โดย ระริน ละลาน (นามปากกา)

คืนนั้นร่มกันยากลับบ้านมืดค่ำตามเคยเพราะต้องพิมพ์งานให้เสร็จเรียบร้อยไม่ให้คั่งค้างเป็นดินพอกหางหมู ฝนที่ตกหนักกลางเดือนตุลาคมกระหน่ำลงมาทุกเวลาเย็นตอนเลิกงานพอดิบพอดี เมื่อลงจากรถประจำทางหล่อนพยายามทำใจให้คุ้นกับการย่ำน้ำในซอยที่ท่วมเอ่อขึ้นมาระดับตาตุ่มเกือบทุกวี่วันหลังฝนตก

แต่จะทำได้ไหมล่ะ ใจน่ะใจที่คอยแต่จะรอน ๆ เมื่อนึกถึงเขาคนนั้น ยิ่งมาเจอถนนซอยน้ำท่วม น้ำตาก็คอยแต่จะเอ่อขึ้นมาด้วยความเจ็บใจ หล่อนกำชายกระโปรงบานสั้นให้ทะมัดทะแมงขึ้นด้วยมือข้างหนึ่ง ขณะมืออีกข้างหิ้วรองเท้าส้นสูง เดินลุยน้ำฝ่าสายฝนที่กำลังจะขาดเม็ด แต่ชะตากรรมซ้ำซากยังไม่พอใจ แสงไฟจากรถยนต์​ส่องใส่หน้าเต็ม ๆ พร้อม ๆ กับมอเตอร์ไซค์แล่นผ่านสาดน้ำกระเด็นใส่เข้าให้อีกเต็มรัก

ร่มกันยานัยน์ตาพร่าอยากจะตะโกนด่าให้สะใจ แต่ก้าวต่อไปของหล่อนกลับสะดุดเข้ากับฝาท่อน้ำทิ้งข้างทาง หน้าคะมำไปอย่างยั้งไม่อยู่ ความรู้สึกวูบขึ้นมาคล้ายแลเห็นดาวระยิบระยับแล้ววับหาย ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นความว่างเปล่า หญิงสาวหล่นลงไปกระทบพื้นกลางสะพานไม้เก่าแก่ ที่ทอดข้ามชายน้ำไปต่อเข้ากับตลิ่งฝั่งโน้น รู้สึกเคล็ดขัดยอกแต่ไม่มากมาย ตอนขยับตัวลุกขึ้นนั่ง เหลียวไปทางซ้ายเห็นป่าไม้ค่อนข้างรกทึบ มีช่องทางเดินเล็ก ๆ ลดเลี้ยวกลืนหายไป ส่วนทางฝั่งขวาเป็นถนนดินลูกรังเลียบริมฝั่งน้ำ อากาศเย็นสดชื่นโชยระรื่นมาจากแม่น้ำ ช่วยปลอบโยนให้บรรเทาความตื่นตระหนก

