เรื่อง:จิตประภัสสร

อากาศยามเช้าในป่าตาบอดกับอากาศยามเช้าในสวนผลไม้วัดทุ่งธรรม ไม่แตกต่างกันมากนักในความคิดของปฐวีที่ตื่นนอนคนแรก และปลีกตัวออกมาเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ คงเป็นความเคยชินที่ต้องตื่นเพื่อตามหลวงตาเจิมออกบิณฑบาตในทุกเช้า แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงคือ เช้านี้…ไม่มีหลวงตาเจิมอยู่ใกล้ ๆ เหมือนเคย ปฐวีเริ่มคิดถึงหลวงตาเจิม เริ่มคิดถึงวัดทุ่งธรรม แต่ต้องเก็บงำความรู้สึกเอาไว้ ไม่แสดงออกมาให้เพื่อน ๆ เห็นปฐวีต้องเข้มแข็งและยืนหยัดเป็นที่พึ่งพาให้กับเพื่อนทั้งสามคนในฐานะพี่ใหญ่ โดยที่ตัวเองก็ยังไม่รู้เลยว่าหนทางข้างหน้าจะต้องไปเผชิญกับอะไรบ้าง
“หลวงตาครับ…ผมคิดถึงหลวงตาครับ” ปฐวีพึมพำกับตัวเอง
“ข้าดีใจนะที่เอ็งตั้งใจฟังสิ่งที่ข้าสอน เอ็งจำไว้นะ…โหติ ตาทิสโก กาโล ยตฺถ อตฺถาวหํ สุตํ แปลว่า สักวันหนึ่ง ความรู้ที่เรียนมาจะให้ประโยชน์…แล้วเอ็งก็จะรู้เองว่าทำไมข้าถึงต้องพยายามถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดให้กับเอ็ง”เสียงของหลวงตาเจิมดังขึ้นในห้วงความคิดของปฐวี ก่อนจะสะดุดลงด้วยเสียงใส ๆ ที่เอ่ยทักทายขึ้นมา
“ตื่นแต่เช้าเลยนะจ๊ะ ปฐวี” อาโปสดใสขึ้นมาก หลังจากได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากเพื่อน ๆ
“ตื่นเช้าที่ไหน วาโยตื่นก่อนเราอีกแต่ไม่รู้ว่าแอบไปเดินเล่นแถวนี้หรือเปล่าเรายังไม่เห็นหน้าเลย”
“วาโยเจ็บหัวเข่าอยู่ไม่ใช่เหรอจ๊ะ ไม่น่าจะไปเดินเล่นคนเดียวเลยนะ”
“เป็นห่วงกันมากเกินไปหรือเปล่า” ปฐวีแหย่เล่นขำ ๆ แต่อาโปไม่เล่นด้วย รีบเดินกลับไปปลุกเตโชที่โคนต้นไม้ ปฐวีเดินตามหลังมาไม่ห่างแต่ก็ยังไม่ได้เอะใจอะไร
“เตโช ตื่นได้แล้ว ตื่นสิ เตโช” อาโปก้มลงตะโกนใส่รูหู
“ขอนอนต่ออีกหน่อยได้ไหม เรายังง่วงอยู่เลย” คนที่นอนอยู่เบือนหน้าหนี ยังไม่ยอมลืมตา
“ถ้าเตโชไม่ตื่น อาโปโป้งจริง ๆ ด้วย” น้ำเสียงงอน ๆ ของอาโปทำให้อีกฝ่ายจำใจตื่น
“โธ่ อาโป ตื่นก็ตื่น”เตโชยังงัวเงียอยู่แต่ยอมตื่นเพราะกลัวอาโปโกรธ แล้วก็มีบางอย่างมาทำให้ผู้ที่ถูกปลุกตาสว่างในทันที ไม่ใช่ใครที่ไหนนกการเวกนั่นเอง

มุ่งหน้าลงทางใต้ เพื่อตามไปช่วยเพื่อนเจ้า
ถ้ำลิงสุดทางเขา ต้องก้าวข้ามสะพานธรรม
นกการเวกเอ่ยจบก็จากไป

“เราขอโทษนะที่ไม่เชื่ออาโป เราประมาทเกินไปจริง ๆ ไม่คิดว่าอยู่ดี ๆ วาโยก็จะถูกจับไปที่ถ้ำลิง” ปฐวีเอ่ยขอโทษทันทีที่นกการเวกบินจากไป
“นั่นสิ เราเองก็ยังงงอยู่ว่าวาโยถูกจับตัวไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ถูกจับไปได้ยังไง แล้วทำไมเรานอนอยู่ใกล้ ๆ ถึงไม่รู้อะไรเลย” เตโชเอามือเกาหัวแกรก ๆ
“เรารีบตามไปช่วยวาโยกันเถอะจ้ะ” อาโปเป็นห่วงเป็นใยเพื่อนใจด้วยใจจริง
“งั้นออกเดินทางเดี๋ยวนี้เลยก็ได้ เราพร้อมเสมอ”เตโชเอื้อมไปหยิบเป้ของวาโยที่อาโปใช้หนุนต่างหมอนมาสะพายหลังในท่าเตรียมพร้อม
“พระอาทิตย์ขึ้นตรงหน้าพวกเราก็แสดงว่าทางนี้เป็นทิศตะวันออก ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ต้องเดินไปทางขวามือถึงจะเป็นทิศใต้” ปฐวีหันมองดวงอาทิตย์ที่โผล่พ้นขอบฟ้าแล้วพูดขึ้น
“ปฐวีฉลาดจังเลยจ้ะ”
“โธ่ เรื่องแค่นี้เองเราก็รู้ ตอนเข้าค่ายลูกเสือที่โรงเรียน ครูก็เคยสอน” เตโชพูดขึ้นมาลอย ๆ ปฐวีเหล่มอง แต่เริ่มรู้นิสัยของเพื่อนแล้ว จึงขี้เกียจต่อปากต่อคำ

