เรื่อง : อัศศิริ ธรรมโชติ

น้อย

แม่ครับ ผมนำดอกไม้มาให้ เป็นดอกพุทธรักษาที่แม่ชอบและเคยปลูกไว้หลังบ้าน ผมวางพิงไว้กับกำแพงที่มีป้ายบอกชื่อแม่ ก็สิบปีแล้วพอดีที่แม่จากไปและผมเพิ่งมาเยี่ยม แม้จะเป็นส่วนน้อยนิดที่เหลือจากกายของแม่ก็จริง ก็เป็นส่วนเดียวที่แม่มีให้ผมรำลึกนึกถึงและมาหาได้ที่นี่ ขอแม่จงรับดอกไม้ไว้ ประเดี๋ยวลมจากทะเลก็จะพัดมันให้เหี่ยวแล้ว กาลเวลาสิบปีไม่ใช่น้อย ฝุ่นเกาะชื่อของแม่ ต้องเอานิ้วปาดอยู่นานกว่าจะออกหมด

ศาลาข้างประตูวัดที่ผมกำลังนั่งอยู่นี่ และเป็นที่ที่เห็นท้องทะเลออกไปไกลนั่น เมื่อวันนำกระดูกแม่มายังเป็นเรือนไม้เก่ามีบันไดขึ้นลงสองข้าง บัดนี้เปลี่ยนไปแล้วเหมือนตัวตึกตามศาลเจ้า เรือนกุฏิหลังใหญ่ที่ร่มใบมะม่วงและเต็มไปด้วยซากศาลพระภูมิก็ถูกรื้อจนหมด มีการสร้างกุฏิพระใหม่เป็นห้องยาวเรียงกัน มองเหมือนห้องแถวตามตลาด อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไปแล้วแม่… เปลี่ยนไปเร็วเสียด้วย เมื่อวานผมพบน้อย เดี๋ยวนี้เธอเป็นสาวแล้วน้อย เด็กผู้หญิงหน้าตามอมแมม ที่บอกเลขท้ายสองตัวให้แม่แทงหวยใต้ดินถูกเมื่อกว่าสิบปีก่อน แล้วแม่ซื้อตุ๊กตาให้เล่นน่ะ เธอจำผมได้และร้องทักก่อนดับเครื่องรถมอเตอร์ไซค์ลงมายืนคุยกับผม
“นั่นลูกหรือ…” ผมว่า ปรายสายตาไปยังเด็กที่ติดรถมาด้วย หน้าตาละม้ายแม้นกับน้อยไม่มีผิด
“ลูกกับผัวคนแรก” น้อยว่าแล้วอมยิ้ม
“น้อยมีผัวมาสามคนแล้วพี่ ตายไม่มีเหลือ ไอ้ที่อยู่ในท้องนี้ พ่อเขาก็ตายแล้ว” น้อยหัวเราะอย่างเสแสร้งพลางชี้มือตรงท้อง… “เขาว่าน้อยเป็นคนกินผัว พี่ว่ามันจะจริงไหม”
น้อยอายุสิบเก้าปีเศษ ๆ มีผิวสีน้ำตาลไหม้ ฟันขาวเป็นสีทราย ดวงตาใสแจ๋วดังน้ำทะเลตามแอ่งหิน ใบหน้าสวยและดูซื่อ ๆ คนนี้ มีผัวมาแล้วสามคน มีลูกหนึ่ง แล้วกำลังท้องอ่อน ๆ กำแพงวัดฟากตะวันตกฝั่งตรงข้ามกำแพงที่แม่อยู่ น้อยฝังกระดูกผัวทั้งสามคนเรียงติดกันเป็นแถว แต่ละคนคราวลูกหรือว่าหลานของแม่… ชีวิตนี้ไม่แน่นอนเลยคล้ายน้ำทะเลขึ้นลง
จะต่างอะไรกับครอบครัวของเรา ที่เมื่อครั้งหนึ่งเคยอยู่สุขสบายกันดีแล้วเปลี่ยนเป็นความทุกข์ช้ำ ทำให้ชีวิตของแม่ต้องจมอยู่กับความเศร้า

