โดย ตุลยา
ภาพ ประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

ย่าพวง หญิงชราวัย ๙๐ กว่า อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่สร้างเรือนไม้ขึ้นเอง เป็นบ้านที่ไม่ได้ใช้แปลนของหมู่บ้าน โดยเธอซื้อเฉพาะที่ดินเพียง ๕๐ ตารางวา เธอมีลูกชายเป็นสถาปนิก ลูกชายจึงมาดำเนินการออกแบบก่อสร้างบ้านเรือนทรงไทยใต้ถุนสูง ให้เธออยู่ตามลำพังหญิงชราผู้นี้ไม่ว่าเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่ในหมู่บ้านต่างรู้จักชื่อ”ย่าพวง”เป็นอย่างดี เหตุเพราะเธอเป็นหญิงชราที่มีวาจาก้าวร้าว ปากร้ายพูดจาเสียดสี ชอบเอารัดเอาเปรียบ เวลาเธอจะออกไปทำธุระข้างนอก มักจะมายืนรอรถของคนในหมู่บ้านเพื่อขออาศัยออกไปด้วยเพื่อเป็นการประหยัดเงินค่ารถ ซึ่งความจริงเธอก็ทำตามนโยบายประหยัดของรัฐบาล โดยเธอใช้วิธีออกมายืนดักรอรถอยู่กลางถนน กลางซอยในหมู่บ้าน หากใครเห็นแล้วไม่รับไปด้วยจะโดนย่าพวงตะโกน สดุดีบรรพบุรุษเสียงดังไล่หลัง แต่ที่น่าหวาดเสียวที่สุด คือหากใครที่ไม่ระมัดระวังอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ ฉันเองยังเกือบขับรถชนเธอหลายครั้ง เนื่องจากฉันสายตาไม่ค่อยดีนัก ส่วนกิติศัพท์เรื่องขี้เหนียว เอารัดเอาเปรียบของย่าพวงในเรื่องนี้รู้กันแทบจะทั้งหมู่บ้าน

แม้กระทั่งรถขายกับข้าวที่มาขายเป็นประจำในหมู่บ้าน ซึ่งเธอมักจะนิยมซื้อแกมขอ ต่อรองราคาชนิดต่อนิดต่อหน่อย และเธอมักจะเอ่ยปากขอวัตถุดิบบางอย่างโดยไม่ค่อยยอมซื้อและหากจะซื้อก็ต่อรองราคาสินค้าเสียจนแม่ค้าส่ายหน้า บางทีแม่ค้าเกิดความรำคาญให้ไปฟรี ๆ จนกลายเป็นนิสัย อยากได้โดยไม่อยากจ่ายเงิน ‘พวกลูกลาว ขี้ขอ’ เหล่าแม่ค้าแอบเรียกเธอลับหลัง

ในหมู่บ้านมีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อน้องอร เป็นเด็กสาวหน้าตาดี ผิวพรรณขาว เธอเป็นสาวคนงานชาวพม่า ที่ย่าพวงให้ความเอ็นดูเป็นพิเศษ เด็กคนนี้มักนำผลไม้จากสวนนายจ้างไปขายย่าพวงเป็นประจำ โดยย่าพวงจะเรียกให้เธอขึ้นไปส่งให้บนเรือนทุกครั้งเพื่อเลือกผลไม้ด้วยตนเองและชวนน้องอรพูดคุยด้วย ครั้งละนานๆ คนในหมู่บ้านพากันสงสัยว่าย่าพวงขี้เหนียวเอามาก ๆ แต่ยอมจับจ่ายซื้อผลไม้ของน้องอร มาทราบสาเหตุภายหลังว่า ที่ย่าพวงรักและเอ็นดูน้องอรเป็นพิเศษเพราะว่าน้องอรหน้าตาคล้ายหลานสาวของย่าพวงที่เธอรักมาก แต่ตกน้ำตายไปต่อหน้าต่อตาเธอโดยที่เธอไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย เมื่อหลายปีก่อน

น้องอรเป็นเด็กที่ขยันทำมาหากิน เธอชอบขายผลไม้ที่ส่วนมากมักจะนำมาจากสวนของเจ้านายที่ต่างจังหวัด มาขายเป็นประจำ โดยจะนำผลไม้ใส่ในตระกร้าด้านหน้ารถจักรยานที่เธอใช้เป็นประจำ เธอจะขี่จักรยานแล้วมากดกริ่งตามบ้านหรือไม่ก็ตะโกนร้องถามว่าใครจะซื้อผลไม้ของเธอบ้าง

ในเย็นวันนี้ก็เช่นกันหลังจากน้องอรลาเจ้านายกลับไปเยี่ยมบ้านหลายวัน ก็ได้ไปสวนเจ้านาย เก็บผลแก้วมังกรใส่ถุงมาขายตามปกติ โดยไม่รู้ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในหมู่บ้านระหว่างที่เธอกลับไปเยี่ยมบ้าน เย็นวันนี้น้องอรมาค่ำกว่าปกติมาถึงหน้าบ้านก็มากดกริ่งร้องขายผลไม้อย่างเคย

“คุณพี่คะ รับผลไม้แก้วมังกรไหมคะ หนูคิดคุณพี่ถูก ๆ ค่ะ ถุงนี้เอาสี่สิบบาทก็พอค่ะ หนูลดให้เป็นพิเศษเหลือถุงสุดท้ายแล้วค่ะ”

เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่น้องอรมีผลไม้มาขายถึงที่บ้านโดยที่ฉันไม่ได้ไปดักเรียกซื้อเพราะปกติผลไม้ของเธอจะหมดก่อนที่จะแวะมาที่บ้านของฉัน ฉันจึงร้องถามออกไปว่า