การเดินทางที่ขาดเพื่อนไปหนึ่งคน น่าใจหายอย่างบอกไม่ถูก ทั้งสามคนเดินไปต่างก็ขอพรไปด้วย เพื่อให้เพื่อนของพวกเขาอยู่รอดปลอดภัย อาโปยกมือขึ้นจบที่หน้าผากอธิษฐานขอให้วาโยปลอดภัย ปฐวีก็ขอพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองเพื่อนรัก ส่วนเตโชขอให้เจ้าป่าเจ้าเขาช่วยคุ้มครองดูแลเพื่อน อีกทั้งยังขอเผื่อแผ่มายังทุกคนในที่นี้ด้วย แต่เมื่อสิ้นคำขอของเตโช กลุ่มเมฆหมอกดำทะมึนกลับลอยเข้ามาปกคลุมจนท้องฟ้าเปลี่ยนสีกะทันหัน เตโชตกใจหน้าตาตื่น นึกไปไกลกว่านั้นว่าหากเจ้าป่าเจ้าเขาออกมาสำแดงฤทธิ์เดชให้ดูตอนนี้จะทำอย่างไรกัน อาโปรีบเอื้อมมาจับมือปฐวีเพื่อยึดเป็นที่พึ่งพิง มันต้องไม่ใช่ความมืดธรรมดาแน่ ๆ เพราะตอนนี้น่าจะเป็นเวลากลางวันเท่านั้น ปฐวีแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีหน้ากังวล เตโชก็จ้องมองฟ้าด้วยความรู้สึกไม่ต่างกัน ทั้งคู่เดาว่าจุดหมายปลายทางครั้งนี้ต้องไม่ธรรมดา ตรงนี้ก็เป็นตีนเขาแล้ว ข้างหน้าที่เห็นอยู่ลิบ ๆ ก็คงจะเป็นเส้นทางที่นกการเวกบอกไว้ อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป หากเดินไปจนสุดทาง

