บทกวี : สิริวตี
ภาพ : ชูลี สุชาติ

ค่ำลงแล้วแวววันหวั่นวิโยค
ประเทศห่มความโศกมิหดหาย
เหนือพิภพมีแผ่นฟ้าดาราราย
กะพริบพรายคล้ายร้าวหนาวน้ำตา

กี่คืนค่ำพร่ำเพรียกการเรียกร้อง
กี่คืนเสียงแซ่ซ้องตะเบ็งหา
กี่คืนเล่าไร้วาวใจไฟศรัทธา
มีกี่คืนฟากฟ้าบอกหนทาง

ยังมืดมิดคืนวันพระจันทร์ดับ
นอนชี้นับบางดาวขาวสว่าง
หรือความมืดเร้นทับลับอำพราง
ธรรมชาติยังเป็นกลางหรืออย่างนี้

กลุ่มดาวตกร่วงพรากจากฟ้าเศร้า
พุ่งไต้เหงาหล่นร้าวดุจดาวผี
แผ่ไพศาลความโศกศัลย์อัญมณี
ทิ้งวิถีการเดินทางอย่างยาวนาน

เปลวเพลิงร้อนแหลกลงมลายล้าง
ไร้เรือนร่างชั่วสกลเพียงพ้นผ่าน
หม่นมืดหมองครองช้ำค่ำรัตติกาล
อวสานจากห้วงถึงดวงใจ

โลกกลมเกลี้ยงเพลี่ยงจมหล่มกองทุกข์
แสนเสื่อมสุขสงสารฟ้าคราร่ำไห้
มิอาจรู้อาจเห็นความเป็นไป
เร่งรอคอยวันใหม่ให้กลับคืน

ท่วงทำนองของกาลไม่นานนัก
คล้ายเพลียพักครั้งหนึ่ง, หลับจึงตื่น
เหือดแห้งหายน้ำตาวาวหนาวและชื้น
พระอาทิตย์หลบพื้นจะชิงดวง

แสงสว่างส่องไสวไปทั่วหล้า
ดอกไม้ป่าพลิ้วพรมลมโชยช่วง
น้ำค้างหยาดยอดหญ้าเป็นหยดยวง
ศานติสุขทั้งปวงทวงด้วยธรรมฯ

ปรัชญาแห่งคุณงามและความดี
ภายใต้ฟ้าเสรียังเพรียกพร่ำ
ยามมืดฟ้าทุกด้านจดจารจำ
ความสว่างจะร่ายรำโดยดำรง

พระอาทิตย์ทอแสงทั่วแหล่งหล้า
เสียงแซ่ซ้องแห่งศรัทธาค่าสูงส่ง
มวลความมืดคลายแล้วด้วยแวววง
ธรรมชาติซื่อตรงมิลบเลือน