เรื่อง : ปิง ธัญพิสิษฐิ์

ภาพ: ชูลี สุชาติ

เราเคยได้ยินเสมอว่าคนญี่ปุ่นมีสถิติฆ่าตัวตายสูง แต่ปัจจุบันจากหน้าหนังสือพิมพ์ในประเทศไทย เราพบข่าวการฆ่าตัวตายของคนไทยมากขึ้นเป็นเงาตามตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ว่าได้ ยกตัวอย่างในช่วงสองปีที่ผ่านมามีหลายกรณีเช่น กรณีเด็กชายวัย ๑๓ ปีอยู่ชั้น ม.๑ ในอำเภอมาบตาพุด จังหวัดระยอง ฆ่าตัวตายหนึ่งวันก่อนจะเข้าสอบปลายภาคและกำลังจะย้ายไปอยู่กับพ่อที่แยกทางกับแม่และไปอยู่จังหวัดอื่น เด็กชายได้บอกกับแม่ว่า “กูไม่อยากจะอยู่แล้ว” แม่ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวยอมรับว่าตนเองไม่มีเวลาดูแลลูกอย่างเพียงพอ

เด็กชายอายุ ๑๓ ปีกำลังเรียนชั้น ม.๑ อีกรายอยู่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ฆ่าตัวตายหลังจากถูกเพื่อนบ้านจับส่งตำรวจเพราะแอบขโมยลำไยในสวนของเขา พร้อมกับเพื่อน ๆ แล้วโดนพ่อแม่ตำหนิ เด็กชายวัย ๑๑ ปีอีกรายพยายามฆ่าตัวตายแต่โชคดีมีคนช่วยไว้ทันจึงรอดชีวิต ทว่านี่เป็นความพยายามฆ่าตัวตายครั้งที่ ๓ แล้วที่อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ รายนี้เครียดที่ต้องดูแลแม่ที่ป่วยเป็นเวลานานและไม่ได้ไปโรงเรียนเหมือนกับเพื่อน จึงเกิดความน้อยใจและตัดสินใจจะฆ่าตัวตาย จากคำพูดของเพื่อนบ้านและผู้อยู่ในเหตุการณ์

เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย?

ที่กล่าวมาเป็นเด็กชาย กรณีเด็กหญิงก็มีเช่นกัน ได้แก่ นักเรียนหญิงอายุ ๑๘ ปีพยายามกระโดดสะพานที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ แต่ตำรวจคว้าข้อมือไว้ทัน สาเหตุคือผู้ใหญ่ในบ้านทะเลาะกัน มีเด็กหญิงอีกคนอายุ ๑๔ ปีพยายามกระโดดสะพานลอยคนข้ามถนนในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรีแต่ตำรวจเกลี้ยกล่อมให้เปลี่ยนใจสำเร็จ

นักเรียนชายชั้น ม.๖ ยิงตัวตายที่อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ในจดหมายสั่งลา มีข้อความน่าสนใจว่า “ผมขอโทษที่ผมมันอ่อนแอ” เขาขอโทษพ่อแม่และบอกว่ารักทุกคนรวมทั้งพี่สาวด้วย ที่สำคัญเขามองว่าพี่สาวเขาแข็งแรงกว่าตัวเขา พี่สาวให้การคาดว่าสาเหตุมาจากแมวผสมพันธุ์ไทยเปอร์เซียร์สีส้มที่เลี้ยงไว้ได้หายออกจากบ้านไปซึ่งเป็นแมวที่น้องชายรักมาก

นักเรียนที่ฆ่าตัวตายเพราะปัญหาความรักก็มีเช่นกรณีนักเรียนชายอายุ ๑๘ ปีเรียนชั้น ม.๕ ที่อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ตใช้ปืนยิงศีรษะตนเองเพราะถูกแฟนสาวบอกเลิก ที่กล่าวมาเป็นตัวอย่างโดยสังเขปให้เห็นภาพสถานการณ์ของภาวะสังคมไทย โดยเฉพาะที่กระทบต่อเด็กวัยรุ่นในยุคนี้ โดยสรุปได้ว่าผู้ที่ฆ่าตัวตายจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ตาม มีปัจจัยสนับสนุนหลัก ๆ คือ การขาดความอบอุ่นทางใจ การขาดที่พึ่ง ขาดความมั่นคงทางใจ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ฯลฯ