ปฐวีมองไกลออกไป แล้วเอ่ยเตือนให้ทุกคนระวังตัว คิดว่าจุดนั้นคงจะเป็นสะพานธรรมที่ต้องข้ามไป ทุกคนเร่งฝีเท้าเต็มที่ให้พ้นจากตรงนี้ เมื่อทั้งสามชีวิตเดินไปถึง เตโชก็โวยวายขึ้นอีกครั้ง
“นี่มันอะไรกันเนี่ย!”
สะพานธรรม เป็นสะพานไม้เก่า ๆ แคบ ๆ ที่ไม่มีราวสะพาน มีเพียงแผ่นไม้กระดานเป็นทางเดินที่ประเมินด้วยสายตาน่าจะผ่านแดดผ่านฝนมาเนิ่นนาน บางแผ่นก็เก่าคร่ำคร่า บางแผ่นก็ผุ ๆ พัง ๆ จนปฐวีคิดว่าทุกคนไม่น่าจะเดินเหยียบลงไปได้ด้วยซ้ำ แผ่นไม้กระดานเหล่านี้ทอดตัวเรียงต่อกันไป และสร้างคร่อมบนที่อยู่ของฝูงเม่นอีกนับร้อย ๆ ตัวที่เดินกันยั้วเยี้ยอยู่เบื้องล่างสะพาน แม้ความสูงของสะพานจากพื้นดิน ดูแล้วก็ไม่ได้สูงอะไรมากมาย แต่ถ้าเดินตกลงไปก็คงจะสาหัสเอาการอยู่เหมือนกัน ส่วนระยะทางบนสะพานธรรมนั้น แม้จะไม่ไกลเกินไปสำหรับการเดินเท้า แต่สิ่งที่น่ากังวลใจกลับอยู่ที่ช่องว่างระหว่างแผ่นไม้ บางแผ่นก็เรียงชิดติดกันจนมองไม่เห็นด้านล่าง บางแผ่นก็เรียงตัวห่างกันจนน่ากลัว หากก้าวพลาดตกลงไปมีหวังโดนหนามเม่นตำทั่วตัวแน่ ๆ ทุกคนคงต้องค่อย ๆ เดินไปอย่างมีสติ ตามคำเตือนของปฐวี ไม่อย่างนั้นมีหวังพลาดตกลงไปแน่นอน
“ทำไมข้างล่างถึงมีเม่นเยอะขนาดนี้เนี่ย” เตโชชะโงกหน้าลงไปมองฝูงเม่น
“ระวังตกลงไปนะจ๊ะ”
“ระดับนี้ไม่มีตกอยู่แล้ว” เตโชอวดความเก่งอีกแล้ว นิสัยนี้น่าจะถอดแบบมาจากพ่อแสงของเตโชแน่ ๆ
“อาโปเดินตามเรามา ส่วนนายเก่งอยู่แล้ว เดินตามหลังก็แล้วกันนะ” ปฐวีแอบประชดประชันเล็กน้อย
“สบายมาก ว่าแต่อาโปเถอะกลัวหรือเปล่าเนี่ย” เตโชยืนกอดอกวางมาด
“ก็นิดหน่อยจ้ะ แต่แม่เคยพาอาโปไปนั่งสมาธิในที่ซึ่งมีสะพานไม้คล้าย ๆ แบบนี้ แต่ไม่น่ากลัวเท่านี้นะจ๊ะ อาโปลองเดินบนสะพานมาแล้ว แม่ชีที่นั่นบอกว่าเป็นสะพานแห่งสติ ถ้าเรามีสติเราก็จะก้าวข้ามไปได้โดยที่เท้าไม่ตกลงไปข้างล่าง อาโปคิดว่าน่าจะเดินข้ามไปได้นะจ๊ะ แต่ที่นี่มันมืดไปหน่อยและก็แค่มีพวกเม่นรออยู่ข้างล่างเยอะไปนิดเท่านั้นเอง”
ปฐวีกับอาโปก้าวเดินไปบนสะพานไม้แห่งสติทีละก้าว ๆ อย่างมุ่งมั่นตั้งใจ ผิดกับเตโชที่คิดว่าสะพานไม้แค่นี้จะเดินยากอะไรหนักหนา เลยปล่อยให้ทั้งสองคนล่วงหน้าไปก่อน สักพักจึงเดินตามไปด้วยความมั่นใจเต็มร้อย แต่ว่าเตโชประมาทเกินไปจึงไม่ทันสังเกตว่าแผ่นไม้ช่วงกลางสะพาน แม้จะเรียงชิดติดกัน แต่แผ่นตรงกลางผุพังและกำลังหมดสภาพ เท้าข้างขวาของเตโชจึงทะลุไม้แผ่นนั้นทันทีที่เหยียบย่างลงไป
“ช่วยเราด้วย” เตโชร้องเสียงหลง
“เราบอกนายแล้วใช่ไหมว่าให้เดินช้า ๆ นายก็ไม่เชื่อ ดีนะที่แค่เหยียบทะลุแผ่นไม้ ถ้าตกลงไปเป็นเรื่องแน่ ๆ” ปฐวีหันหลังกลับมาก็ต่อว่าโดยใช้เสียงนำมาก่อน
“ไหนบอกว่าระดับนี้แล้วสบายมากไงจ๊ะ” อาโปหันมาเห็นสภาพเตโชยังปลอดภัยดีอยู่ เพียงแต่ขาข้างหนึ่งทะลุแผ่นไม้ลงไปเท่านั้น
“นายรู้ไหมว่า – การมีสติเป็นสิ่งสำคัญแค่ไหน – หลวงตาเจิมเคยบอกว่า – เวลาที่เราคิดว่าไม่ต้องมีสติก็ได้ – เวลานั้นแหละที่เราควรจะมีสติที่สุด – นายเข้าใจที่เราพูดไหม” ปฐวีเดินกลับมาช่วยเพื่อน แต่เดินกลับมาได้หนึ่งก้าว ก็หยุดพูดหนึ่งประโยค พอพูดจบ ก็เดินต่ออีกหนึ่งก้าว แล้วพูดต่ออีกหนึ่งประโยค จนเดินมาถึงตรงหน้าเตโชก็พูดจบพอดี
“เราเข้าใจแล้วน่า” เตโชไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก แต่ขี้เกียจฟังแล้ว
“แล้วนายรู้ไหม เวลาขอพรให้กับตัวเอง สิ่งเดียวที่ควรจะขอคืออะไร” ปฐวีตั้งคำถาม แต่ยังไม่ยอมช่วยดึงขาเพื่อนขึ้นมา
“มีสติ มั้ง” เตโชตอบกวน ๆ
หากแผ่นไม้แข็งแรงพอ เตโชก็คงจะยันตัวเองขึ้นมาได้โดยไม่ต้องพึ่งปฐวี แต่แผ่นไม้มันผุกร่อนจนเตโชไม่กล้าลงน้ำหนัก เลยต้องรอคอยความช่วยเหลืออยู่แบบนี้
“ใช่แล้ว สิ่งเดียวที่ทุกคนควรจะขอพรให้กับตัวเองก็คือ ขอให้ตัวเองมีสติอยู่ตลอดเวลา ถ้าสติมาปัญญาก็จะเกิด นายเคยได้ยินไหม”เด็กวัดผู้รอบรู้เรื่องธรรมะชอบอธิบายสิ่งที่รับรู้มาให้เพื่อนฟัง เมื่อพูดจนพอใจแล้วถึงจะยอมช่วยดึงขาเตโชออกมาจากไม้กระดาน
“นายจะพูดอีกนานไหมเนี่ย เดี๋ยวเราก็ไม่มีสติกันพอดี” เตโชเริ่มบ่น
ด้านวาโยกำลังถูกนำตัวไปยังถ้ำลิง โดยมีลิงเผือกอาวุโสสี่ตัวเดินประกบซ้ายขวาหน้าหลัง ถ้าหยุดเดินพวกมันก็จะพร้อมใจกันแยกเขี้ยวขู่ วาโยต้องเดินตามไปด้วยความจำยอม
“ถ้าเราไม่ตามเจ้าลิงน้อยมาก็คงไม่เป็นแบบนี้ สามคนนั่นจะรู้หรือเปล่านะว่าเราโดนจับตัวมา” วาโยพูดกับตัวเองและหวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อเช้านี้ วาโยสะดุ้งตื่นเมื่อบางอย่างตกลงมาบนหน้าท้อง จับดูก็เป็นแค่กิ่งไม้ธรรมดา แต่เมื่อเหลือบตาขึ้นไปถึงกับตกตะลึงในความน่ารักของลิงเผือกตัวน้อยที่กำลังปีนป่ายต้นไม้เล่นอย่างสนุกสนาน แต่ยังไม่ทันจะปลุกอาโปให้ตื่นมาดู ลิงน้อยก็กระโดดลงมาข้างล่างแล้ววิ่งผลุบหายไปหลังพุ่มไม้ ด้วยความคิดว่าจะอุ้มมาอวดอาโปเสียหน่อยแล้วค่อยปล่อยไปทีหลังก็เลยตามไปจับโดยไม่ทันคิดว่ามันจะวิ่งไปบอกที่ฝูงว่ามีมนุษย์บุกรุกมา จนวาโยตกอยู่ในวงล้อมของฝูงลิง แต่พวกมันก็ไม่ได้ทำร้ายให้บาดเจ็บแม้แต่ปลายเล็บ แค่บังคับให้วาโยเดินทางไปกับพวกมันเท่านั้นเอง

