ความเรียง ชีวิตที่ถูกกักขัง

โดย รติรัตน์ รถทอง

ตอนที่ 1

ช่วงนี้ผู้เขียนทำโครงการการส่งเสริมการรู้หนังสือไทยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2562 จะสิ้นสุดปลายเดือนกันยายนนี้แล้ว กลุ่มเป้าหมายที่ผู้เขียนไปสอนเป็นคนติดคุกที่เรือนจำประจำจังหวัดที่ผู้เขียนอาศัยอยู่ การสอนเป็นไปตามหลักสูตรการรู้หนังสือไทยกับกลุ่มเป้าหมายคนชาติอะไรก็ได้ที่อยากอ่านออกเขียนได้ และสามารถจะประเมินการเรียนเพื่อไปเรียนต่อระดับประถมศึกษาของการศึกษาผู้ใหญ่ โลกนี้มีกลุ่มเป้าหมายที่ ครู กศน.อย่างผู้เขียนต้องไปสอน และบางครั้งครูนอกระบบอย่างผู้เขียนก็หลีกหนีความรู้สึกว่าคนในสังคมไทยเรายังมีคนที่ ด้อย ขาด และพลาดโอกาสทางการศึกษามากมาย 

จุดเริ่มต้นของผู้เขียนเริ่มสอนหนังสือ กศน.มาตั้งแตปี 2545 หลังจากทำงาน กศน.มาหกปี สิ่งที่ทำมักจะเป็นเรื่องพิมพ์งาน เขียนรายงาน ทำบันทึกข้อความและหนังสือราชการทั่วไป เป็นงานน่าเบื่อมาก ต้องทำงานกับเอกสารมานานจนสายตาเสียไปข้างหนึ่ง ความรู้สึกที่อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์มาหกปีมันช่างเหมือนกับติดกักอยู่แต่ในโลกหนึ่ง แต่หลังจากตัดสินใจที่จะสอบเป็นครูอัตราจ้างในขณะนั้น สิ่งหนึ่งที่รู้สึกในใจคือ เกลียดการเป็นครู จะทำงานได้หรือไม่ยังไม่รู้ แต่อยากออกไปจากกล่องนี้ที่กักขังอยู่ในโลกของเอกสาร และดูเหมือนไม่มีอนาคต เงินเดือนก็ไม่เคยขึ้นมาหกปีแล้ว

ทำอย่างไรถึงจะออกไปเรียนรู้โลกมากขึ้น ผู้เขียนบอกกับตัวเองว่าอยากลองดูสักครั้งว่าสิ่งที่เกลียดจะสามารถทำให้ผู้เขียนเป็นอย่างไร จนถึงบัดนั้นมาถึงตอนนี้ คิดว่าคิดไม่ผิดเลยที่เปลี่ยนงานเป็นครั้งแรก แต่ไม่ได้เปลี่ยนที่ทำงานยังทำงานกับสถานที่เดิม และคนเดิม ๆ เพียงแต่เปลี่ยนหน้าที่และความรับผิดชอบเปลี่ยนไปหมด ต้องเดินสอน ต้องทำเองทุกอย่าง บางครั้งรู้สึกเหนื่อย แต่พอเห็นสายตาของกลุ่มเป้าหมายแล้วรู้สึกหายเหน็ดเหนื่อยเสียทุกครั้ง 

ที่เริ่มทำงานการสอนในหน้าที่ในการสอนคนที่ไม่รู้หนังสือ จุดที่ทำให้เปลี่ยนวิธีคิดเป็นเกลียดกลายเป็นชอบ คือ การได้ช่วยเหลือผู้คนมากมายให้เปลียนไปจากคนไม่มีความรู้ ไปอ่านออกเขียนได้ ภาษาไทยช่างเป็นภาษาที่งดงามมากที่สุด ผู้เขียนบอกกับตัวเองมาตลอดว่าเราทำให้เขายกระดับไปก้าวหนึ่งทุกครั้งที่เราพยายาม บางครั้งคิดว่าเป็นเรื่องของมายากลที่เสกคนๆ หนึ่งให้เขามีอนาคตได้รับความรู้เพิ่มขึ้น จากศูนย์ไปทีละก้าว เขาเดินหน้าต่อได้ ผู้เขียนภูมิใจในเนื้องานที่ทำงาน ไม่เคยรู้สึกว่าเป็นคนไร้ค่า คิดอยู่เสมอมาว่าการเป็นครูนี่ดีจริง ๆ การสร้างคนให้เติบโตไปสู่โลกใหม่ด้วยการใช้วิชาความรู้ในภาษาไทย สอนคนที่ดีต่อหัวใจของผู้ให้และผู้รับจังเลย ดีใจที่ได้เกิดมาจริงๆ