พวกเราเกิดมาในระบบสังคมที่มีใครก็ไม่ทราบวางกรอบเอาไว้ให้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาว่า เราเกิดมาแล้วก็ต้องเคารพเชื่อฟังพ่อแม่ โตขึ้นเราก็ต้องเข้าโรงเรียน ต้องเรียนให้ได้เกรดดี ๆ ต้องไม่น้อยหน้าลูกบ้านอื่นเขา เราเกิดมาในสังคมที่มีแต่การแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน น่าสงสัยว่ามีประเทศไหนในโลกบ้างที่เด็กที่จะเข้าเรียนชั้นประถม ๑ ต้องมีการสอบเข้าเพื่อชิงที่นั่งในโรงเรียนดัง ๆ เราแข่งขันกันตั้งแต่เรียนอนุบาล ๑-๒-๓ ประถม ๑ ยันมัธยมฯ เข้ามหาวิทยาลัยก็ต้องเรียนให้ได้เกรดดี ๆ เกียรตินิยมยิ่งดีเพื่อเชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูล ไม่ต้องสนใจว่าสิ่งที่เรียนมานั้นได้ใช้จริงในชีวิตการทำงานหรือไม่ การแข่งขันยังดำเนินต่อไปเมื่อจบการศึกษา ต้องแข่งกันหางานในบริษัทดี ๆ เงินเดือนสูง ๆ ไม่ให้น้อยหน้าคนอื่น ได้งานแล้วก็ต้องแข่งขันกันเพื่อเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งต่อไป แค่มองไปในอนาคตเด็กก็คงเครียดแล้วว่าจะต้องแข่งขันไปถึงดาวดวงไหนบ้าง

ทุกคนเกิดมา เพียงเพื่อเติบโตจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ จากวัยเรียนไปสู่วัยทำงาน แล้วต้องมีครอบครัวเพื่อมีลูกไว้สืบตระกูลต่อไป แล้วก็รอวันเจ็บป่วยและตายในที่สุด แค่นี้เองหรือคือชีวิต – ชีวิตคนเราในลักษณะเช่นนี้ ต่างอะไรกับไก่ที่เขาเลี้ยงในกรงให้โตแล้วส่งโรงเชือด คนที่ฆ่าตัวตายเมื่อคนรักที่ตีจากหรือบอกเลิก คนที่ฆ่าตัวตายเพราะพ่อแม่ไม่เข้าใจตัวเขา เพราะพ่อแม่แยกทางกัน ฯลฯ สาเหตุทั้งหมดมีข้อเดียวจริง ๆ

เพราะเขาไม่เคยรู้จักตัวเขาเองจริง ๆ หลายโรงเรียนอาจสอนการทำสมาธิ แต่เป็นการทำสมาธิแค่เปลือก แค่พิธีการ ผู้เรียนที่ทำสมาธิอาจไม่เคยรู้ว่าทำสมาธิไปทำไมกันการทำสมาธิไม่ใช่เพียงการนุ่งขาวห่มขาวนั่งขัดสมาธิ การทำสมาธิไม่ใช่การนั่งหลับตาเกร็งตัวสักชั่วโมงหนึ่ง แท้จริงการทำสมาธิก็เพื่อการนำตนเองกลับสู่โลกภายในตัวเราเองแต่ละคน เวลาที่ทำสมาธิก็คือการมีเวลาอยู่กับตนเอง สำรวจตนเอง เข้าใจตนเอง ค้นพบตนเอง ค้นพบความสงบภายในตนเองไงล่ะ

หากวัยรุ่นเหล่านั้นได้รู้ความจริงว่าคนที่เขาสามารถพึ่งได้มากที่สุดแท้จริงแล้วคือตัวเขาเอง ไม่ใช่แฟน ไม่ใช่พ่อแม่ ไม่ใช่เพื่อน แต่คน ๆ เดียวที่เขาควรไว้วางใจที่สุดก็คือตัวเขาเองต่างหาก เขาควรจะได้สัมผัสกับตัวตนเขาเองที่อยู่ภายใน ได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ของตัวเขาเอง ได้ตื่นรู้ว่าตัวเขานั้นมีความแข็งแรงเพียงใด มีพลังงานมากมายเพียงใดที่จะสร้างสรรค์ทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามที่ใจเขาปรารถนา ได้ตื่นรู้ว่าเขาไม่ได้ด้อยกว่าใครทั้งสิ้น ตัวตนที่อยู่ภายในตัวเขานั้นแหละคือเพื่อนที่รักตัวเขามากมายมหาศาล เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่เคยได้สัมผัสความรักดังกล่าวมาก่อนเพราะเขาไม่เคยได้เรียนรู้ที่จะคุยกับตัวเองมาก่อน