“ไชโย” อาโปร้องดีใจ เมื่อเตโชก้าวข้ามสะพานธรรมได้สำเร็จเป็นคนสุดท้าย ท้องฟ้ากลับมาสว่างเจิดจ้าเหมือนเวลากลางวันอีกครั้ง เด็กทั้งสามคนเริ่มกวาดสายตาไปรอบ ๆ เพื่อมองหาถ้ำลิงตามคำบอกของนกการเวก
“อยู่ไหนกันล่ะเนี่ย ข้ามสะพานมาแล้วยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีถ้ำอยู่แถวนี้เลย มองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นไม้ขึ้นทึบไปหมด” เตโชบ่นกระปอดกระแปด
“อย่าใจร้อนสิจ๊ะ เราช่วยกันหาเดี๋ยวก็เจอ นกการเวกคงไม่โกหกพวกเราหรอกจ้ะ”
“ปฐวี นายจะไม่พูดอะไรบ้างหรือไง”
“ถ้าเราพูดมาก เดี๋ยวนายก็ไม่มีสติกันพอดีไม่ใช่เหรอ”
“เราก็แค่พูดเล่นหน่อยเดียวเอง” เตโชรีบแก้ต่างเมื่อเห็นเพื่อนหน้าตาจริงจัง
“เราก็ล้อนายเล่นเหมือนกัน” ปฐวีเปลี่ยนสีหน้า แล้วหัวเราะชอบใจ
“ค่อยยังชั่วหน่อย” เตโชโล่งอก ลึก ๆ แล้วก็รู้ว่าไม่น่าพูดกับเพื่อนแบบนั้น
“เป็นเพื่อนกัน เขาไม่โกรธกันด้วยเรื่องเล็ก ๆ แค่นี้หรอก นายจำคำเราไว้นะ แต่ที่เราไม่พูดเพราะเรากำลังใช้ความคิดอยู่”
“แล้วปฐวีคิดออกหรือยังจ๊ะ”
“ยังเลย อาโปรักสัตว์แล้วก็รู้เรื่องสัตว์เยอะไม่ใช่เหรอ อาโปรู้อะไรเกี่ยวกับลิงบ้างล่ะ”
“อาโปนึกออกแล้ว ลิง…ก็…ชอบกินกล้วยไงจ๊ะ”
“แค่ลิงชอบกินกล้วย ใคร ๆ ก็รู้ทั้งนั้น มีอย่างอื่นอีกไหมอาโป” เตโชผิดหวังที่รอลุ้นกับคำตอบ
“คือว่า…” อาโปยังพูดไม่จบ
“ลิงชอบกินกล้วย จริงด้วย ลิงชอบกินกล้วย” ปฐวีทวนคำพูดนั้นอยู่คนเดียว ก่อนจะตั้งใจพูดให้เพื่อนอีกสองคนได้ยิน “ใช่แล้ว พวกเราต้องหาดงต้นกล้วยให้เจอ ลิงน่าจะอาศัยอยู่ใกล้ ๆ แหล่งอาหารของมัน ถ้าเราเจอดงต้นกล้วย เราก็น่าจะเจอถ้ำของพวกลิงได้ไม่ยาก”
“จริงสินะ เรื่องง่าย ๆ แค่นี้เอง ทำไมเราถึงคิดไม่ได้นะเนี่ย แถวนี้มีแต่ต้นไม้ทั้งนั้น เราก็ต้องเริ่มจากต้นไม้นี่แหละถูกต้องที่สุดแล้ว” เตโชกระตือรือร้นขึ้นมาอย่างมีความหวัง
ทั้งสามชีวิตเดินฝ่าดงต้นไม้ไปเรื่อย ๆ จนเตโชเริ่มสังเกตเห็นว่าต้นไม้แถวนี้ล้วนเป็นผลไม้ที่กินได้ทั้งนั้น จึงเดินบรรยายชนิดของผลหมากรากไม้ที่ขึ้นกระจายอยู่เต็มพื้นที่ มีทั้งมะม่วง มะยม มะพร้าว แล้วก็ยังมี มะ…เตโชยังคงพูดไปเรื่อย ๆ ตามที่เห็น แถมแอบบ่นด้วยว่าถ้าไม่อิ่มทิพย์คงได้เด็ดมากินแน่ ๆ แต่เตโชก็ยังรู้สึกเปรี้ยวปากจึงเอ่ยชวนเพื่อนให้เด็ดผลไม้มาชิมกัน ปฐวีตำหนิว่าอย่าริลองดีกว่า หากเกิดมีพิษขึ้นมาอีกจะแย่ ตอนนี้ก็เหลือกันแค่สามคนแล้ว เตโชยังเสียดายนิดหน่อย ขณะที่อาโปเดินนำไปข้างหน้าแล้ว
“มาดูทางนี้สิจ๊ะ มีแปลงผักเต็มไปหมดเลย” อาโปร้องเรียก เตโชเดินไปถึงก็ก้มลงมองแปลงผักตามที่อาโปชี้ชวน แต่ปฐวีกลับมองตรงไปในระดับสายตา
“อาโป เตโช ดูนั่นสิ” ปฐวีชี้นิ้วไปข้างหน้า
“เย้ ต้นกล้วยจริง ๆ ด้วย เต็มไปหมดเลย ในที่สุดก็เจอดงกล้วยจนได้” เตโชกระโดดตัวลอย
“ถ้ำลิงคงอยู่ใกล้ ๆ แถวนั้น พวกเรารีบเดินกันดีกว่าจะได้ถึงไว ๆ” ปฐวีเร่งฝีเท้านำไปที่ถ้ำลิง เป็นเวลาที่ลิงเผือกทั้งหมดกำลังไปรวมตัวกันที่โถงสมาธิเพื่อจะนั่งสมาธิร่วมกันเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงหลังเที่ยงวัน เป็นกิจวัตรประจำวันของทุกชีวิตซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่ วาโยในฐานะคนแปลกหน้า ถูกวานรทั้งสี่ซึ่งเป็นเสมือนผู้ช่วยหัวหน้าวานร พาไปขังไว้ที่ห้องเห็นธรรม วาโยติดอยู่ในห้องนั้นโดยที่ไม่ได้ถูกทำร้ายหรือทรมาน เพียงแต่ไม่สามารถเปิดประตูออกมาได้เท่านั้นเอง
“เรามองเห็นถ้ำแล้ว” เสียงของปฐวีทำให้อีกสองคนมีกำลังใจและรีบก้าวตามไปเพื่อให้ถึงจุดหมายแต่เมื่อมาถึงตรงหน้าปากถ้ำ สีหน้าทุกคนก็แปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวัง
“นี่มันอะไรกันเนี่ย! หาตั้งนานกว่าจะเจอ ทำไมปากทางเข้าถึงปิดตายแบบนี้ล่ะ” เตโชจอมโวยวายระเบิดอารมณ์ทันที
“ป่านนี้วาโยจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้” อาโปมองปากถ้ำ สีหน้าเครียด
“ยังไง เราก็ต้องหาทางเข้าไปให้ได้” ปฐวียืนยันหนักแน่น แต่ยังเห็นแววกังวลในดวงตา
“หรือว่า…เราต้องใช้พลังวิเศษพังเข้าไป” เตโชพูดเสียงดังเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้
“ใช้พลังวิเศษอย่างงั้นหรือจ๊ะ” อาโปขมวดคิ้วสงสัย
“ใช่ ก็พลังวิเศษของเรากับปฐวีไง เราสองคนยังไม่ได้ใช้พลังเลย บางทีมันอาจจะเกิดขึ้นที่นี่ก็ได้”
“แต่นกการเวกบอกว่ามันจะเกิดเมื่อถึงเวลาจำเป็นไม่ใช่เหรอจ๊ะ”
“แล้วเวลานี้มันไม่จำเป็นเหรออาโป เราจะต้องไปช่วยวาโยกันไง”
“ก็จริงอย่างที่เตโชพูดนะจ๊ะ แต่จะรู้ได้ยังไงว่าพลังไฟของเตโชหรือว่าพลังดินของปฐวี ถึงจะทำลายปากถ้ำเข้าไปได้”
“ปฐวี นายคิดว่าไง”
“เราคิดว่า รูปปั้นลิงสามตัวนี้มันต้องมีความสำคัญอะไรสักอย่าง” ปฐวีตอบตามที่คิด ไม่ได้เกี่ยวกับคำถามว่าจะใช้พลังไฟหรือพลังดิน เพราะกำลังจดจ่อกับรูปปั้นลิงสามตัวที่ตั้งเรียงกันอยู่หน้าปากถ้ำ จึงไม่รับรู้ว่าเพื่อนทั้งสองคนคุยอะไรกัน
“นี่นายไม่ได้ฟังที่เราพูดเลยเหรอ เราคิดว่าน่าจะใช้พลังวิเศษพังเข้าไปได้”
“เราไม่คิดแบบนั้นนะ เราว่ามันยังไม่ถึงเวลา”
“นายรู้ได้ยังไง”
“อาโปว่าลองเรียกนกการเวกมาถามดูดีไหมจ๊ะ” อาโปในฐานะคนกลางเสนอทางออก เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนยังตกลงกันไม่ได้ เตโชเห็นดีด้วยจึงส่งเสียงเรียกออกไปเหมือนทุกครั้งที่วาโยเคยทำ
“การเวก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ”

