกงย้อมของพวกลูกเรือทุกวันนี้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไม่นานนัก หลังจากที่พวกเขาไต้ก๋งเรือหนุ่ม ๆ คนแล้วคนเล่าได้เดินทางกลับจากการดูงานทะเลที่ญี่ปุ่น พร้อมด้วยการเริ่มต้น ‘ยุคแห่งเรืออวนลาก’ ประกอบด้วยเครื่องกว้านฉุดอวน ไมโครโฟนสั่งงาน วิทยุรับส่งกันด้วยกระแสคลื่นจากอากาศ และการใช้คลื่นเสียงจับฝูงปลา

‘สงครามโบราณ’ ได้จบสิ้นลงแล้วด้วยภาพสุดท้ายนี้