เรื่อง: ชมัยภร แสงกระจ่าง

๕ พลัม-บายัน

“ครูตามหา..เอ่อ..เธอทำไมคะ” สาวน้อยผู้ส่งเสียงเย้ยหยันถามขึ้น ทองทาคิดว่าจะไม่ตอบคำถามของเด็กผู้หญิงหยาบคายคนนี้ แต่น้ำเสียงและแววตาของเธอไม่สัมพันธ์กับเสียงหัวเราะเลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นครูมองนิ่งเฉย
“เผื่อหนูจะช่วยได้..”เธอต่อในที่สุด
“ไม่เป็นไร..”ทองทาปฏิเสธด้วยยังนึกรังเกียจพฤติกรรมของเธอ จนถึงพ่อของเธออยู่
เมื่อตั้งใจจะเป็นนักสืบแล้วก็ต้องเป็นให้ถึงที่สุด เย็นวันรุ่งขึ้น ทองทาเช็คกับคุณภนิดา และไปเดินเตร็ดเตร่อยู่หน้าห้องเรียนของนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง พอมีเสียงออดหมดเวลา เธอก็เห็นดังที่ใฝ่ฝันบอก คือนาลีพุ่งออกมาจากประตูเหมือนลูกฟุตบอลที่ถูกใครเตะออกมา แล้วเธอก็เดินแกมวิ่งออกจากมหาวิทยาลัย ตรงออกไปยังประตูหน้าแน่นอน ทองทาตัดสินใจเดินตาม แต่ดูเหมือนว่าฝีเท้าของสาวน้อยนั้นจะเต็มไปด้วยความเร่งรีบ ในเวลาไม่นานนักเธอก็ทิ้งห่างทองทาแบบลิบ ๆ แต่กระนั้นทองทาก็ไม่ย่อท้อ แม้จะยังนึกไม่ออกว่าจะตามเธอไปได้อย่างไร แต่ทองทาก็ขอตามไปก่อน ในที่สุด ทองทาก็มาถึงป้ายรถประจำทางหน้ามหาวิทยาลัย และทันได้เห็นร่างของสาวน้อยขึ้นไปบนรถประจำทางสายที่ผ่านหน้ามหาวิทยาลัย และมุ่งออกนอกเมือง นักสืบทองทาเดินกลับคณะอย่างขำ ๆ คิดในใจว่า ต้องวางแผนใหม่ ขืนเดินตามกันแบบนี้ทุกวัน ก็ไม่ได้ผลอะไรขึ้นมา รถบัสเล็กในมหาวิทยาลัยวิ่งผ่านไป แต่ทองทาก็ไม่ประสงค์จะขึ้นแล้ว สู้เดินไปคิดไปดีกว่า

ในชั้นเรียนวันรุ่งขึ้น นักศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง ทำหน้าตาเหรอหรา เมื่อครูบอกว่า “หยิบกระดาษขึ้นมาคนละแผ่น ครูมีเกมให้เล่น..”
ขณะบอกให้นักเรียนเขียนชื่อ นามสกุลไว้ที่หัวกระดาษ ทองทาก็บอกต่อว่า
“ทีนี้ให้ทุกเขียนเขียนบรรยายฉากบ้านของตัวเอง เหมือนจะเขียนนวนิยาย แต่ก่อนบรรยายต้องเขียนบ้านเลขที่ ที่อยู่ที่ชัดเจนไว้ให้ครูก่อน เพื่อครูจะได้มองภาพออก จากนั้นก็เขียนพรรณนาฉากบ้านตัวเองมาแค่ย่อหน้าเดียว…ให้เวลา ๑๕ นาที แล้วเก็บมาส่งครู…การบ้านนี้จะสัมพันธ์กับการบ้านชิ้นต่อไปด้วย”
“หนูไม่อยากบรรยายบ้านหนูนี่ บรรยายอย่างอื่นได้ไหมคะ” ใครคนหนึ่งรู้มากยกมือขึ้นถาม
ทองทานึกขำ ตามจริงต้องตอบว่าได้ แต่ถ้าตอบเช่นนั้น งานของนักสืบก็ไม่สัมฤทธิ์ผล ทองทาจึงตอบแบบจริงจังว่า “ไม่ได้ วันนี้ต้องการรู้ว่าเธอรู้จักบ้านของเธอไหม”
เป้าหมายของทองทานั่งเหม่อลอย สักพักหนึ่งจึงลงมือเขียน