บรรยากาศภายในถ้ำลิงไม่น่ากลัวอย่างที่วาโยคิด ลิงเผือกทุกตัวที่นี่ต้องถือศีลห้าและฝึกนั่งสมาธิทุกวัน ตั้งแต่ยังเป็นลิงตัวน้อยจนกระทั่งเป็นหนุ่มเป็นสาวและแก่ชราลง ลิงทุกตัวจึงจิตใจดีมีเมตตากรุณา วาโยถูกพาตัวมาเพื่อพบกับผู้ปกครองถ้ำลิงแห่งนี้ แต่คงต้องรอหลังจากการนั่งสมาธิสิ้นสุดลงก่อน วานรผู้ช่วยที่มีชื่อตามลำดับตัวเลขถึงจะพาวาโยไปพบ
“ทำไมเจ้าถึงห้ามพวกข้าไม่ให้พูดภาษามนุษย์กับเด็กคนนั้นล่ะ” วานรสามเอ่ยถามวานรหนึ่ง
“ข้ายังไม่อยากให้เจ้าเด็กนั่นรู้ ไว้ถึงเวลาพาไปหาท่านผู้เฒ่าก็จะได้รู้เอง”
“ถ้าอย่างนั้น ข้าว่าพวกเรารีบไปที่โถงสมาธิกันก่อนเถอะ เดี๋ยวจะสาย” วานรสี่แทรกขึ้นมา
“จริงด้วย เดี๋ยวเจ้าพวกตัวน้อย ๆ มันจะว่าเอาได้ พวกเราเป็นลิงผู้ใหญ่ ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับพวกลิงเด็ก ๆ” วานรสามเดินนำหน้าไป
“ข้าว่าเจ้าเด็กคนนั้นน่าจะชอบห้องเห็นธรรมของพวกเรานะ” วานรสองเอ่ยกับวานรหนึ่ง ระหว่างทางเดินไปยังโถงสมาธิ แม้วาโยถูกขังอยู่ในห้องเห็นธรรม แต่ก็เพลิดเพลินจนลืมทุกอย่างไปชั่วขณะ ภายในห้องเห็นธรรมเต็มไปด้วยหนังสือธรรมะ และหนังสือที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาจำนวนมาก วาโยค่อย ๆ ใช้นิ้วชี้ไล่ดูตามหมวดหมู่ซึ่งจัดเรียงไว้บนชั้นที่ประกอบขึ้นจากไม้อย่างง่าย ๆ จนสะดุดตากับหนังสือเล่มหนึ่งจึงหยิบออกมา เดินไปนั่งลงที่เก้าอี้โยกตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง แล้วเปิดอ่านอย่างตั้งใจ