“ที่นี่ที่ไหน” หล่อนถามตนเองอย่างงุนงง
เสียงกระดึงดังกรุ๋งกริ๋งแว่วมาจากชายป่า ตามมาด้วยเสียงออดแอดที่ไม่คุ้นหู ก่อนจะเห็นวัวสีขาวกับสีน้ำตาลตัวโตแข็งแรงเดินลากเกวียนที่เทียมมา ชายหนุ่มที่นั่งขับขี่ ทำให้ร่มกันยาเบิกตาโต เกือบจะอ้าปากค้างไปเสียด้วยซ้ำ อุทานว่า
“นพดล” นี่มันเรื่องอะไรกัน นพดลถึงได้มาขับเกวียนอยู่ในป่าในดง
“นพดลไม่ใส่เสื้อ นุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียว แล้วคุณขับเกวียนเป็นได้ยังไง” หล่อนถลาลุกขึ้นเกาะราวสะพาน กู่ตะโกนอย่างเสียขวัญ
“นพดล ยาอยู่นี่ค่ะ”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นตามเสียงร้อง เบิกตาโตไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหญิงสาว แล้วยกมือสองข้างขึ้นปิดตา
“ถมยา เสื้อผ้าเอ็ง ไปเอามาจากไหน ข้าดูไม่ได้แล้ว”
หล่อนก้มลงดูตนเองในชุดกระโปรงบานค่อนข้างสั้น เสื้อสายเดี่ยวที่ไม่รู้ว่าเสื้อคลุมหลุดหายไปตั้งแต่เมื่อไร
“ก็ปกติดีนี่นา” หล่อนคิด
ร่มกันยาสาวเท้าตรงไปที่เกวียน โหนแขนชายหนุ่ม เหวี่ยงตัวขึ้นไปนั่ง
“ไม่รู้ละ คุณต้องพายาไปส่ง นพดล”
“ข้าชื่อมานพ” เขาตอบเสียงอู้อี้ หลับตาปี๋ เอามือควานไปหยิบผ้าได้ผืนหนึ่งจากด้านหลัง “เอาผ้าผวยนี่คลุมไว้ก่อน นางยาเอ๋ย เอ็งไปไหนมา ข้าตามหาเอ็งมาสองวันเต็มๆ ใครๆ เขาว่ากันทั้งหมู่บ้านว่าข้าต้องเป็นม่ายเมียร้างตั้งแต่ยังไม่ได้ตกได้แต่งกัน เอ็งหายไปไหนมา ใส่เสื้อผ้าอุจาดตานัก”

ร่มกันยาแทบร้องไห้
“นพ ทำไมพูดกับยาแบบนั้นล่ะคะ คุณนั่นแหละ แต่งตัวอะไรก็ไม่รู้ แล้วที่นี่ที่ไหนล่ะคะ”
“เอาเถิด เขาลือว่าเสือหาญดักฉุดเอ็งไป แต่ข้าก็จะไม่ถือสา เรารีบกลับไปผูกข้อมือกันให้เสร็จสิ้น ผู้หลักผู้ใหญ่ยังรออยู่อีกหลายคน”
“ผูกข้อมืออะไรกันนพ นพไม่ได้รักยา นพกำลังจะไปอเมริกากับจูลี่ นพหักอกยาป่นปี้ ฮือฮือ” ร่มกันยาเหลืออดเหลือทน หล่อนเงื้อมือฟาดเผียะ ๆ ไปที่ต้นแขนล่ำสันด้วยมัดกล้าม ร้องไห้ออกมาอย่างระเบิดความอัดอั้น ชายหนุ่มคว้าข้อมือนั้นไว้
“อย่า ถมยา เอ็งจะเจ็บมือเสียเปล่า ๆ ข้ารักเอ็ง นางจูลี่​อะไรข้าไม่เคยพิศวาท”

ระหว่างถกเถียงเสียงดังลั่น ๆ วัวสองตัวตกใจเตลิดออกวิ่ง เกวียนแล่นโขยกเขยกขึ้นไปบนสะพานถึงจุดที่ร่มกันยาตกลงมาเมื่อครู่ ให้บังเอิญหญิงสาวมองลงไปภายใต้ท้องเกวียน หล่อนเห็นสายน้ำหมุนวนเป็นเกลียวดิ่งลงไป ร่มกันยารู้สึกเวียนศีรษะ มีแรงดึงดูดบางอย่างส่งกระแสขึ้นมา รุนแรงขึ้นทุกที เท้าทั้งสองข้างที่ห้อยอยู่บนเกวียนถูกดูดราวกับธรณีสูบตามคำโบราณ ร่มกันยาหลุดลงจากเกวียน ผลุบหายลงไปในสายน้ำ
“ฟื้นแล้วๆ”
เสียงผู้คนดังอยู่รอบกาย ร่มกันยาลืมตา รีบยันกายลุกขึ้นนั่ง เสียงชายแต่งชุดกู้ภัยข้างตัวอธิบายว่า “พี่ตกท่อ ดีที่หัวไม่ฟาด หน้าผากโขกผนังท่อหมดสติ แต่ยังไงก็ต้องไปโรงพยาบาลหน่อยนะครับ”