ทะเลดูดเอาทรัพย์สินอย่างเครื่องทองรูปพรรณ และแม้แต่แผ่นดินที่แม่เกิด ไหลรวมไปกับมันอย่างเรียกเอาคืนไม่ได้ ครอบครัวของเราปวดร้าวมากในวันเวลาเหล่านั้น แม่สูญเสียอะไรไปบ้าง… สายสร้อยคอ กำไล แหวนทองคำเก่าแก่ที่สั่งสมมาแต่สมัยตายาย ซึ่งไหลออกไปจากหีบกำปั่นจนหมดสิ้น รวมทั้งที่ดินอีกหลายผืน และที่ทำให้แม่ช้ำมากก็คงเป็นบ้านหลังสุดท้ายที่แม่คลอดลูกทุก ๆ คน ชีวิตบั้นปลายของแม่จมอยู่กับโรคร้าย และความหลังเก่าอันรุ่งเรืองที่เลือนหายไปแล้ว เหมือนแม่มองสายรุ้งที่ถูกห่มคลุมด้วยเมฆหมอก

น้อยใส่ทองเต็มตัวทั้งที่ข้อมือบาง และลำคอระหง เธอชวนผมไปที่บ้านที่ปลูกเหมือนบังกะโลหลังน้อย เปิดตู้เย็นเอาน้ำขวดเย็นเจี๊ยบมาให้ เปิดพัดลมเครื่องใหญ่ที่โชยลมแรงอยู่ตลอด เปิดโทรทัศน์สีอวดให้ผมดูด้วย ม่ายสาวอายุยังน้อยอย่างน้อยนี้ได้เห็นแล้วก็ควรจะมีความสุข เธอยังไม่อุ้ยอ้ายเพราะท้องยังไม่โตนัก ยังเลี้ยงลูกวัยสามขวบได้อย่างสบายดีพร้อมกับยายแช่มผู้เป็นแม่ที่แก่แล้ว หากท่าทางยังคล่องแคล่วและปากยังจัดอยู่เหมือนเดิม
แต่น้อยก็จมอยู่กับความหลัง มีชีวิตคล้ายกับซากสมอเรือเก่าจมฝังลึกอยู่กับทราย น้อยเสียผัวไปสามคนภายในเวลาที่รวดเร็ว ทะเลพรากผัวชาวเรือสองคนแรกไปท่ามกลางความเห็นใจและคำปลอบโยน ส่วนผัวคนล่านั้นตายอย่างว้าเหว่สำหรับเพื่อนบ้านและญาติพี่น้องของน้อย
“เมื่อเสียผัวสองคนนั้น น้อยเข็ดอาชีพทะเล ได้กับเขาคนนี้ก็นึกว่าสบายแล้วพี่ จะได้อยู่กันนาน ๆ” น้อยยังร้องไห้อยู่มาก เมื่อเอ่ยถึงผัวที่รักมากคนนี้
“เขาดีกับน้อยทุกอย่าง ที่พี่เห็นหมดนี่ เขาหามาให้ทั้งนั้น เขาบอกว่าทำเพื่อน้อยกับลูก แต่ชาวบ้านเกลียดเขา” น้อยสะอึกสะอื้น
ความสูญเสียของน้อยไม่เพียงแต่ผัวที่รักมาก แต่ยังได้เสียญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้านคนทะเลไปเกือบหมดสิ้น ด้วยแม้ว่าชีวิตที่เหลืออยู่อีกยาวนานของน้อยจะได้เป็นเจ้าของสิ่งมีค่าหลายอย่างที่ต่างจากแม่ที่มีแต่สูญเสียมันไป น้อยกับแม่ ผมจึงยังไม่แน่ใจว่าใครจะทุกข์เศร้ามากกว่ากัน

แม่ครับ พวกเราชาวทะเลอยู่กับลมคลื่นและความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ พวกเราเคยได้เห็นทั้งลมนิ่ง คลื่นอ่อน ฟ้าคะนอง ฝนตกหนัก ลมพัดแรงและมรสุมร้ายที่โยนคลื่นเข้าหาฝั่งพร้อม ๆ กัน ภายในเวลาอันรวดเร็ว มันน่ากลัวน่าประหวั่นพรั่นใจในความไม่แน่นอนเหล่านั้น แต่ว่าความแปรปรวนที่เกิดอยู่ทุกวันนี้เล่า มาสู่ชีวิตชาวทะเลที่รวดเร็วและร้าย น่ากลัวกว่าลมคลื่นและฟ้าคะนองน้อยอยู่หรือ ภาพผัวคนล่าของน้อยที่เพิ่งจะตายไปเมื่อสองเดือนก่อนนั้น ยิ้มอย่างร่าเริงในกรอบรูปไม้อัดที่ตั้งอยู่เหนือตู้โทรทัศน์ มองเขาเป็นหนุ่มหุ่นสำอางอยู่มากทีเดียวเมื่ออยู่ในเครื่องแบบสีกากีที่สวยงาม ผัวของน้อยคนนี้เป็นพลตำรวจ!