“ทำไมวันนี้มีเหลือมาถึงพี่ได้ล่ะจ๊ะ ปกติจะหมดก่อนหากพี่ไม่ได้สั่งล่วงหน้า”
“เมื่อกี้หนูเอาไปขายที่บ้านคุณย่าค่ะ คุณย่าไม่เอา ไม่อย่างนั้นก็ไม่เหลือมาถึงคุณพี่หรอกค่ะ”
“อะไรนะ น้องอรบอกว่าเอาไปขายบ้านคุณย่า ย่าไหนจ้ะ อย่าบอกนะ ว่าเป็นบ้านย่าพวง “
ฉันถามออกไปด้วยความตกใจและคาดหวังว่าคงจะได้รับคำตอบว่าเป็นบ้านย่าคนอื่น

“ก็บ้านย่าพวงน่ะสิคะ แต่วันนี้ท่านไม่ซื้อค่ะ แปลกมากเลย หนูไปตะโกนถามว่าคุณย่าจะเอาผลไม้ไหม ทุกทีท่านจะเรียกให้หนูเอาขึ้นไปให้ท่านเลือก แต่วันนี้ท่านกลับตะโกนเสียงดังตอบมาว่า
“ไม่ซื้อ”
“แปลกมากเลยค่ะ ผลไม้จึงเหลือมาถึงบ้านคุณพี่นี่แหละค่ะ”

ปกติฉันจะไม่ค่อยได้อุดหนุนน้องอรสักเท่าไหร่ เพราะบ้านฉันอยู่ก้นซอย ผลไม้ของน้องอรจึงมาไม่ถึงบ้านฉัน มีน้อยครั้งที่หลงเหลือมาบ้างเพียงถุงหรือสองถุงซึ่งฉันจะไม่ประหลาดใจเลยถ้าไม่ใช่วันนี้ ฉันยืนฟังน้องอรเล่า พลางมองแขนตนเอง เกิดอะไรขึ้นขนลุกตั้งทั้ง ๆ ที่อากาศก็ไม่ได้หนาว ออกจะร้อนอ้าวเสียด้วยซ้ำ ฉันรีบบอกน้องอรถึงเรื่องที่เกี่ยวกับย่าพวง

“น้องอรกลับไปบ้านหลายวันคงยังไม่รู้กระมังว่า ย่าพวงเธอหัวใจล้มเหลว เธอเสียแล้วจ้ะ”

ฉันพูดจบ น้องอรถึงกับอ้าปากค้าง ทำตาโตยืนนิ่งอยู่สักพัก ก็กล่าวอย่างละล่ำละลักว่า
“นี่หนูโดนผีย่าพวงหลอกรึคะ
โอ๊ย… หนูอยู่ไม่ได้แล้ว หนูกลัว…”

เธอพูดยังไม่ทันจบประโยค ก็ทิ้งถุงแก้วมังกรไว้หน้าประตูรั้วบ้านของฉัน แล้วรีบคว้าจักรยานปั่นกลับบ้านอย่างร้อนรน ทิ้งให้ฉันยืนขนลุกขนชันอยู่คนเดียว รอช้าอยู่ทำไมละคะ ฉันก็กลัวเหมือนกัน ยามค่ำมืด แต่ละบ้านต่างปิดประตูบ้านกันหมดแล้ว ฉันรีบปิดประตูรั้วจ้ำอ้าว เข้าบ้านโดยไม่สนใจถุงแก้วมังกรที่กองอยู่ที่หน้าประตูรั้ว
ฉันรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ ก่อนนอนก็ไม่ลืมสวดมนต์ตามปกติแต่ใจคอไม่สู้ดีเลย นึกถึงเรื่องที่น้องอรเล่าให้ฟังแล้วก็นึกขยาดไม่อยากจะขับรถผ่านหน้าบ้านย่าพวงเลย แต่ก็จนใจเพราะบ้านฉันกับบ้านย่าพวงห่างกันแค่ห้าหลังเท่านั้นเอง ถึงอย่างไรก็ต้องใช้ถนนซอยเดียวกันอยู่ดีเลี่ยงไม่ได้เลย

ฉันหลับไปตอนไหนไม่รู้ตัว รู้แต่ว่าฉันฝันว่ากำลังขับรถผ่านหน้าบ้านย่าพวง ไม่เห็นใครเลย แต่ชั่วพริบตาเหมือนรถของฉันกระแทกเข้ากับอะไรบางอย่าง สุดวิสัยจริงๆเบรกไม่ทันเสียแล้ว หันหลังกลับไปดูเห็นร่างหญิงชรายืนตระหง่านในความสลัวดูคล้าย ๆ ย่าพวงมาก ฉันตกใจตื่น มือ เท้าเย็นเฉียบ เราคิดมากจนฝันไปเองรึเปล่า
มองออกไปทางนอกหน้าต่าง ความมืดสลัวปกคลุมไปทั่ว ยังไม่สว่างเลย ข่มตานอนต่ออีกสักหน่อยก็แล้วกัน แต่ทันใดนั้น…ฉันได้ยินเสียงเหมือนคนแก่ร้องโอดโอยไม่ไกลสักเท่าไหร่นัก

“ช่วยด้วยยย…ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยพาย่าไปส่งโรงหมอที
คนขับรถชนแล้วหนี…” เสียงร้องโหยหวนปลุกประสาททุกส่วนของฉันให้ตื่น
“โอ้…นี่มันอะไรกัน เรื่องจริงหรือว่าฝัน ใครก็ได้ช่วยบอกที