“ทำไมนกการเวกไม่เห็นมาซะทีล่ะเนี่ย” เตโชแหงนมองฟ้าแล้วหันกลับมามองปากถ้ำที่ยังปิดสนิทและดูเหมือนไม่เคยมีใครเปิดปากถ้ำด้วยซ้ำไป เพราะไม่มีร่องรอยอะไรที่บ่งบอกเลย
“หรือนกการเวกจะอยู่ไกลมากจนไม่ได้ยินเสียงเตโชจ๊ะ”
“เราว่ามันน่าจะมีเหตุผลอื่น แต่อย่าเพิ่งคิดเลย ช่วยกันคิดหาทางเข้าไปในถ้ำให้ได้ก่อนน่าจะดีกว่า”
“นายพูดถูก ถ้านกการเวกไม่มาก็ต้องแก้ปัญหากันเอง แหม แต่น่าเสียดาย เรานึกว่าจะได้ใช้พลังวิเศษซะแล้ว” เตโชยังไม่เลิกบ่น
“ปฐวีคิดว่ารูปปั้นลิงพวกนี้จะช่วยให้เราเข้าไปในถ้ำได้เหรอจ๊ะ” อาโปมองไปที่รูปปั้นลิงทั้งสามตัว
“ใช่แล้ว ลิงสามตัวนี้ไม่เหมือนกัน เห็นไหมว่าตัวหนึ่งมันทำท่าปิดตาอยู่ อีกตัวก็ทำท่าปิดหู ส่วนตัวสุดท้ายก็ทำท่าปิดปากอยู่” ผู้ถูกถามชี้ให้เพื่อนทั้งสองคนสังเกตรูปปั้นลิงแต่ละตัวที่มีขนาดความสูงสูสีกับความสูงของอาโป ซึ่งก็คือต้องเตี้ยกว่าปฐวีและเตโช
“จริงด้วย” เตโชเพิ่งจะเห็นและนึกอะไรขึ้นมาได้ “รูปปั้นที่สร้างจากดินพวกนี้คล้ายกับที่อยู่ในห้องพระบ้านเราเลยเป็นงานปั้นรูปลิงเล็ก ๆ สามตัวขี่คอกันอยู่ แล้วก็ปิดตา ปิดหู ปิดปาก แบบนี้เลย พ่อเราเอามาตั้งไว้ แต่เราไม่เคยถามว่ามันคืออะไร”
“มันอยู่ในหนังสือคำกลอนของท่านพุทธทาสภิกขุ นายกับอาโปคงไม่รู้หรอก แต่ที่เรารู้ก็เพราะว่า…” ปฐวีกำลังจะอธิบายต่อ เสียงอาโปก็แทรกขึ้นมา
“หลวงตาเจิมเคยสอนเรา” ปฐวีเกาหัวแก้เขินที่ถูกดักคอ “ปฐวีเล่าอะไร เล่าเมื่อไหร่ก็บอกว่าหลวงตาเจิมสอนให้ทุกทีนี่จ๊ะ จริงไหมเตโช”เตโชพยักหน้าสนับสนุน และพูดขึ้น
“ว่าแต่ นายรู้อะไรก็รีบบอกมาเถอะ”ศิษย์รักของหลวงตาเจิมเดินเข้าไปจนเกือบชิดรูปปั้นลิง ก่อนจะอธิบาย
“ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่ามีบทกลอนธรรมะที่ตรงกับสัญลักษณ์ของรูปปั้นสลักเอาไว้ที่ฐาน บทกลอนทั้งหมดเป็นของท่านพุทธทาสภิกขุ หลวงตาเคยบอกเราว่าท่านพุทธทาสภิกขุเป็นพระที่หลวงตานับถือและศรัทธามาก เพราะท่านเป็นผู้ที่ศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉานและเขียนหนังสือเผยแผ่ธรรมะอย่างจริงจัง มีผลงานปรากฏมากมาย จนได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก”