“นับแต่นาทีแรกที่ก้าวเข้ามายืนตรงนี้ ฉันรู้อยู่แล้วว่าจะเจอกับอะไร ชั้นวางของที่สองสามชั้นที่ตั้งอยู่บนโต๊ะหน้าเตาไฟเรียงรายไปด้วยจานผักสารพัดชนิด ผักบุ้ง ผักกาดขาว กวางตุ้ง ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี คะน้า ตำลึง กุ้ยช่าย ถั่วงอก ใกล้เตาที่สุดเป็นกาละมังใส่น้ำแข็งจนพูนเป็นวงกลมครึ่งซีก มีเนื้อหมู เนื้อไก่ กุ้ง ปลาหมึก ปลาสด เกาะเรียงอยู่รอบก้อนน้ำแข็งนั้น คนผัดยืนอยู่หน้ากระทะที่มีน้ำมันร้อนควันพุ่งลุกวาบ ๆตลอดเวลา มีเสียงฉ่า ๆ ฉ่า ๆดังไม่ขาดระยะ ฉันวิ่งวุ่นหยิบจานโน้นคว้าจานนี้ ไม่เพียงแต่ไอร้อนและเหงื่อไหลหยด หากยังมีเสียงดังเอะอะ ทั้งเสียงตะโกนสั่งอาหาร เสียงคนคุยกันคนละเรื่องจนฟังไม่ได้สรรพ เสียงหัวเราะ เสียงสบถ และเสียงร้องที่ฟังไม่ออกว่าคนทำเสียงอยู่ในภาวะอารมณ์ใด ตั้งแต่หัวค่ำไปจนเกือบยันสว่าง…….”
ทองทาอ่านไปคิดไป หาความสัมพันธ์บ้านเลขที่ที่ปรากฏตรงหัวกระดาษไปด้วย รวมทั้งใบหน้าและผิวพรรณของคนเขียน
“ยากแฮะ…ลูกเจ๊กคนนี้ทำไมหน้าดำปิ้ด”
ย่านลาดพร้าว ย่านลาดพร้าว ใครนะ มีบ้านอยู่แถวลาดพร้าว ใครที่จะสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนักสืบได้ เอ่..เอ๊..พลัม พลัม ทันใดนั้น ใบหน้าของลูกศิษย์ผู้ได้ชื่อว่าอารมณ์ดีสุด ๆ คนหนึ่งก็ลอยเด่นอยู่ตรงหน้า

พลัมเป็นลูกศิษย์รุ่นก่อนวัสสาสองหรือสามรุ่นทองทาจำไม่ได้ เขาจำได้แต่ว่าลูกศิษย์คนนี้เป็นลูกของนักดนตรีคนหนึ่งในวงการดนตรีฟ้าเมืองไทย พ่อของพลัมเป็นนักดนตรีคุณภาพ ใช้ชื่อว่า ดนตรี สุรภา ร้องเพลงแจ๊สแต่ไม่ดังมากนัก แต่สำหรับคนชอบเพลงแจ๊สเขาก็เป็นสุดยอดคนหนึ่งของทางสายนี้ เพียงแต่เป็นคนประเภทไม่เอาจริงเรื่องดนตรีมากนัก ขอเป็นเพียงงานอดิเรก ทองทาก็เป็นแฟนคลับของเขาคนหนึ่ง เขาออกอัลบั้มมาสามอัลบั้มแล้วก็เงียบหายไป ทองทามาตื่นเต้นอีกครั้งเมื่อคนหน้าเหมือนดนตรี สุรภา มาเรียนในคณะ พลัมเขาถอดแบบรูปร่างหน้าตาของพ่อมา และกลายเป็นขวัญใจครูและเพื่อนไปในที่สุด แม้ว่าเขาจะร้องเพลงสู้พ่อไม่ได้เลย แต่สามารถทำคุณสมบัติคล้ายตามนามสกุลได้ คือ ดื่มสุรายาเมาจนเลื่องลือไปทั้งคณะ ชื่อจริงเขาคือ บายัน สุรภา แต่ไม่มีใครจำได้ เพราะจำชื่อเล่นและนามสกุลใหม่ได้แม่นยำกว่า นั่นคือ พลัม สุรายาเมา
ทองทาไลน์ไปหาพลัม “พลัม ครูเองนะ” แต่เขาไม่ตอบ เธอก็เลยกดโทรศัพท์ เขารับทันที “พลัมหรือ ครูเองนะ ครูทอง”
“ครูมีอะไรให้ผมรับใช้คร้าบ..”น้ำเสียงของเขาครึกครื้นมาเลยทีเดียว “เห็นไลน์แล้วครับ แต่ไม่ทันตอบ ครูใจร้อน”
“ฮื่อ”ทองทาขานรับ “ครูวัยรุ่น”
พลัมหัวเราะ