และไม่เคยมีโรงเรียนไหนสอนเขาเลยว่า เขาสามารถพูดคุยกับตัวตนภายในของเขาได้เสมอ เพราะตัวตนภายในของเขาก็อยู่กับตัวเขามาตั้งแต่เขาเกิด และจะอยู่คู่กับเขาตลอดไป เป็นคู่ที่ไว้วางใจยิ่งกว่าแฟน ยิ่งกว่าพ่อแม่ ไม่ได้บอกว่าเราไม่ต้องเคารพเชื่อฟังพ่อแม่ เรายังคงเคารพและซาบซึ้งถึงความรักของพ่อแม่ที่มีต่อเรา และความหวังดี แต่วัยรุ่นสามารถที่จะเลือกสิ่งที่เหมาะที่สุดกับอนาคตของเขา เพราะอนาคตเป็นของพวกเขา

หากวัยรุ่นสามารถยืนหยัดทำในสิ่งที่ใจชอบ เช่นเลือกเรียนในสาขาที่ตนเองรัก สนใจ และมีความถนัด วันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นว่าสิ่งที่ลูกเลือกนั้นถูกต้องแล้ว และในระยะยาวพ่อแม่ย่อมยินดีกับความสำเร็จของลูกเสมอ หากเราเลือกในสิ่งที่เรารักเราชอบ เราย่อมทำสิ่งนั้นได้ดีและประสบความสำเร็จ

มีนักร้องคนหนึ่งในวงการและเป็นผู้แปลเพลงให้หนังของบริษัทดิสนีย์แทบทุกเรื่อง เป็นเนื้อเพลงภาษาไทยที่ฟังแล้วไพเราะเข้ากับทำนองเพลงอย่างไม่มีที่ติ ใช้คำไทยที่สวยงามได้ความหมายที่ตรงกับต้นฉบับเนื้อเพลงภาษาอังกฤษ นับว่าเขาทำงานนี้ได้สวยงามมาก ตัวเขาเองไม่ได้เรียนจบทางอักษรศาสตร์หรือทางศิลปกรรมการดนตรีแต่อย่างใด แม้ว่าในวัยเด็กเขาอยากจะเลือกเรียนในสาขาเหล่านี้ก็ตาม เขาได้เลือกเรียนสาขาอื่นตามความประสงค์ของพ่อแม่ คือไม่ทำให้เสียน้ำใจกัน แต่เมื่อสำเร็จการศึกษามีการงานทำแล้ว เขาก็ไม่ได้ทอดทิ้งสิ่งที่รักที่ชอบคืองานดนตรี และศึกษางานด้านนี้ควบคู่ไปกับการทำงานด้วย ก็นับเป็นทางออกที่สวยงาม เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ

ในด้านความรัก เมื่อเรารู้แล้วว่าตัวเรามีตัวตนข้างในที่รักเรายิ่งกว่าสิ่งใด และรักเราโดยไร้เงื่อนไข ไม่มีข้อแม้ จะทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ขาดแคลนความรักความอบอุ่นอีกต่อไป และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยความรักจากคนอื่น ความสัมพันธ์กับคนอื่นยังคงมีอยู่เพราะเราอยู่ในสังคม แต่อย่างน้อยด้านจิตใจเราจะรู้สึกมั่นคงและมั่นใจในตนเอง ไม่ต้องเที่ยววิ่งไขว่คว้าหาความรักจากใครอีก หากจะมีใครที่รักเราโดยไม่มีเงื่อนไขเช่นกัน ก็นับเป็นโชคอย่างยิ่ง เหมือนกับได้พบกับคนที่มีเคมีตรงกันอย่างไรอย่างนั้นแหละ

หากในสังคมไทย เราช่วยกันเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับตัวตนภายในของเราให้แพร่หลายออกไป ข่าวคราวที่น่าสะเทือนใจก็น่าจะบรรเทาลงได้ และนับเป็นการช่วยชีวิตผู้คนอีกทางหนึ่ง ไม่เอาชีวิตไปทิ้งอย่างน่าเสียดายอีกต่อไป ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วก็ไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเพราะพวกเขาไม่รู้ความจริงเหล่านี้ พวกเราที่ยังอยู่ควรจะช่วยกันเผยแพร่ความจริงเหล่านี้ออกไป เพื่อทำให้โลกนี้น่าอยู่กว่าปัจจุบัน

มาช่วยกันบอกทุกคนว่าโลกนี้ยังมีอะไรน่าสนใจ น่าเบิกบานใจอีกมากมาย เมื่อเราได้รู้จักตัวเราเองอย่างแท้จริง.