“บุคคลสำคัญของโลกเลยเหรอจ๊ะ”อาโปถามย้ำให้แน่ใจเพราะไม่เคยรู้มาก่อน ปฐวีพยักหน้าตอบ แถมยังบอกอีกว่าผลงานของท่านพุทธทาสภิกขุนั้น หลวงตาเจิมมีครบเกือบทุกเล่ม หลวงตาบอกปฐวีว่าผลงานของท่านเปรียบเสมือนกับคัมภีร์ของผู้ที่ต้องการจะศึกษาพุทธศาสนาเลยก็ว่าได้ หากใครได้ศึกษางานของท่านจนเข้าใจถ่องแท้ก็จะเข้าใจพุทธศาสนาได้แน่นอน
“นายนี่รู้เยอะกว่าที่เราคิดไว้อีกนะเนี่ย” ปฐวียิ้มรับคำชมและอธิบายต่อ
“รูปปั้นลิงปิดตา ท่านพุทธทาสก็ต้องการสอนคนเราว่าบางครั้งก็อย่าสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่นให้มากนัก ในบางเรื่องที่ไม่สมควรเข้าไปยุ่งก็ให้ปิดตาทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นซะจะดีกว่า เดี๋ยวเราจะอ่านกลอนข้างล่างนี้ให้ฟังนะ”

ปิดปิดตา อย่าสอดส่าย ให้เกินเหตุ
บางประเภท แกล้งทำบอด ยอดกุศล
มัวสอดรู้ สอดเห็น จะเป็นคน
เอาไฟลน ตนไป จนไหม้พอง

พออ่านจบปฐวีก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงต้องยกมือขึ้นปิดตาเลียนแบบรูปปั้น แต่มันก็ส่งผลให้รูปปั้นลิงปิดตาเลื่อนถอยหลังทันที ปฐวีที่เอามือปิดตาเกือบจะตกลงไปในช่องว่างใต้ฐานรูปปั้นเพราะไม่ทันระวัง
“นี่มันอะไรกันเนี่ย! โอ้โหอย่างกับค่ายกลในหนังจีนกำลังภายในเลยนะเนี่ย” เตโชรีบชะโงกมาดูใกล้ ๆ
“ปฐวีไปแตะโดนตรงไหนของรูปปั้นเหรอจ๊ะ มันถึงเลื่อนได้” ผู้ที่ถูกอาโปถามรีบส่ายหน้าปฏิเสธและยังคงยืนงง
“มันจะเปิดได้ยังไงก็ช่าง เรารีบลงไปข้างล่างกันดีกว่า” เตโชอยากปีนลงไปสำรวจข้างล่างแล้ว
“ต้องระวังตัวด้วยนะไม่รู้จะเจออะไรข้างล่างบ้าง เดี๋ยวเราจะลงไปก่อนแล้วอาโปค่อยตามลงไป ส่วนนายอยู่ข้างหลังคอยดูแลอาโป ตกลงตามนี้นะ” ปฐวีพูดจบก็ปีนบันไดลิงลงไป เตโชกับอาโปไม่คัดค้าน แต่พอปฐวีก้าวลงไปได้เพียงคนเดียว รูปปั้นลิงปิดตาก็เลื่อนกลับมาสู่ที่ตั้งเดิมอย่างรวดเร็ว เตโชคว้าแขนอาโปถอยหลังออกมาแทบไม่ทัน
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้ อย่าบอกนะจ๊ะว่าปฐวีโดนพวกลิงเอาตัวไปอีกคน”
“ยังไงเราก็ยังอยู่ทั้งคน เราจะดูแลอาโปเองและพวกเราก็ต้องตามหาวาโยกับปฐวีให้เจอด้วย” เตโชพูดอย่างมั่นใจว่าตัวเองยังสามารถดูแลอาโปได้
“แล้วเราจะเข้าไปในถ้ำได้ยังไงล่ะจ๊ะ ยังไม่ได้ไปแตะโดนอะไรที่รูปปั้นเลย ปฐวีเพิ่งอ่านกลอนจนจบแค่นั้นเอง”
“อ่านกลอนจนจบงั้นเหรอ งั้นเราก็ต้องลองทำดูบ้าง อาโปเป็นคนอ่านก็แล้วกันนะ” เตโชออกความคิด
“มันจะได้ผลเหรอจ๊ะ” อาโปยืนลังเล
“ไม่ลองก็ไม่รู้นะ” เตโชอยากให้ลองเสี่ยงดู อาโปขยับเข้าไปยืนชิดรูปปั้นและเริ่มอ่านบทกลอนที่ฐานรูปปั้นลิงปิดหู

ปิดปิดหู อย่าให้แส่ ไปฟังเรื่อง
ที่เป็นเครื่อง กวนใจ ให้หม่นหมอง
หรือเร้าใจ ให้ฟุ้งซ่าน พาลลำพอง
ผิดทำนอง คนฉลาด อนาจใจ

สิ้นเสียงอาโป รูปปั้นลิงปิดหูก็ยังไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
“ทำไมฐานรูปปั้นถึงไม่ขยับเลยล่ะเนี่ย” เตโชเริ่มกังวลว่าทำไมไม่เป็นอย่างที่คิดไว้
“หรือว่า… ต้องทำท่าเหมือนลิงด้วยจ้ะ” อาโปคิดแวบขึ้นมาเพราะเห็นปฐวียกมือขึ้นปิดตาก่อนที่รูปปั้นลิงปิดตาจะเลื่อนออกจากที่ตั้ง จึงลองยกมือขึ้นปิดหูต่อหน้ารูปปั้นลิงปิดหูบ้าง วินาทีนั้นเองช่องทางบันไดลิงที่ลงสู่เบื้องล่างก็เปิดออก
“สำเร็จแล้ว เราต้องรีบลงไปก่อนที่มันจะปิดใช่ไหมจ๊ะ” อาโปรีบก้าวลงไป เตโชกำลังก้าวตาม แต่รูปปั้นเลื่อนกลับมาจุดเดิมเสียก่อน เสียงอาโปร้องเรียกชื่อเตโชดังลอดขึ้นมา แต่เสียงเตโชที่ร้องเรียกกลับไป ไม่รู้ว่าอาโปจะได้ยินหรือไม่ ที่ด้านล่างปฐวีกำลังไต่บันไดลิงลงไปอย่างระแวดระวัง ทางคับแคบเหมือนอุโมงค์ที่ขุดมาให้ผ่านไปได้ทีละคนเท่านั้น

เมื่อสุดบันไดลิงก็ต้องปล่อยตัวให้ลื่นไถลตามทางที่มีลักษณะเหมือนอุโมงค์แคบอีกช่วงหนึ่ง อาโปก็คงจะทำแบบเดียวกันอยู่ ส่วนเตโชที่อยู่ลำพังด้านบนก็คงไม่หวั่นวิตกอะไรอีก เพราะรู้แน่แล้วว่าตัวเองจะลงไปข้างล่างได้ด้วยวิธีใด เตโชเดินตรงไปยังรูปปั้นลิงตัวสุดท้าย คือลิงปิดปาก แล้วก้มลงอ่านบทกลอนที่ฐานรูปปั้น พร้อมทำท่าทางปิดปากเลียนแบบทันที

ปิดปิดปาก อย่าพูดมาก เกินจำเป็น
จะเป็นคน ปากเหม็น เขาคลื่นไส้
ต้องเกิดเรื่อง เยิ่นเย้อ เสมอไป
ถ้าหุบปาก มากไว้ ได้แท่งทอง