“งานหนักมั้ย” ทองทาหมายถึงงานโปรดิวเซอร์ที่เขาทำให้รายการโทรทัศน์ช่องหนึ่งอยู่
“หนักบ้างไม่หนักบ้างครับครู แต่ผมก็ยินดีรับใช้ครู”
ทองทาหัวเราะ “อะไร ยังไม่ทันพูดเลยว่าจะใช้..รู้ได้ไง ครูอาจโทรมาคุยเล่น ๆ ก็ได้”
หนุ่มลูกศิษย์หัวเราะแล้วว่า “มีเหรอครับ..ครูทองทามีเวลามาคุยเล่น ๆหรือครับ”
ทองทาหัวเราะชอบใจไปพักใหญ่ ก่อนเริ่มต้น “ขอแรงหน่อยเถอะ” ตามชื่อเรื่องสั้นของศรีบูรพา “ครูอยากให้พลัมช่วยเป็นนักสืบน้อยให้ครูหน่อย”
“มีอะไรเหรอครับ ลูกศิษย์ครูค้ายาเหรอไง”
“บ้าพลัม พูดจาไม่เป็นมงคล”
หลังจากต่อว่าลูกศิษย์แล้ว ทองทาก็เล่าเรื่องที่ประสงค์จะให้เขาช่วย ก่อนสรุปปิดท้ายว่า “พลัมก็รู้ดีนี่นา ตอนนี้ดีเอ็นเอทองทาทำงานอีกแล้ว”
“ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาเลยคร้าบ”

ทำไมพลัมจะไม่รับปาก ในเมื่อครูทองทาคือคนที่ทำให้ชีวิตของพลัมมาเป็นพลัมจนทุกวันนี้ เขาก็เหมือนเด็กหนุ่มโดยทั่วไป เมื่อมีพ่อเป็นนักดนตรี โอกาสและการเข้าใกล้ชีวิตกลางคืนก็มีมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว พื้นฐานดั้งเดิมเขาเป็นเด็กเรียนดี แต่มาเรียนเลวหลังจากที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว เขาไม่เรียน เขาไม่อ่านหนังสือ เขาไม่สังสันทน์กับเพื่อน ไม่สนทนากับครู ทุกวันของเขาคือชีวิตอันเป็นอิสระต่อเงื่อนไขทั้งปวง
เขาออกจากบ้านตอนสาย ๆ และถึงมหาวิทยาลัยตอนเที่ยง วันไหนมีหนังดีที่อยากดูเขาก็จะแวะดูหนังก่อน วันไหนเดินผ่านห้างที่น่าสนใจ เขาก็จะแวะห้างก่อน อ้างว่าไปสำรวจตลาดให้พ่อ หรือไม่ก็ไปซื้อดอกไม้ให้หญิงสาว แต่พอมาถึงคณะ เขาก็จะวางช่อดอกไม้นั้นไว้บนโต๊ะหน้าคณะจนกระทั่งมันเหี่ยวแห้งหมดอายุไปเอง บางคนจึงเรียกพลัม ช่อดอกไม้แห้ง ก่อนจะมาเป็น พลัม สุรายาเมา

เมื่อถึงคณะ เขาจะเข้าไปนั่งอยู่ในห้องกิจกรรม ถ้าไม่เล่นกีตาร์ร้องเพลง ก็ดูหนังแผ่น หรือไม่ก็นั่งคุยกับเพื่อน ๆ จะเข้าเรียนก็ต่อเมื่อเป็นวิชาที่เขาอยากเรียน เช่น วิชาการละครที่มีครูซึ่งมีชื่อเสียงดังระเบิดเถิดเทิงไปทั่วยุทธจักรการละครเป็นผู้สอน หรือวิชาภาษาอังกฤษที่ครูเพิ่งกลับมาจากเมืองนอกสวยสุด ๆ จนนักศึกษาชายตาค้าง หรือไม่ก็ของครูทองทาที่ด่าไฟแลบถ้าไม่เข้าเรียน เจอที่ไหนเป็นประจานที่นั่น แล้วพลัมจะไม่เข้าเรียนได้อย่างไร ความจริงเขาไม่มีคะแนนเข้าเรียนสักกี่มากน้อย แต่อาศัยความเมตตาของครูหลายคน โดยมีครูทองทา ครูที่มีเล่าลือกันว่ามีดีเอ็นเอไม่เหมือนใคร พอเขาจะหมดสิทธิ์สอบ เขาก็รีบเข้าไปเสนอตัวทำงาน รับใช้ครู หรือยอมให้ครูทำโทษ โชคดีเป็นหลายชั้นเมื่อครูทองทาขึ้นเป็นหัวหน้าภาควิชาพอดี เขาจึงเอาตัวรอดมาได้แม้ว่าจะเรียนนานไปถึงหกปี พอรู้ว่าเขาจะเรียนจบ พ่อดีใจถึงขนาดเอาบัตรคอนเสิร์ตตัวเองฝากมาให้ครู ครูโกรธจนหน้าเขียวหน้าเหลืองหาว่าติดสินบน แต่พ่อบอกว่า จะติดสินบนได้ไงโว้ย ก็เอ็งสอบผ่านไปแล้ว เขานำเอาความโดยไม่เอาคำมาถ่ายทอด นั่นแหละครูทองทาจึงรับบัตรคอนเสิร์ตไว้ และเขาก็เห็นครูไปดู แถมยังทำท่าราวกับเป็นแฟนคลับสุด ๆของพ่อ

พลัมจดเลขที่บ้านจากครูทองทาใส่กระดาษ แล้วเดินมองเรื่อยไปตามถนนที่ระบุ จนถึงซอยที่หักเลี้ยวเข้าไปหน้าตลาดโชคชัย เยื้อง ๆกับป้ายรถเมล์ มีป้ายร้านอาหารตามสั่งติดไว้อย่างโดดเด่น “เฮียเล็กข้าวต้ม” แม้จะไม่แน่ใจว่าเป็นร้านเดียวกันหรือเปล่า เพราะหาเลขที่ของร้านไม่เจอ แต่พลัมก็ตัดสินใจเข้าไปใช้บริการ โดยเอามือถือขึ้นมาเก็บรูปแบบไม่โจ่งแจ้งมากนัก หากแต่พองามตามแบบคนกรุงเทพฯที่ยังมีมารยาทเหลืออยู่บ้าง หลังจากนั่งอยู่พักหนึ่ง นัยน์ตาก็สอดส่ายไปทั่ว ก็เห็นแต่เฮียเล็กเจ้าของร้านยืนอยู่หน้าเตา ผัดอะไรโช้งเช้ง ๆ มีผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นเมียยืนอยู่ข้าง ๆ คอยเป็นผู้ช่วยหยิบโน่นหยิบนี่ ในร้านมีเด็กเสิร์ฟสี่ห้าคน ใส่หมวกสีเขียว มีผ้ากันเปื้อนติดตราเฮียเล็กทุกคน กำลังเดินไปเดินมา มีลูกค้านั่งอยู่ตามโต๊ะต่าง ๆกระจัดกระจายพอสมควร เขามองหาลูกสาวเจ้าของร้านตามที่ครูสั่งมา
ใครคนหนึ่งเดินมายืนจนใกล้ ส่งเมนูอาหารมาให้ เขามองแขนที่เห็นตรงหน้า นึกในใจว่า ไอ้หมอนี่ดำดีแฮะ หยิบเมนูมาดู แล้วคนที่มาส่งเมนูก็เดินหายไป เขานั่งอ่านรายการ นึกในใจเล่น ๆว่า วันนี้ต้องกินข้าวต้มแล้วเรา เขาจึงเริ่มต้นด้วยกับแกล้ม
“ยำทะเลกับถั่วลิสงคั่ว..”เขาสั่งเจ้าคนตัวดำแล้วก็นั่งสังเกตการณ์ต่อไป คนทะยอยเข้าร้านมาเรื่อย ๆ นับเป็นร้านข้าวต้มที่มีลูกค้าหนาแน่นจริง บรรยากาศเป็นไปด้วยความเอะอะโกลาหล เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงพลัมก็ถูกล้อมด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาและเสียงจ้อกแจ้กจอแจ พลัมสั่งเบียร์มาเพิ่มเพื่อให้สอดคล้องกับของที่สั่งมา
“เดี๋ยวจะไปเบิกเงินครู..”เขาคิดขำ ๆ

จนแล้วจนรอด จนดึกจนดื่น ลูกสาวเจ้าของร้านก็ไม่ปรากฏตัว เขาเดินกลับที่พัก และไลน์ไปบอกครูว่า “วันนี้ลูกสาวเจ้าของร้านไม่มาช่วยพ่อ”
ครูไลน์ตอบมาตอนสาย ๆของอีกวันว่า “ไม่ไปช่วยพ่อแล้วไปไหนมา ยังมานั่งหลับอยู่เลย”
เขาตอบไปว่า “อ้าว” สักพักหนึ่งจึงถามครูว่า “ครูครับ ลูกศิษย์ครูชื่ออะไร..”
“นาลี นาลา” ครูตอบมา แต่เขาคิดว่าครูกวน จึงถามกลับไปอีกว่า “เอาที่จริง ๆสิครับครู…”
ครูตอบกลับมาว่า “นี่แหละจริง เธอชื่อนาลี นาลา”
“เจ๊กอะไรว้า ชื่อยังกะแขก” เขานึกในใจ แต่ก็ทำหน้าที่ตามที่ครูสั่งต่อไป
คืนวันถัดมาเขาจึงมานั่งที่ร้านเฮียเล็กข้าวต้มอีก คราวนี้ถามกับไอ้เจ้าคนที่มาเสิร์ฟ แต่ไม่ใช่คนแขนดำนั้นว่า “วันนี้ลูกสาวเฮียไม่มาช่วยเรอะ”
เจ้านั่นมองหน้าเขาแบบขำ ๆแล้วตอบว่า “เฮียไม่มีลูกสาว..”
“อ้อ…”เขาร้องแล้วนึกขึ้นมาว่า “เอ..หรือว่าลูกเฮียอาจเบี่ยงเบนแล้วทำให้ครูเข้าใจผิด เขาจึงถามต่ออีกว่า “แล้วลูกชายล่ะไม่มาช่วยเหรอ…” เจ้าคนตอบหัวเราะ “อ๋อ..คุณชายน้อยเรอะ…ไม่มาหรอก เรียนอย่างเดียว”
“เหรอะ…”เขางึมงำ งง ๆอยู่กับคำบอกเล่า แต่เจ้าพนักงานคงสงสารเลยช่วยให้ความกระจ่างแก่เขาอีก “คุณชายน้อยเรียนหนัก แกสอบเข้าหมอได้”
“อ้อ…”เขายิ่งงงไปใหญ่ ตกลงไม่ได้เรียนที่คณะหรอก แต่ไปเรียนแพทย์ นี่ครูให้เรามาสืบหาใครวะ เขานึกในใจ “เออน้อง…” เขาถามที่ข้องใจ “นี่บ้านเลขที่ ๑๘ หรือเปล่า…ตึกนี้น่ะ..”
คราวนี้พนักงานทำหน้างง
“บ้านเลขที่อะไร ร้านนี้น่ะ ไปดูให้หน่อยสิ ฉันหาเลขที่บ้านไม่เจอ”
คนถูกใช้ยังยืนมองอยู่ พลัมจึงว่าต่อ “ฉันเป็นบุรุษไปรษณีย์นะ…จะได้ส่งจดหมายถูก”
“หา” คนคนนั้นร้องอุทานแบบแปลกใจ แต่ก็วิ่งหายไปพักหนึ่งก่อนจะวิ่งกลับมาบอกว่า “ใช่ครับ” เขาเลยต้องสั่งผัดผักบุ้งไฟแดง ไข่เจียวปู กับข้าวต้มหนึ่งถ้วยมานั่งกินเป็นกำลังใจให้ตัวเองและคนเสิร์ฟ พออิ่มแล้วจึงไลน์ไปบอกครูว่า
“เฮียไม่มีลูกสาวครับ แล้วลูกชายเฮียก็ไม่ได้เรียนที่คณะครับ เรียนหมอ”
ครูตอบกลับมาทันทีเหมือนว่านั่งอยู่หน้าไลน์ว่า “ไม่ใช่ลูกชายลูกสาวก็ต้องอยู่แถว ๆนั้นแหละ หาให้เจอนะพลัม”
“โอย..”พลัมร้อง แต่ไม่ได้เขียนลงไป
(ยังมีต่อ)