มาปีนี้ ผู้เขียนรู้สึกเหมือนกับเอาความกล้ามาจากที่ไหนไม่รู้ เป็นความกล้ามาจากความกลัวอย่างมากที่จะเดินเข้าคุกทุกวันพฤหัสบดี ทุกๆ สัปดาห์เจอกับนักเรียนที่เรียนภาษาไทยสามชั่วโมง ทุกคนตั้งใจเรียน ถึงแม้จะมีเวลาไม่มาก แต่ทุกคนก็นั่งเรียนอย่างตั้งใจ ทุกคนเล่าเรื่องตัวเองเมื่อครูถามว่า “พวกเธอติดคุกคดีอะไรบ้าง” ส่วนมากคำตอบที่มากเกินค่อนห้องคือ “ยาเสพติด” ไม่เสพก็ขาย ทุกคนบอกถึงที่มาด้วยเสียงอันเบา ครูพยายามจะสอนโดยการสอดแทรกถึงการออกไปจากคุกและกลับตัวเป็นคนดี

ถ้าเขาจะพยายามเขาจะทำได้เหมือนที่ผู้เขียนเองก็เดินเข้าคุก เข้ามาติดคุกกับเขาด้วยการเป็นครูผู้สอนที่ไม่เคยหวาดหวั่นต่อการทำงาน มีเรื่องมากมายที่พยายามมากเท่าใดก็ไม่สามารถจะช่วยพวกเขาได้ ขอแค่เขาพยายามต่อไป ผู้เขียนก็คาดว่าเขาเองก็คงไม่อยากทำชั่วร้ายกับสังคมหรอกแต่คงเป็นเพราะการไร้การศึกษาของเขาทำให้เขาหลงทางทำสิ่งชั่วร้ายต่อสังคม จึงพยายามจะสอนให้เขาคิดบวกและอย่างทำลายใครด้วยยาเสพติดอีกเลย นอกจากเป็นครูแล้ว ผู้เขียนก็พยายามจะเป็นเพื่อนเป็นพี่ของพวกเขาให้ข้อคิดและให้เท่าที่จะสามารถให้ได้ โดยยึดคำสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องเดียวกับพระมหาชนกว่าความเพียร ความพยายาม และความอดทนอาจทำให้คนที่เคยชั่วร้ายกลายเป็นคนดีได้ถึงจะไม่เสียทั้งหมด แค่บางส่วนก็ยังดี

ผู้เขียนไม่ใช่นางฟ้าอะไรหรอก แต่อยากเป็นครูที่ดีของนักเรียนเท่านั้น อยากให้สังคมไทยของเรามีแต่สิ่งดีๆ เป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของสังคมที่ยังมีความพยายามไม่อยู่นิ่งเท่านั้นเอง การเสียเวลาสามชั่วโมงต่อสัปดาห์คุ้มค่ายิ่งนัก อยากให้คนไทยช่วยเหลือกันและกันและก้าวไปด้วยกัน ชีวิตที่อยู่ในโลกนี้ไม่จำเป็นต้องถูกกักขังแค่ในคุกเท่านั้น และนอกคุกก็ถูกกักขังได้เหมือนกัน

หลังจากนี้ก็คงแล้วแต่ว่าท่านผู้บัญชาการจะต่อโครงการไปปีหน้าอีกหรือไม่ ถ้ายังมีแรงก็อยากทำประโยชน์ต่อไปด้วยงานที่ผู้เขียนสามารถทำได้ และคงจะไม่มีค่อยมีใครอยากเข้าไปเจอกับเหล่าบรรดาคนคุกที่น่ากลัวนี้ แต่ผู้เขียนไม่เคยกลัวอะไรเลย ถ้ายังคิดอยู่เสมอว่า เราเข้ามาทำงานและทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ…