เรื่อง: จิตประภัสสร

ปริศนาแรก

               เส้นทางการผจญภัยอันยาวไกลของเด็กทั้งสี่คนกำลังจะเริ่มต้น เมื่อทั้งหมดก้าวพ้นจากโบสถ์ของวัดทุ่งธรรม  ออกมายังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย สายลมเอื่อย ๆ  กับแสงแดดอ่อน ๆ  และเสียงนกร้องขับกล่อม  บ่งบอกสัญญาณแห่งความอุดมสมบูรณ์ พญานกการเวกที่เพิ่งบินจากไปเหนือป่าไผ่อันเขียวชอุ่มที่แทงหน่อต่อยอดขึ้นมารายล้อมอยู่สองข้างทาง เป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในวัดทุ่งธรรม ทำให้ปฐวีเชื่อมั่นว่าตัวเองและเพื่อน ๆ ได้หลุดทะลุมิติเข้ามาสู่ดินแดนใหม่แล้ว    ภารกิจแรกที่ทั้งสี่ชีวิตจะต้องเดินทางออกตามหา ก็คือ ท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ ตามที่นกการเวกบอกไว้ผ่านบทกลอน   แต่น่าจะยังไม่ใช่บททดสอบ  เพราะเพียงแค่เดินทะลุแนวป่าไผ่ ท้องทุ่งก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าโดยไม่ต้องออกแรงตามหาให้เหนื่อย   สิ่งที่ทุกคนต้องทำคือ  ปฏิบัติการรวมพลังรักและสามัคคีเพื่อเปิดบันทึกโบราณอีกครั้ง   และสิ่งที่เกิดขึ้นจากการประสานพลังมือรวมพลังใจของเด็กทั้งสี่คนสี่ธาตุ ก็คือ   บันทึกหน้าถัดไปบนกระดาษสีขาวหม่นที่เปิดออก 

มาฆบูชา

      คำเดียวสั้น ๆ ที่ค่อย ๆ ปรากฏจนชัดเจนขึ้นบนหน้ากระดาษในบันทึกหน้าถัดไป หมายถึงอะไรกัน ความงุนงงเริ่มมาเยือนทั้งสี่คนอีกครั้ง

“อะไรกัน มีตัวหนังสืออยู่แค่คำเดียวแล้วจะรู้อะไรไหมเนี่ย”  เตโชส่งเสียงโวยวายตามนิสัย

“เราว่ามันน่าจะเป็นคำปริศนาที่ ๑” ปฐวีจ้องคำปริศนาบนหน้ากระดาษสีขาวหม่น

 “คำว่า มาฆบูชา เนี่ยเหรอจ๊ะเป็นคำปริศนา” อาโปถามปฐวี แต่วาโยกลับเป็นผู้ตอบ

“ใช่ เราก็คิดเหมือนปฐวีว่านี่แหละคือคำปริศนา แต่ยังคิดไม่ออกว่าปริศนานี้หมายความว่ายังไง แล้วพวกเราต้องทำอะไรกันต่อไป”

          เด็ก ๆ นั่งล้อมวงครุ่นคิดกันอยู่ครู่ใหญ่  ก็ลงความเห็นว่าลองเรียกนกการเวกมาถามดูน่าจะดีกว่า  แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่  เพราะนกการเวกก็เพิ่งจะช่วยพวกเด็ก ๆ ให้เปิดบันทึกโบราณได้ จนค้นพบคำปริศนาที่ ๑  แต่ไม่ลองก็ไม่รู้ วาโยซึ่งเป็นเจ้าของเสียงเรียกในครั้งแรก ทำหน้าที่ตะโกนก้องขึ้นฟ้าทันที 

“การเวก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ”

              นกการเวกบินมาหาทันทีที่สิ้นเสียงวาโย ทุกคนส่งยิ้มให้กันด้วยความดีใจ เตโชอ้าปากจะเอ่ยถาม แต่นกการเวกชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน

         สามัคคีนำทาง          คิดกระจ่างจะเข้าใจ

        ความรู้รับมาใช้         ปริศนาไขไม่อับจน 

            นกการเวกเอ่ยจบก็จากไป

“อะไรกัน  บินกลับไปซะแล้วยังไม่ทันจะได้ถามอะไรเลย  แล้วจะรู้ไหมเนี่ยว่าต้องทำยังไงต่อไป” เตโชโวยวายเสียงดังอีกแล้ว  

“เอาน่านกการเวกคงบอกได้แค่นี้จริง ๆ   นายใจเย็น ๆ ก่อน ค่อย ๆ คิดกันไปว่าจะแก้ปริศนายังไง แก้ปริศนาได้เมื่อไหร่ก็คงจะได้กลับบ้านเองนั่นแหละ”  ปฐวีเป็นเด็กสุภาพเรียบร้อยที่ว่านอนสอนง่าย จึงไม่ค่อยชอบใจนักกับท่าทีเอะอะเสียงดังของเพื่อนใหม่  

“ความรู้รับมาใช้  ปริศนาไขไม่อับจน”  วาโยพยายามพูดทวนประโยคที่นกการเวกทิ้งไว้ให้คิดซ้ำไปซ้ำมา จนทุกคนช่วยกันคิดตาม  

อาโปอีกเช่นเคยที่คิดไปถึงเพลงมาฆบูชาและร้องออกมาโดยไม่ตั้งใจ อาโปเป็นเด็กที่รักการร้องเพลงมาก  ทุกเพลงที่ทางโรงเรียนสอนมาจะฝึกร้องจนจำได้ขึ้นใจเสมอ

“มาฆะ มาฆะ บูชา รู้กันว่า วันเพ็ญเดือนสาม เป็นวันที่พระอรหันต์ มาชุมนุมกัน ตั้งพันกว่าองค์…”

 “ใช่แล้ว ความรู้เกี่ยวกับวันมาฆบูชาไงที่จะช่วยพวกเราได้ อาโปเก่งจริง ๆ ที่คิดออก” ปฐวีโพล่งขึ้นมา

“อาโปแค่ร้องขึ้นมาเฉย ๆ เองจ้ะ”  

“แต่นี่แหละเป็นคำตอบที่พวกเรากำลังคิดอยู่   ความหมายของวันมาฆบูชา เราเองก็พอจะรู้อยู่บ้าง แต่นายน่าจะรู้ดีกว่าใครนะ” วาโยหันไปถามคู่หูที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเด็กวัดที่รอบรู้เรื่องธรรมะมากที่สุด  อาจจะมากกว่าผู้ใหญ่บางคนด้วยซ้ำไป   ปฐวีจึงเป็นที่โปรดปรานของหลวงตาเจิม

  “เราก็รู้ วันเพ็ญเดือน ๓ เป็นวันมาฆบูชา ถ้าวันเพ็ญเดือน ๖ ก็วันวิสาขบูชา ส่วนวันเพ็ญเดือน ๘  ก็เป็นวันอาสาฬหบูชา”  เตโชอยากแสดงว่าตัวเองก็มีความรู้เหมือนกัน  

“ที่นายพูดก็ถูก แต่แค่นั้นยังไม่พอ เราต้องรู้รายละเอียดที่มากกว่านั้นอีก ให้ปฐวีพูดก่อนดีกว่า  แล้วใครนึกอะไรออกก็ช่วยกันเสริมอีกที”  วาโยขัดขึ้นจนเตโชมองเคือง ๆ ปฐวีอธิบายคล่อง  สมฐานะลูกศิษย์วัดก้นกุฏิที่สนใจเรื่องพุทธศาสนาเป็นทุนเดิม            

  “วันมาฆบูชา เป็นวันสำคัญทางศาสนาที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ๔ เหตุการณ์

๑.เป็นวันที่พระสงฆ์ ๑๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันที่วัดเวฬุวันวิหารโดยมิได้นัดหมาย

๒.พระสงฆ์เหล่านี้ ล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา  คือเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า

๓.พระสงฆ์ที่ได้มาประชุมในครั้งนี้ ล้วนแต่ได้บรรลุพระอรหันต์แล้วทุกรูป

๔.เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๓ ที่พระจันทร์เต็มดวงกำลังเสวยมาฆฤกษ์” 

            อาโปนึกไม่ถึงว่าปฐวีจะเก่งธรรมะขนาดนี้   ปฐวีบอกว่าต้องยกความดีให้หลวงตาเจิมเพราะท่านจะสอนเรื่องวันสำคัญทางศาสนาและบังคับให้บรรดาลูกศิษย์ท่องให้ฟังจนทุกคนจำได้ขึ้นใจ   ถ้าเป็นวันวิสาขบูชา  ปฐวีก็สามารถอธิบายได้ว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานเกิดขึ้นตรงกัน  ส่วนวันอาสาฬหบูชาก็เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาครั้งแรก ที่มีชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จนเกิดภิกษุรูปแรกในพุทธศาสนา คือท่านโกณฑัญญะ อาโปชื่นชมปฐวีออกนอกหน้า จนเตโชที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ รู้สึกเสียหน้า

“โธ่  เรื่องแค่นี้ไม่เห็นจะเก่งตรงไหน   ถึงรู้แล้วก็ใช่ว่าจะแก้ปริศนาได้เลยซะเมื่อไหร่” เตโชพูดพร้อมกับยักไหล่ 

“ก็จริงอย่างที่นายพูด เพราะฉะนั้นนายก็ต้องช่วยพวกเราคิดว่าจะแก้ปริศนาได้ยังไง” ปฐวีไม่ชอบน้ำเสียงและท่าทีของเตโชเลย  แต่ด้วยความที่ถูกสอนมาให้รู้จักระงับอารมณ์เอาไว้จึงไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจนนัก  

  “มันต้องเกี่ยวข้องกับวันพระจันทร์เต็มดวงแน่ ๆ เลยจ้ะ” อาโปออกความเห็น

“ไม่น่าจะใช่  เพราะว่าวันวิสาขบูชากับวันอาสาฬหบูชาก็เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงเหมือนกัน  มันน่าจะมีอะไรที่มากกว่านั้น” เตโชที่กำลังหงุดหงิดยังขัดขึ้นอีก

“หรือจะเกี่ยวข้องกับตัวเลข เพราะว่ามีตัวเลขตั้งหลายตัว ทั้ง…ขึ้น ๑๕ ค่ำ…เดือน ๓…เหตุการณ์ ๔ เหตุการณ์…แถมยังมีภิกษุอีกตั้ง ๑๒๕๐ รูป…” ปฐวีพยายามพูดช้า ๆ ให้เพื่อน ๆ ตามทันในสิ่งที่ตัวเองคิด แต่เตโชยังแย้งขึ้นมาอีก

“แล้วนายจะรู้ได้ยังไงว่าตัวเลขตัวไหนกันแน่ที่จะแก้ปริศนาได้”  

“ถ้าตัวเลขมันเยอะไป ก็เอาสถานที่เป็นยังไง เพราะถ้าเป็นสถานที่ก็มีที่เดียวคือวัดเวฬุวันวิหาร” ความคิดของวาโยคราวนี้  เตโชไม่รู้จะขัดคออย่างไรดี  แต่ก็ยังอดพูดต่อไม่ได้  

“แล้วถ้าใช่วัดนั้นจริง ๆ  พวกเราจะไปกันยังไงล่ะ  วัดอยู่ที่ไหนก็ยังไม่รู้เลย แล้วถึงจะหาเจอก็ไม่รู้ว่าจะแก้ปริศนาได้หรือเปล่า”

เมื่อหาข้อสรุปที่ลงตัวไม่ได้ ทั้ งหมดจึงตัดสินใจออกเดินทางไปเรื่อย ๆ  แล้วค่อยช่วยกันคิดอีกที  ดีกว่านั่งปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่เดินลัดเลาะตามแนวป่าไผ่ต่อไปไม่นานนัก   ทั้งหมดกลับได้ยินเสียงเหมือนคนคุยกันดังใกล้เข้ามา ด้วยสัญชาตญาณ   เด็ก ๆ จึงรีบหาที่หลบกันจ้าละหวั่น เสียงที่ได้ยินนั้น   แท้จริงแล้วเป็นเสียงสนทนาของนายพรานล่าสัตว์วัยหนุ่มใหญ่สองคนที่กำลังเดินบ่นกันมาอย่างหงุดหงิด 

“น่าเสียดายจริง ๆ  เสือตัวนั้นมันกำลังจะติดกับดักของข้าอยู่แล้วเชียว” นายพรานคนที่อ้วนกว่าพูดขึ้น พร้อมกับหยิบกล้วยในย่ามสะพายบ่าขึ้นมากัดกินเพื่อดับอารมณ์

“แต่ข้าก็เสียบมีดปักโดนมันไปเต็ม ๆ เลยนะ” เจ้านายพรานคนผอมยังยืนยันในฝีมือการต่อสู้ของตัวเอง

“แต่ยังไงมันก็ยังหนีรอดไปจนได้”  เจ้าคนอ้วนพูดทั้งที่มีกล้วยคาอยู่เต็มปาก ก่อนจะหยิบน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ที่เหน็บเอวขึ้นมาดื่มตามลงไปอย่างกระหาย

“แกก็เห็นว่ามันหนีเข้าไปในป่าตาบอด ใครจะกล้าตามเข้าไป หรือว่าแกกล้า” เจ้าคนผอมกว่าย้อนถาม

“ข้าไม่เอาด้วยหรอก ใคร ๆ เขาก็ลือกันทั้งนั้นว่าถ้าเข้าไปอาจจะไม่ได้กลับออกมาอีก ไม่อย่างนั้นคงจะไม่เรียกว่าป่าตาบอด ขืนข้าเข้าไปคงมองหาทางออกไม่เจอเหมือนคนตาบอดแน่ ๆ  แล้วข้าจะเสี่ยงเข้าไปทำไมวะ”

“งั้นแกก็เลิกเสียดายไอ้เสือตัวนั้นได้แล้ว”

“เซ็งจริงโว้ย พลาดแต่หัววันเลย”   คนที่อ้วนกว่ายังหงุดหงิดไม่หาย จึงหยิบกล้วยปอกเข้าปากอีกลูก

เมื่อเห็นว่าสองนายพรานเดินจากไปจนลับสายตาแล้ว เด็กทั้งสี่คนก็รีบคลานออกจากที่ซ่อนตัวหลังป่าไผ่ และเดินตรงไปในทิศที่สวนทางกับสองนายพรานทันที โดยไม่ได้เฉลียวใจเลยสักนิดว่าหนทางข้างหน้าจะมีอะไรรอทุกคนอยู่บ้าง

“มีรอยเลือดที่พื้นหญ้าด้วย” เตโชสังเกตเห็นก่อนใคร

“สงสัยจะเป็นเลือดของเจ้าเสือที่พวกนายพรานพูดถึงแน่เลย” ปฐวีนั่งยอง ๆ ลงไปเพื่อสังเกตรอยเลือดที่หยดเป็นทางยาว   

“เรารีบตามไปดูกันเถอะตอนนี้มันคงเจ็บมากแน่ ๆ อาโปอยากไปช่วยมันจ้ะ” น้ำเสียงของอาโปฟังดูร้อนรนและเป็นห่วงเจ้าเสือมาก เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะอาโปเป็นเด็กที่รักสัตว์มาก ซึ่งต่างจากเด็กผู้หญิงในวัยเดียวกัน และหากอาโปได้ทำความรู้จักกับสัตว์ชนิดนั้น ๆ แล้ว ก็จะไม่กลัวพวกมันอีกเลย   

“เดี๋ยวก่อนสิอาโป รอพวกเราด้วย” วาโยตะโกนไล่หลัง

ทั้งสามรีบวิ่งตามอาโปไป โดยไม่มีใครรู้ตัวเลยว่ากำลังมุ่งหน้าเข้าสู่อาณาเขตของป่าตาบอดแล้ว จนเมื่อวิ่งไปได้สักระยะ สองข้างทางเริ่มมีต้นไม้ขึ้นหนาทึบ เตโชผิดสังเกตจึงเอ่ยขึ้น  

“เดี๋ยวก่อนทุกคน”    

“มีอะไรเหรอจ๊ะ  อาโปว่าเราน่าจะใกล้เจอแม่เสือตัวนั้นแล้วนะ นี่ไงมีรอยเท้าสัตว์ด้วยเห็นไหมจ๊ะ” อาโปชี้ให้ดูรอยอุ้งเท้าที่คล้ายรอยเท้าแมวแต่ว่ามีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่า 

“คือว่า…พวกเรากำลังเดินหลงเข้ามาในป่าตาบอดหรือเปล่า”  เตโชทักท้วงขึ้นมา     

“ป่าตาบอดงั้นเหรอ จริงด้วยสินะ เมื่อกี๊พวกนายพรานบอกว่าไม่กล้าตามเจ้าเสือมาเพราะว่ามันหนีเข้ามาในนี้นี่เอง”   วาโยเพิ่งคิดได้จึงเสนอให้ทุกคนรีบออกจากที่นี่ แต่ปฐวีคิดต่างออกไป 

“ไหน ๆ ก็หลงเข้ามาแล้ว ตามหาเจ้าเสือที่บาดเจ็บให้เจอก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกทีดีกว่าไหม”  

อาโปพยักหน้าเห็นด้วย   ทั้งหมดจึงเริ่มเดินแหวกพงหญ้าที่สูงประมาณเอว ติดตามรอยเท้าสัตว์ที่เหยียบย่ำผ่านไปก่อนหน้านี้   ซึ่งยังมีรอยเลือดสด ๆ ติดอยู่ตามใบหญ้า ใช้เวลาไม่นาน  จมูกของทุกคนก็ได้กลิ่นสาบสัตว์โชยมาตามลม  ก่อนจะพบร่างขนาดใหญ่สีเหลืองอมส้มมีลายสีดำพาดขวางตลอดลำตัว   ร่างนั้นนอนอ่อนแรงหายใจรวยรินเพราะพิษบาดแผลแอบอยู่หลังพงหญ้ากอใหญ่  โดยมีลูกเสือตัวน้อยที่อาจต้องกลายเป็นลูกเสือกำพร้าในไม่ช้าคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง อาโปรีบวิ่งตรงไปยังร่างของเสือลายพาดกลอนที่กำลังจะหมดลมหายใจอย่างไม่หวาดหวั่น

“โธ่ น่าสงสารจังเลย แม่เสือจ๋าเจ็บมากไหมจ๊ะ” เด็กหญิงผู้มีเมตตาต่อสัตว์ช้อนหัวแม่เสือขึ้นมาแนบอกโดยไม่กลัวสักนิดว่าจะเป็นอันตรายหรือไม่

“อาโป นั่นเสือนะไม่ใช่แมว ไม่กลัวบ้างเลยเหรอเนี่ย” เตโชยังกล้า ๆ กลัว ๆ  จึงไม่เข้าไปใกล้แม่เสือตัวนั้นมากนัก เพื่อนอีกสองคนก็เช่นกัน 

แต่สำหรับอาโป ความรู้สึกที่กลั่นออกมาจากใจอันบริสุทธิ์ น่าจะโยงใยให้แม่เสือรับรู้ได้ถึงพลังความรักและเมตตา  ทั้งสองชีวิตประสานสายตากันอย่างอ่อนโยน น้ำตาแห่งความสงสารของอาโป หยดลงตรงบาดแผลลึกที่ยังมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด บริเวณลำคอของแม่เสือพอดี  และแล้วปาฏิหาริย์ก็บังเกิด น้ำตาหยดนั้นค่อย ๆ สมานบาดแผลลึกจนไม่เหลือร่องรอยแห่งความเจ็บปวดแม้แต่น้อย   แม่เสือกลับมาแข็งแรงดังเดิมอีกครั้ง มันขยับร่างลุกขึ้นแล้วคำรามคล้ายจะกล่าวคำขอบคุณ เพื่อน ๆ ที่ยืนดูอยู่ห่าง ๆ ต่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น   อาโปสวมกอดแม่เสืออย่างเต็มเหนี่ยวด้วยความดีใจ  มันคงสัมผัสได้ถึงความรักและปรารถนาดีที่อาโปมีให้เช่นกัน        

มิตรภาพจึงก่อกำเนิดและงอกงามขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว  

เด็กทั้งสี่คนเริ่มพูดคุยปรึกษากัน  ถึงความอัศจรรย์ที่เพิ่งบังเกิดขึ้นว่าทำไมพลังน้ำตาของอาโปจึงช่วยสมานบาดแผลของแม่เสือจนหายเป็นปลิดทิ้ง   ทำให้มันกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับลูกน้อยอีกครั้ง  แต่ในเวลาเพียงไม่กี่นาที นกการเวกก็บินมาคลายความสงสัย โดยที่วาโยยังไม่ได้ส่งเสียงเรียกออกไป

         พลังสี่ธาตุธรรม      ดินกับน้ำและลมไฟ

          จะเกิดมาเมื่อใด  ตามแต่เหตุเมื่อจำเป็น

          สามหนุ่มใจองอาจ    พลังธาตุเผยโดดเด่น

         ความดีมีให้เห็น      กำลังลับฉับพลันมา

           นกการเวกเอ่ยจบก็จากไป 

           แต่เหมือนนึกอะไรได้ จึงบินกลับมาอีกครั้ง

         มวลดอกไม้ใกล้มือ        อย่าเด็ดถือหรือสูดดม

           ต้องพิษคล้ายหมดลม      ตะวันจมหมดแสงตาย 

            นกการเวกเอ่ยจบก็จากไป

“เยี่ยมไปเลย  นี่พวกเราจะมีพลังเหมือนผู้วิเศษด้วยหรือเนี่ย”  เตโชรู้สึกสนุกกับสิ่งที่จะได้พบเจอ แต่ปฐวีเตือนสติว่าจะดีใจไปทำไมในเมื่อนกการเวกบอกไว้แล้วว่าพลังวิเศษจะมาก็ต่อเมื่อถึงเวลาของมันเท่านั้น  ใช่ว่าทุกคนจะมีพลังตลอดเวลา  ตอนนี้คนที่ดีใจกว่าใครก็คงไม่พ้นอาโป เมื่อนึกถึงวินาทีที่แม่เสือฟื้นขึ้นมาในอ้อมกอด   เด็กหญิงผู้รักสัตว์ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกอิ่มเอมในหัวใจ เพื่อน ๆ ก็คงรู้สึกดีไม่ต่างกัน เมื่อหายจากอาการดีใจ ความกังวลก็เข้ามาแทนที่  ขณะนี้ทุกคนกำลังหลงทางอยู่ในป่าตาบอด   ถ้าเป็นไปอย่างที่นายพรานสองคนนั้นพูดไว้   พวกเด็ก ๆ ก็คงหาทางออกไม่เจอง่าย ๆ    เตโชเสนอความเห็นเป็นคนแรกให้รีบย้อนกลับไปทางเก่า

ก่อนที่สภาพผืนป่าจะเปลี่ยนไปเหมือนที่เคยดูในหนังจนทุกคนอาจจะไม่ปลอดภัย แม้ใจหนึ่งเตโชยังอยากจะผจญภัยใจแทบขาด แต่วาโยซึ่งดูฉลาดเฉลียวกว่าใคร ทักท้วงว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่หนทางออกไปจะง่ายขนาดนั้น  ทุกคนไม่ควรคิดย้อนกลับไปทางเดิมเพราะเวลาใคร ๆ หลงเข้ามาก็ต้องคิดหาทางย้อนกลับไปทางเก่าทั้งนั้น แต่ตามคำร่ำลือไม่เห็นจะมีใครออกจากป่าตาบอดไปได้สักคน   ปฐวีเห็นด้วยตามข้อสังเกตของวาโย   อาโปเองก็เชื่อใจเพราะเห็นว่าวาโยคิดถูกมาตั้งหลายครั้งแล้ว  เมื่อไม่มีใครเห็นด้วยกับการย้อนกลับทางเดิม   เตโชก็เลยพูดแกมประชดว่า ให้เดินต่อเข้าไปในป่าตาบอดเลยก็แล้วกัน

         ป่าตาบอด ดูจากสภาพภายนอกแล้วไม่ได้น่ากลัวอย่างที่กังวลกัน ธรรมชาติสองข้างทางนั้นเขียวครึ้มและร่มรื่นไปด้วยต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์   บ้างก็ตั้งต้นตระหง่านท้าทายแดดลม   บ้างก็สูงใหญ่แข็งแรงเป็นที่พึ่งพิงของบรรดาต้นไม้กาฝากหลายหลากสี บ้างก็แตกกิ่งก้านสาขาแผ่กว้างปกคลุมให้ร่มเงาพักพิงกับเหล่าต้นไม้ที่ต่ำต้อยเตี้ยติดดิน แม้ดวงตะวันจะสาดแสงร้อนแรงเจิดจ้า แต่เมื่อได้ร่มเงาของต้นไม้ที่มีอยู่ทั่วอาณาเขตป่าก็ช่วยให้ทุกคนไม่เหนื่อยล้าและเพลียแดดจนเกินไป   อาโปเดินหมุนตัวและฮัมเพลงไปรอบ ๆ อย่างร่าเริง    เตโชหยุดชื่นชมและโอบกอดต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าซึ่งโอบยังไงก็ไม่มิด   แม้ว่าจะให้ทั้งสี่คนมาโอบก็ไม่แน่ว่าจะโอบได้รอบหรือไม่ วาโยมองสำรวจรอบ ๆ ก่อนตั้งข้อสังเกตอีกครั้งว่าอาจเป็นเพราะป่าแห่งนี้ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาก็เลยยังมีต้นไม้ใหญ่อยู่มากมายแบบนี้ แล้วนึกย้อนกลับไปถึงคำสอนของพ่อภูผาที่เคยบอกไว้ 

             …สาเหตุที่ป่าไม้ในเมืองไทยเหลือน้อยลงทุกวัน ๆ เพราะคนไม่ดีคอยแต่จะจ้องตัดไม้ทำลายป่า   ถึงแม้ว่าคนดี ๆ จะช่วยกันปลูกป่าอยู่เรื่อย ๆ แต่ยังไงก็ทดแทนกันได้ไม่ทัน กว่าต้นไม้แต่ละต้นจะเติบใหญ่ต้องใช้เวลาหลายปี…   

“ถ้ามีคนเข้ามาในป่าเยอะขึ้น และป่าตาบอดไม่ได้เป็นตามคำร่ำลือแล้วล่ะก็ ป่านนี้คงเหลือแต่ตอไม้หมดแล้ว  และเจ้าเสือตัวนั้นก็คงตายด้วยน้ำมือของคนใจร้ายไปแล้วด้วย…คนจิตใจดี  จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อสร้างและรักษาธรรมชาติเอาไว้  แม้ว่าคนจิตใจร้าย จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อทำลายธรรมชาติก็ตาม…” วาโยจำคำพูดของพ่อภูผาได้ขึ้นใจ   และพูดให้เพื่อน ๆ ฟังได้ครบทุกถ้อยคำ แต่ก็ทำให้เจ้าตัวเริ่มจะคิดถึงครอบครัวขึ้นมาบ้างแล้ว 

 “พ่อนายพูดถูกแล้ว ที่วัดทุ่งธรรม หลวงตาเจิมยังต้องเอาต้นไม้มาปลูกในวัดตั้งเยอะ  สวนผลไม้หลังวัดที่พวกเราเห็นนั่นก็ใช่นะ  หลวงตาบอกว่าต้นไม้มีประโยชน์มหาศาล พวกเราต้องช่วยกันปลูกไม่ใช่ช่วยกันทำลาย”  ปฐวีเริ่มคิดถึงหลวงตาเจิมผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูปฐวีมานับตั้งแต่พ่อกับแม่ถูกรถชนเสียชีวิต  ขณะที่ปฐวีอายุได้เพียง ๒ ขวบ

 “ที่บ้านเราก็ปลูกต้นไม้ใหญ่ ๆ ไว้ตั้งหลายต้น ดอกไม้ก็สีสวย ๆ ทั้งนั้น อาโปยังชอบเลยใช่ไหม”

  “ใช่จ้ะ ดอกไม้ที่บ้านเตโชสวย ๆ ทั้งนั้นเลย อาโปยังเคยไปช่วยน้ามณีปลูกต้นไม้เลย”

  “น้ามณีคือใครเหรอ” ปฐวีไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนจึงถามขึ้น

   “แม่เราเอง” เตโชตอบ และนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่อาโปกับแม่เกสรของเธอไปเที่ยวที่บ้าน    เตโชกำลังลงมือขุดดินเพื่อจะเอาต้นมะลิและต้นดาวเรืองลงดินโดยมีพ่อแสงกับแม่มณีคอยเป็นลูกมือให้ภายในสวนหย่อมหลังบ้าน   เสียงพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานยังดังก้องอยู่ในความทรงจำ  แม่มณีของเตโชนั้นชอบปลูกต้นไม้เป็นงานอดิเรก   ถ้าว่างเมื่อไหร่ก็จะต้องแวะไปอุดหนุนร้านต้นไม้เจ้าประจำอยู่เสมอ ต้นไม้ทั้งหมดในสวนหย่อม แม่มณีก็เป็นคนเลือกซื้อมาเองแทบทั้งสิ้น แต่หน้าที่ในการปลูกและรดน้ำนั้น แบ่งกระจายงานให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน   พอนึกถึงวันวาน เตโชก็เริ่มคิดถึงบ้านขึ้นมาอีกคนแล้ว

 “เฮ้ ยืนเหม่ออะไรอยู่ เดินตามมาเร็ว” ปฐวีหันไปเรียกเตโชที่กำลังยืนใจลอยคิดถึงบ้าน  บ่ายคล้อย แสงตะวันเริ่มอ่อนแรงลง เช่นเดียวกับเด็ก ๆ ที่เริ่มอ่อนล้า  แม้จะได้รับพรวิเศษให้ ‘อิ่มทิพย์’ ตลอดการผจญภัย แต่การตรากตรำในการเดินทางที่ไม่เคยชินก็ย่อมเป็นอุปสรรคอยู่บ้าง  เมื่อทุกคนเดินทางถึงเนินดินขนาดย่อม   ด้วยความสูงของเนินดินที่พอ ๆ กับความสูงของสะพานข้ามคลองท้ายวัด  หากทุกคนยังมีเรี่ยวแรงเต็มร้อยเชื่อว่าคงได้วิ่งแข่งกันขึ้นไปอย่างแน่นอน  แต่สภาพของทุกคนในเวลานี้เหนื่อยล้าจนอยากจะพักเสียแล้ว  จึงค่อย ๆ ก้าวเท้าขึ้นไปอย่างเชื่องช้า  

          หากทว่าสิ่งที่สายตาสัมผัสเมื่อก้าวขึ้นไปยังจุดสูงสุด   กลับทำให้ทุกคนรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที ความตื่นตาตื่นใจที่อยู่เบื้องหน้า คือ ดงดอกไม้หลากสีสันที่เฉิดฉายชูช่ออวดโฉมราวกับภาพวาดของจิตรกรเอก ดงกุหลาบแดงแซมด้วยสีเหลืองและขาว   ขนาบข้างด้วยบานชื่นชมพูหวานสลับสีเหลืองตลอดแนว  ล้อมกรอบอีกชั้นด้วยดาวเรืองเหลืองอร่ามและมะลิซ้อนสีขาวบริสุทธิ์   รวมทั้งอีกสารพันดอกไม้ในอีกหลายแปลง ทุกคนยืนตะลึงเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ ยกเว้นอาโปที่วิ่งตรงรี่ลงไปเหมือนถูกแรงดึงดูด ไม่ผิดเลยที่เขาว่ากันว่าผู้หญิงกับดอกไม้นั้นเป็นของคู่กัน  อาโปไม่เพียงวิ่งไปดูใกล้ ๆ แต่ยังสูดดมความหอมอันอบอวลของมวลดอกไม้ตรงหน้าอีกด้วย

 “อาโป อย่า…” ปฐวีตะโกนสุดเสียง แต่ช้าเกินไป อาโปสูดดมความหอมของดอกไม้เหล่านั้นเข้าไปจนเต็มปอด

“ตะโกนอะไรของเขานะ ก็แค่ดมดอกไม้ไม่เห็นจะเป็นไรเลย” เตโชบ่นเบา ๆ แต่วาโยได้ยิน

  “อาโปดมดอกไม้   เรานึกออกแล้วที่นกการเวกเตือนพวกเราไงว่าอย่าดมเพราะดอกไม้มันมีพิษ  ถ้าอย่างงั้น…” วาโยพูดไม่ทันจบประโยค 

  “พระอาทิตย์ตกเมื่อไหร่ อาโป..” ปฐวีพูดแทรกมาเพียงไม่กี่คำ อาโปก็ล้มลง

“ไม่นะอาโป ไม่นะ” เตโชตะโกนโหวกเหวกพร้อมวิ่งนำไป อีกสองคนวิ่งตามไป ติด ๆ 

  “อาโปต้องไม่เป็นอะไรนะ อาโป ตื่นสิ  ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้”  เตโชรีบจับร่างของอาโปเขย่าอย่างแรงและเริ่มโอดครวญด้วยความกลัวว่าจะต้องสูญเสียเพื่อน

“ตั้งสติหน่อยเตโช  อาโปแค่สลบไปเท่านั้น พวกเรายังมีทางช่วย จนกว่าพระอาทิตย์จะตกดิน  วาโยนายรีบเรียกนกการเวกมาถามเร็วเข้า”  ปฐวียังคุมสติได้ดีกว่าใคร  

“จริงด้วย” วาโยรับคำ และร้องเรียกออกไปทันที

“การเวก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ”

        ย้อนกลับหาแม่เสือ       ขอจุนเจือน้ำนมปัน

          เพียงแตะปลายลิ้นนั้น    ถอนพิษพลันดั่งใจดล

            นกการเวกเอ่ยจบก็จากไป

  “เราจะรีบกลับไปเอาน้ำนมจากแม่เสือเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงเตโชห้าวหาญมาก  

“เราไปเองดีกว่า” วาโยเสนอตัวเพราะเป็นห่วงอาโปเหมือนกัน

“ไม่ต้องแย่งกัน   นายสองคนไปด้วยกันนั่นแหละ  มีอะไรระหว่างทางจะได้คอยช่วยเหลือกัน เราจะดูแลอาโปอยู่ทางนี้เอง แต่ต้องรีบหน่อยนะ  จำไว้ว่าก่อนพระอาทิตย์ตกดินเท่านั้นถึงจะช่วยอาโปได้”  ปฐวีสั่งกำชับ   เพื่อนสองคนพยักหน้าแทนคำตอบเพราะไม่มีเวลาให้เถียงกันแล้ว  

        ทั้งคู่ออกเดินบ้างวิ่งบ้างสลับกัน   แม้เตโชจะเหนื่อยแต่คงน้อยกว่าวาโยแน่ ๆ เพราะเตโชเป็นถึงนักกีฬาเทควันโดของโรงเรียน เรื่องออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ทำประจำอยู่แล้ว ทำให้เรี่ยวแรงดีกว่าเยอะ ขณะที่วาโยซึ่งเจ้าเนื้อที่สุดในบรรดาเด็กทั้งสี่คน ว่างเมื่อไรก็จะนั่งอ่านแต่หนังสือ  เพียงแค่ยกแข้ง สะบัดขา หมุนคอ แกว่งแขน  ยังไม่ค่อยจะได้ทำเลย นอกจากในวิชาพละเท่านั้น  ก็เลยออกอาการหอบจนจุก ใบหน้าที่ขาวอยู่แล้วซีดเผือดลงไปจนเห็นได้ชัด     ครั้นพอเตโชถามก็กัดฟันตอบว่ายังไหวและสบายดี ทั้งคู่ยังคงทั้งเดินทั้งวิ่งไม่ยอมหยุดพักด้วยความรักและเป็นห่วงเพื่อน  จนสามารถเดินย้อนกลับมาทางเก่าโดยใช้เวลาน้อยกว่าตอนที่เดินผ่านไป  เสือลายพาดกลอนตัวเดิมกับลูกน้อยยังคงนอนรออยู่ในจุดที่ไม่ห่างจากเดิมมากนัก  ราวกับรับรู้ว่าเด็ก ๆ จะต้องย้อนกลับมาขอความช่วยเหลือ วาโยวิ่งมาจนแข้งขาอ่อนล้าไปหมดจึงทรุดลงทันทีที่ถึงจุดหมาย ปล่อยให้เพื่อนเป็นคนเข้าไปขอน้ำนมจากแม่เสือเพียงลำพัง 

“เมื่อกี๊มันยิ้มให้เรา มันคงรู้ว่าเรามาดี แต่ว่า…เราจะพูดกับเสือรู้เรื่องไหมเนี่ย เอาล่ะเป็นไงก็เป็นกัน อาโปกำลังรอเราอยู่นี่นา” เตโชพูดกับตัวเอง  ก่อนหันกลับไปหาวาโยเพื่อถามให้แน่ใจอีกครั้ง 

“เราจะเข้าไปแล้วนะ  นายว่ามันจะรู้ไหม  ถ้ามันไม่ยอมให้ขึ้นมาล่ะ  แต่มันน่าจะยอมนะ เอ๊ะ แล้วถ้าเกิดมันยอมให้น้ำนม เราจะเอาอะไรใส่น้ำนมกลับไปล่ะเนี่ย” วาโยนึกไว้ก่อนแล้วตั้งแต่ออกเดินทาง เพียงแต่ยังไม่ได้พูดออกมาเท่านั้น จึงหยิบกระบอกน้ำออกมาจากเป้คู่กาย 

“เยี่ยมไปเลย งั้นส่งมาให้เราเร็วเข้า” เตโชรับกระบอกน้ำแล้วก็ทำใจดีสู้เสือย่องเข้าไป   เริ่มต้นเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยไม่สนใจเลยว่าแม่เสือจะฟังเข้าใจหรือไม่ แต่ด้วยมิตรภาพที่มีให้กันก่อนหน้านี้ แม่เสือจึงนอนนิ่งยอมให้บีบน้ำนมไปได้ เตโชยังไม่มั่นใจเต็มร้อยเสียทีเดียวจึงคอยระวังตัวตลอดเวลา แต่ท้ายที่สุดก็ได้น้ำนมจากแม่เสือจนเกือบเต็มกระบอก เมื่อภารกิจเสร็จสิ้น แม่เสือก็ส่งสัญญาณให้ลูกน้อยของมันเข้ามาดูดนมต่อทันที เตโชโค้งขอบคุณอีกครั้ง มันผงกหัวตอบรับพร้อมส่งเสียงคำรามจนเตโชสะดุ้ง   ก่อนจะรีบถือกระบอกน้ำในมือมาเก็บใส่เป้และรับอาสาจะสะพายเป้แทน แต่หลังจากได้นั่งพักเหนื่อย วาโยเริ่มมีเรี่ยวแรงกลับคืนมาบ้างแล้วจึงจัดการผูกเชือกรองเท้าที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่ แล้วหยิบเป้ผ้าร่มขึ้นมาสะพายหลัง ทั้งสองคนเร่งฝีเท้าเต็มที่เพื่อให้ทันก่อนพระอาทิตย์ตกดิน จนแทบไม่ได้พูดจาอะไรกันเลยตลอดทาง

ปฐวีนั่งไม่ติดพื้น  เดินไปเดินมาอยู่ใกล้ ๆ ร่างของอาโปที่สลบอยู่ราวกับเสือติดจั่น คอยชะเง้อคอมองเพื่อนอีกสองคนเป็นระยะด้วยสีหน้ากังวล คิ้วสองข้างขมวดชิดจนแทบจะเห็นเป็นเส้นเดียวกัน    พระอาทิตย์ยามเย็น เริ่มจะโบกลาจากขอบฟ้าจนมองเห็นไม่ถึงครึ่งดวงแล้ว 

 “นายเดินล่วงหน้าไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวจะไม่ทัน  ท้องฟ้าเริ่มจะมืดแล้ว  แต่นายต้องรักษาน้ำนมให้ดี ๆ นะ” 

 วาโยที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายพูดไปหอบไป   หลังจากทั้งเดินทั้งวิ่งตามหลังเพื่อนนักกีฬามาตลอดทาง เสื้อของทั้งคู่ชุ่มไปด้วยเหงื่อจากความเหนื่อยกาย แต่ใจนั้นหายเหนื่อยตั้งแต่เริ่มมองเห็นเนินดินแล้ว  

“เรารู้หรอกน่าว่ามันสำคัญขนาดไหน นายไม่ต้องเตือนหรอก นายรีบตามมาก็แล้วกันนะ”  เตโชพูดจบก็รับเป้มาสะพายหลัง  วาโยพยักหน้าตอบแล้วทิ้งตัวนั่งลงใต้ต้นไม้ เพราะไปต่อไม่ไหวแล้วจริง ๆ  “เตโช เราเชื่อว่านายทำได้”   วาโยเฝ้าฟังเสียงฝีเท้าเพื่อนที่วิ่งนำออกไปด้วยความหวัง ร่างปราดเปรียวซอยเท้าถี่ยิบด้วยความเร็ว ประหนึ่งนักกีฬาที่กำลังลงแข่งวิ่งประเภทที่ไม่กลัวว่าจะหกล้มเลย  จวบจนกระทั่งถึงปลายเนิน  และกำลังจะวิ่งขึ้นไป ปฐวีตะโกนถามมาอย่างร้อนใจ  เตโชรีบปลดเป้ออกจากบ่า  รูดซิป  หยิบกระบอกน้ำออกมา  ปฐวีเร่งจนอีกฝ่ายเริ่มลนลาน 

แสงอาทิตย์ริบหรี่เต็มที เตโชหมุนปากกระบอกน้ำไปด้วยวิ่งไปด้วย  อีกเพียงสองก้าวก็จะถึงร่างของอาโปแล้ว  แต่กลับสะดุดก้อนหินล้มลงเสียก่อน  ตัวเองเจ็บไม่เป็นไร แต่น้ำนมที่จะมาแก้พิษหกลงพื้นแทบทั้งหมด เตโชตกใจหน้าถอดสียืนนิ่งเป็นหุ่นยนต์  โชคดีที่ปฐวีคุมสติได้  จึงเอื้อมไปหยิบกระบอกน้ำ วิ่งตรงไปยังร่างของอาโปที่นอนสลบอยู่  รีบจับริมฝีปากบางให้เผยอออก  ใช้นิ้วชี้แตะน้ำนมที่เหลือติดก้นกระบอกป้ายไปที่ปลายลิ้นของอาโปทันที ดวงตะวันยามเย็นลับขอบฟ้าลงในเสี้ยววินาทีต่อจากนั้น

“เฮ้อ เกือบไปแล้วสิ” ปฐวีถอนหายใจอย่างโล่งอก

“ทำไมอาโปยังไม่ฟื้นอีกล่ะเนี่ย”   เตโชที่หายตกใจแล้ว  ก้มลงมองใกล้ ๆ จนแทบจะหายใจรดต้นคออาโปอยู่แล้ว วินาทีนั้นเองร่างที่นอนอยู่ก็ลืมตาแป๋วขึ้นมา สองสายตาประสานกันอย่างจัง เตโชสะดุ้งตกใจรีบเบี่ยงตัวออก อาโปก็รีบยันตัวลุกขึ้นนั่ง

 “อาโปมานอนอยู่ตรงนี้ได้ยังไงจ๊ะ อาโปจำได้ว่า…ดมดอกไม้เข้าไป แล้วก็…” เจ้าของร่างที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาถามด้วยสีหน้างุนงง

“อาโปโดนพิษดอกไม้จนสลบไง จำได้หรือเปล่าที่นกการเวกบอกว่า ถ้าเจอดอกไม้อย่าไปเด็ดหรือว่าไปดมเพราะมันมีพิษ”

  “อาโปไม่ทันนึกจ้ะ ขอโทษนะจ๊ะ แล้วนี่ ปฐวีถือกระบอกอะไรอยู่ในมือเหรอ”  

  “ก็กระบอกใส่น้ำนมแม่เสือที่เรากลับไปเอามาถอนพิษให้อาโปไงล่ะ” เตโชชิงตอบก่อน

    “เตโชไปเอาน้ำนมมาถอนพิษให้อาโปเหรอจ๊ะ ขอบใจมากนะจ๊ะ” เตโชยิ้มจนเห็นฟันขาวตัดกับสีผิว เมื่อได้รับคำขอบใจจากอาโป 

   “ใช่แล้ว เตโชกับวาโยกลับไปขอน้ำนมจากแม่เสือตัวนั้นมาแก้พิษให้ แม่เสือตัวที่อาโปช่วยชีวิตมันไว้นั่นแหละ แล้วนี่วาโยไม่ได้กลับมาพร้อมกับนายเหรอ” ปฐวีมัวแต่ห่วงชีวิตอาโป เลยไม่ทันสังเกตว่าเพื่อนคู่หูยังไม่กลับมา  

 “วาโยบอกให้เราล่วงหน้ามาก่อน เพราะกลัวจะไม่ทัน แต่ว่าป่านนี้น่าจะมาถึงได้แล้วนะ เพราะตอนแยกกันก็ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่”  

“วาโยจะหลงทางหรือเปล่าจ๊ะ หรือว่าจะเกิดอันตรายขึ้น เป็นเพราะอาโปคนเดียวเลย ”       

  “อย่าโทษตัวเองเลย ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องขึ้นหรอก เราว่ารออีกสักพัก วาโยน่าจะปลอดภัยกลับมา” ปฐวีปลอบใจอาโป และปลอบใจตัวเองด้วย

  “เราจะกลับไปตามเอง นายกับอาโปรอที่นี่ก็แล้วกัน ถ้าไปกันหมดเดี๋ยววาโยกลับมาก็จะไม่เจอใคร” 

              เตโชรีบหันหลังวิ่งกลับไปทางเดิม   ไม่รอฟังเสียงทัดทานจากปฐวีที่กังวลว่าอาจจะหลงทางไปอีกคน   ความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามาปกคลุมผืนป่าแล้ว แต่ไม่นานนัก   ร่างปราดเปรียวที่วิ่งย้อนกลับไปก็ประคองร่างเจ้าเนื้อของวาโยที่เดินขากะเผลกกลับมาอย่างปลอดภัย  อาโปเป็นห่วงและรู้สึกผิด จึงถามจนได้ความว่าวาโยสะดุดหกล้มไปกระแทกกับก้อนหินจนได้แผลที่หัวเข่ามานิดหน่อยทำให้เดินไม่ถนัดนัก  แต่ไม่ได้เป็นอะไรมาก ซึ่งผิดกับสีหน้าที่ดูอิดโรยและอ่อนแรง  หรือวาโยจะวางท่าเข้มแข็งต่อหน้าหญิงก็ไม่รู้เหมือนกัน 

         อาโปยังรู้สึกผิด จึงเอ่ยขอโทษอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีใครถือโทษโกรธ มีเพียงปฐวีที่พูดเตือนสติให้จำไว้เป็นบทเรียนว่าในป่าตาบอดยังมีสิ่งไม่คาดคิดที่ต้องพบเจออีกมาก ถ้าทุกคนสามัคคีกันเอาไว้เหมือนที่นกการเวกเตือน   ก็น่าจะหาทางออกจากป่านี้ได้อย่างปลอดภัย  เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นซึ่งวาโยได้ช่วยอธิบายให้อาโปลองคิดตามว่า ถ้าหากทุกคนไม่สามัคคีกันก็คงจะช่วยอาโปไม่ได้  เริ่มจากเตโชที่จะต้องใช้พละกำลังอันแข็งแรงในการเดินทางตามหาแม่เสือ   จนสามารถนำน้ำนมกลับมาได้ ส่วนวาโยก็ใช้ปัญญาคิดล่วงหน้าไว้ว่าจะต้องเตรียมอะไรสักอย่างไปใส่น้ำนมกลับมา ซึ่งโชคดีที่มีกระบอกน้ำอยู่ในเป้พอดี และถ้าหากปฐวีไม่มีสติ น้ำนมก็คงจะหกจนหมดก่อนที่จะช่วยอาโปได้ทันเวลา 

“ทั้งสามคนเก่งที่สุดเลย อาโปสัญญานะจ๊ะว่าต่อไปจะไม่ทำให้ทุกคนเป็นห่วงอีก”  

              อาโปยิ้มหวานให้เพื่อนทีละคนอีกครั้งแทนคำขอบคุณ แต่มาหยุดที่วาโยซึ่งยิ้มตอบไม่ออกเพราะเจ็บแผล อาโปจึงล้วงผ้าเช็ดหน้าสีชมพูหวานแหววเหมือนชุดที่สวมอยู่ออกมาจากกระเป๋ากระโปรงเพื่อซับเลือดให้  ปฐวีกับเตโชมองทั้งคู่ด้วยความรู้สึกที่ต่างกัน ปฐวีดีใจที่เพื่อน ๆ รักใคร่ห่วงใยกัน   แต่เตโชแอบอิจฉาวาโยตามประสาเด็ก นึกเจ็บใจว่าทำไมตัวเองถึงไม่หกล้มเป็นแผลบ้าง อาโปจะได้มาดูแลอยู่ใกล้ ๆ จนแอบบ่นอุบอิบอยู่ในลำคอ 

“ถ้าเราหกล้มบ้าง อาโปจะดูแลเราอย่างนี้บ้างไหมเนี่ย” 

 “นายว่าอะไรนะ” ปฐวีได้ยินไม่ถนัดจึงถามขึ้น เตโชได้แต่ส่ายหัวแทนคำตอบ

              ด้วยความเหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย    เด็กทั้งสี่คนจึงตกลงยุติการเดินทางลงเพียงเท่านี้    และอาศัยโคนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่เยื้องออกไปจากดงดอกไม้เป็นที่พักพิงในยามค่ำคืน  ค่ำคืนแรก…ในสถานที่แปลกถิ่น  ไม่มีเตียงนุ่ม ๆ   หรือนมอุ่น ๆ ไว้คอยท่า ไม่มีอ้อมกอดบอกลาให้นอนหลับฝันดี  ไม่มีเสียงสวดมนต์ของคนรอบกาย ไม่มีทุกสิ่งที่คุ้นเคย  ทุกคนต่างพยายามข่มตาหลับ   แต่ลึก ๆ ในใจของแต่ละคนนั้นล้วนครุ่นคิดกันไปต่าง ๆ นานา  

              ชีวิตต่อจากนี้ของเด็กทั้งสี่คนจะเป็นเช่นไรต่อไป  คงยังไม่มีใครให้คำตอบได้ วาโยยกเป้ประจำตัวให้อาโปหนุนต่างหมอน   แล้วเด็กชายทั้งสามคนก็นอนเรียงกันเป็นสามเหลี่ยม  ล้อมรอบเด็กหญิงแก้มชมพูเอาไว้ตลอดคืน 

อ่านตอนต่อ…